
3 ใต้ร่มโพธิบท
413 episodes — Page 5 of 9

Ep 29มงคลชีวิต 2 # ไม่คบคนพาล [6529-3d]
‘ไม่คบคนพาล’ เป็นมงคลข้อแรก ที่ท่านพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า เกิดความดีขึ้นในชีวิตเพราะความพาลนั้น คล้ายดั่งเชื้อโรค ติดต่อกันได้ การคบคนพาล จึงจะทำให้ความคิด การพูด หรือการกระทำของเราเป็นไปในทางอกุศลได้‘คนพาล’ จะมีลักษณะ 5 ประการคือ จะชักนำไปในทางที่ผิด เห็นผิดเป็นชอบ ทำในสิ่งที่ธุระไม่ใช่ พูดดีๆ ด้วยก็โกรธ และไม่รับรู้ระเบียบวินัย ทั้งนี้ แยกแยะได้ โดยเราพิจารณาจาก กุศลธรรม เป็นที่ตั้งแน่นอนว่า บางครั้งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเจอกับคนพาล และจำเป็นต้องอยู่ใกล้กัน แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องคบหาเสวนาด้วย ทั้งนี้ การ ‘เลือกคบบัณฑิต’ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี ซึ่งจะขอกล่าวในตอนต่อไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 28มงคลชีวิต 1 # การดำเนินชีวิตที่เป็นมงคล [6528-3d]
‘มงคล’ หมายถึง ธรรมที่จะนำมาซึ่งความเจริญในชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านทรงประกาศไว้ 38 ประการ เป็นสิ่งที่ต้องลงมือทำเอง ทั้งกาย วาจา และใจ ไปตามลำดับ โดยจะจัดทำเป็น‘ซีรีส์มงคลชีวิต’ ไว้ สำหรับพรรษากาลปีนี้มงคลข้อแรก คือ ‘การไม่คบคนพาล’ ได้แก่ ผู้ที่มีกำลังความดีน้อย ไม่เกี่ยวกับกำลังกาย หรือกำลังความรู้ โดยใน ‘พาลบัณฑิตสูตร’ กล่าวถึง เครื่องหมายที่เห็นได้ชัด 3 ประการ คือ ความคิด คำพูด และการกระทำที่มักจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี หรืออกุศลกรรมบท 10 นั่นเอง ซึ่งก็จะตรงข้ามกับบัณฑิตนอกจากนี้ ใน ‘อกิตติชาดก’ ยังอธิบายคนพาลไว้ว่า มีลักษณะ 5 ประการ คือ คนพาลมักจะชักนำไปในทางที่ผิด, มักทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ, มักจะเห็นผิดเป็นชอบ, ถึงพูดดีให้ก็โกรธ และไม่รับรู้ระเบียบวินัย ซึ่งจะอธิบายในตอนหน้าต่อไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 27ลักษณะคำสอนของพระพุทธเจ้า [6527-3d]
‘สวากขาตธรรม’ เป็นพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ มีลักษณะ 3 ประการคือ 1. เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง 2. ประกอบด้วยเหตุผลพร้อม และ 3. ทำให้เกิดความน่าอัศจรรย์โดยแบ่งเป็น พระธรรมและพระวินัย เป็นการแสดง เทศนาและสัจจะ ที่มีทั้ง สมมติและปรมัตถ์ ควบคู่กัน โดยอาจยกบุคคลหรือสภาวะธรรมขึ้นอธิบาย พร้อมอัตถะ คือ ความหมายตรงหรือที่ซ่อนอยู่ ทั้งนี้ คำสอนมีทั้งปริยัติและปฎิบัติ สอดคล้องตามกิจในพระศาสนา คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ นั่นเอง โดยคำสอนทั้งหมดรวมเรียกว่า นวังคสัตถุสาสน์ มี 9 ประเภทด้วยกัน ซึ่งสามารถกล่าวโดยสรุปแก่เหล่าพุทธบริษัท เป็นพุทธโอวาท 3 คือ “ไม่ทำความชั่วทั้งปวง ทำแต่ความดี และทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์”นอกจากนี้ ท่านพระพุทธเจ้ายังทรงบัญญัติ ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 7 และ 8 ประการไว้ด้วย ที่เหมือนกัน คือ เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เป็นต้น ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันอาสวะ โทษภัย และอกุศลที่จะเกิดในปัจจุบันหรืออนาคต และเพื่อความผาสุก ความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ฯลฯ นั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 26อธิษฐาน 4 พละ 4 [6526-3d]
การจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดความสำเร็จขึ้นได้ ต้องอาศัยความตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ในทีฆนิกาย กล่าวถึง ‘อธิษฐาน’ ซึ่งไม่ใช่การร้องขอ แต่หมายถึง ธรรม 4 ประการ ที่ควรตั้งมั่นไว้ในใจ ได้แก่ ปัญญา (ใช้พิจารณา) สัจจะ (ทำให้เกิดขึ้นจริง) จาคะ (สละความเคยชินที่ไม่ดีออก) และอุปสมะ (ความสงบ)ซึ่งสัมพันธ์กับหมวดธรรมในอังคุตรนิกาย ที่กล่าวถึง ‘พละ 4’ คือ กำลัง ได้แก่ ปัญญาพละ (ปัญญา) วิริยพละ (ความเพียร) อนวัชชพละ (กรรมที่ไม่มีโทษ) และสังคหพละ (การสงเคราะห์)กล่าวคือ ‘อธิษฐาน 4’ และ ‘พละ 4’ นั้น เริ่มจากปัญญาเหมือนกัน อาทิ เห็นสิ่งที่เป็นกุศล-อกุศล คุณ-โทษ เกิด-ดับ เป็นต้น โดยสามารถตั้ง ‘อธิษฐาน’ เป็นวิริยพละ หรือนำ ‘พละ’ ไปเกื้อหนุนอธิษฐานในการทำสิ่งนั้น ที่เป็นกุศลด้วยกาย วาจา และใจ ให้สำเร็จเป็นจริงขึ้นมาได้ ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่มีพละ 4 นี้ จะทำให้ไม่หวั่นไหวต่อภัย 5 ประการในการดำเนินชีวิตอีกด้วย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 25ตัณหาสอง [6525-3d]
ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ในสังยุตตนิกายได้อธิบายถึงตัณหา 2 ได้แก่ ตัณหาให้เกิดการแสวงหา และตัณหาให้เกิดอุปาทาน ที่อาศัยเหตุเป็นไป จนเกิดเป็นบาปอกุศลได้กล่าวคือ เพราะมีตัณหาจึงทำให้เกิดการแสวงหา และเมื่อหามาได้ จะมีการปลงใจรัก ความกำหนัดพอใจ สยบมัวเมา จับอกจับใจ และจึงเกิดความตระหนี่ หวงกั้นขึ้นโดยเริ่มจากใจ ขยายไปทางกาย วาจา ให้เกิดอกุศลธรรมได้ รวมถึงเกิดอุปาทาน 4 คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน อันก่อให้เกิดภพ เกิดชาติ ฯลฯ เพราะความยึดถือต่อไปด้วยอย่างไรก็ตาม ตัณหาทุกอย่างนั้นเกิดจากเวทนา และเวทนานั้นเกิดจากผัสสะ ดังนั้น จึงต้องใช้ ‘สติ’ มีสติรู้แต่ไม่ตามผัสสะ เวทนาก็จะไม่เกิด เมื่อเวทนาไม่เกิด ตัณหาก็เกิดขึ้นไม่ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 24กีฬาในฌาณ [6524-3d]
การฝึก ‘การทำให้มีกำลังในสมาธิ’ และ ‘การทำจิตให้อยู่ในอำนาจ’ ในอังคุตตรนิกายหมวด 6 และ 7 นั้น มีความสอดคล้องในการปฏิบัติ จึงนำมารวมกันได้ 8 ประการ คือ (1) ฉลาดในสมาธิ หมายถึง ความชำนาญ แตกฉานในองค์ประกอบต่างๆ ของสมาธิที่รวมกันเป็นหนึ่งนั้น (2-4) ฉลาดในการเข้า-ดำรงอยู่-ออกจากสมาธิในแต่ละขั้นๆ ในทุกอิริยาบถ ทั้งนี้ การเข้าสมาธิได้ง่าย ต้องอาศัยความอดทน มีสติไม่ไปตามผัสสะต่างๆ ที่มากระทบ (5) ฉลาดในความเหมาะสมแห่งสมาธิ คือ เจริญสมถะ วิปัสสนา อุเบกขา หรือโพชฌงค์ 7 ตามสถานการณ์ (6) ฉลาดในธรรมเป็นที่โคจร ที่เอื้อต่อสมาธิ เช่น ศีล และศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ (7) ฉลาดในการทำสมาธิโดยติดต่อ คือ เพียรรักษาสมาธิไว้ตลอดเวลา และ (8) ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิ คือ ปัญญา นั้นเอง เหมือนฝึกกีฬาให้มีความชำนาญขึ้นๆ เราก็จะเป็นผู้ถึงความมีกำลังในสมาธิ มีอำนาจเหนือจิตได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 23อนาคตภัย 5 ประการ [6523-3d]
ภัยในอนาคต 5 ประการ ได้แก่ ความแก่ชรา ความป่วย การเกิดทุพภิกขภัย สงคราม และสมัยที่สงฆ์แตกกันท่านพระพุทธเจ้าทรงเตือนไว้ เราควรร้อนใจในการเร่งทำความเพียรตอนนี้ ด้วยการเจริญมรรค 8 เพื่อให้เกิด ‘ปัญญา’ เป็นอันดับสูงสุด ซึ่งจิตจะมีปัญญาได้ ต้องมี ‘สติรักษาจิตให้เป็นสมาธิ’ ไม่ให้ไปเสวยอารมณ์ต่างๆ ทั้งสุขหรือทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ พิจารณาเห็นเวทนาเป็นของไม่เที่ยง ไม่ควรยึดถือ ตัดความยึดถือ คือ อุปาทาน นั้นด้วยปัญญา ‘แยกกายแยกจิตออกจากกัน’อนาคตเมื่อร่างกายเกิดทุกข์ เพราะความชรา เจ็บป่วยบ้าง ยากต่อการอยู่อย่างสงบ เพราะอาหารขาดแคลน หรือสงครามบ้าง หรือเพราะสงฆ์ และคำสอนที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง เราก็จะยังอยู่ผาสุกได้ด้วย ‘จิตที่มีปัญญา’ นี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 22สิ่งที่ควรเคารพ 6 ประการ [6522-3d]
คารวะ หมายถึง การทำความเคารพ เพราะตระหนักเห็นถึงคุณค่า และความสำคัญในสิ่งนั้นโดยในอังคุตตรนิกายกล่าวถึง ‘คารวตา’ มี 6 ประการ ได้แก่ สัตถุคารวตา ธัมมคารวตา สังฆคารวตา คือ ความเคารพในพระพุทธเจ้า และการตรัสรู้ของพระองค์ ในพระธรรมที่พระองค์ทรงประกาศไว้ด้วยปัญญาอันยิ่ง และในหมู่สงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ นอกจากนี้ ยังมี สิกขาคารวตา อัปปมาทคารวตา และปฏิสันถารคารวตา คือ ความเคารพในการศึกษา ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ให้อยู่ในกรอบของศีล สมาธิ ปัญญา ในความไม่ประมาทด้วยการมีสติ และในปฏิสันถารต่อผู้อื่นด้วยการพูดที่ดี‘คารวตา 6’ นี้ เป็นสิ่งที่เราควรใส่ใจ เพราะการตระหนักรู้ถึงคุณค่า และการปฎิบัติต่อด้วยความเคารพหนักแน่นนั้น เป็นบุญ เป็นปัญญา เป็นการเพิ่มคุณค่า คือ คุณธรรมให้กับตนเอง เป็นการเคารพต่อตนเองด้วย นั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 21ธรรมที่เป็นที่พึ่ง [6521-3d]
‘นาถกรณธรรม’ เป็นธรรมหมวด 10 ในอังคุตรนิกาย กล่าวถึง ธรรมที่เป็นที่พึ่ง 10 ประการด้วยกันการที่เราน้อมระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งนั้น ไม่ใช่ด้วยการสวดมนต์ อ้อนวอนเท่านั้น แต่รวมถึงการที่เราต้องประกอบตนให้มีคุณธรรม คือ ‘นาถกรณธรรม’ นี้ เพื่อให้เกิดปัญญาในการชำแรกกิเลสด้วยทั้งนี้ ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีคุณธรรมต่างๆ มาประกอบเช่นกัน เริ่มจากต้องมี ศีล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด การฟังธรรมให้มาก มีกัลยาณมิตร เป็นผู้ว่าง่าย ใส่ใจการงาน ใคร่ในธรรมเพื่อต่อยอดความรู้ ปรารภความเพียร สันโดษ มีสติ และเกิดปัญญา ในการเห็นการเกิด-ดับ เพื่อละวางความยึดถือ ให้ถึงความสิ้นทุกข์ได้ นี้จึงเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S65 Ep 20คำพูดที่ควรกล่าว [6520-3d]
คำพูดเป็นสิ่งสำคัญ ท่านพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไว้ถึง ‘กถาวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ควรพูด นอกเหนือจาก คำพูดที่เว้นขาดจากการพูดโกหก ส่อเสียด หยาบคาย และพูดเพ้อเจ้อและ ‘อักโกสวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ไม่ควรพูด เพราะไม่มีประโยชน์ และทำความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ผู้อื่น ได้แก่ ชาติกำเนิด ชื่อ โคตร อาชีพ ศิลปะ (ฝีมือ) โรค รูปพรรณสัณฐาน กิเลส อาบัติ และคำสบประมาทอื่น ๆส่วน ‘กถาวัตถุ 10’ เรื่องที่สมควรพูด ได้แก่ ถ้อยคำให้เกิดความมักน้อย คือ ไม่โอ้อวด ความสันโดษ เกิดความสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ให้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะซึ่งการพูด ‘กถาวัตถุ 10’ ให้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลาได้นั้น นอกจากจะเป็นสัมมาวาจาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างสัมมาสติ สัมมาวายามะ และสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ ไปตามทางมรรค 8 พร้อมกันอีกด้วย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 19ชนะด้วยปัญญา [6519-3d]
ปัญญาจัดเป็นอันดับสูงสุด จะเกิดขึ้นได้ก็จากคุณธรรมต่างๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน อย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งคุณธรรมที่จะทำความแกล้วกล้า เพื่อให้เกิดปัญญา ท่านกล่าวถึง เวสารัชชกรณธรรม 5 ได้แก่1. ศรัทธา ความมั่นใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในหลักคำสอน และในหมู่สงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ2. ศีล ความเป็นปกติ ในที่นี้รวมถึง การมีวินัยด้วย เช่น การตื่นเช้า การประมาณในการบริโภค เป็นต้น3. พาหุสัจจะ การเป็นผู้ศึกษาให้มากทั้งใน และนอกระบบ4. วิริยารัมภะ การลงมือทำจริง ด้วยความมีสติแยกแยะ และจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ5. ปัญญา ความรอบรู้ อันเกิดจากการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงและจากปัญญาที่เกิดนี้ ก็จะก่อให้เกิดผลสะท้อนกลับ (feedback loop) นั่นคือ ศรัทธาที่เพิ่มมากขึ้น วนไปอีก สังเกตุ ปรับ พัฒนา ก็จะทำให้ปัญญาของเราแหลมคมยิ่งขึ้น เห็นตามความเป็นจริงได้ จนถึงที่สุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 18คุณสมบัติของคนดี [6518-3d]
‘สัตบุรุษ หรือสัปปบุรุษ’ หมายถึง คนดี เป็นผู้ประกอบด้วยสัทธรรม ตามจูฬปุณณมสูตร คือ ผู้มี ‘ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูต ความเพียร สติมั่นคง และปัญญา’ โดยทั่วไป เราจะพิจารณาว่าใครเป็นคนดี ก็โดยเทียบจากคุณธรรมที่กล่าวนี้ จากมิตรสหายที่บุคคลนั้นคบหา จากความคิด การให้คำปรึกษา วาจา 4 การกระทำ ทิฐิความเห็น และทานที่ให้นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของ ‘อุบาสกธรรม 7’ คือ คุณสมบัติของชาวพุทธที่ดี และ ‘กัลยาณมิตรธรรม 7’ คือ คุณสมบัติของมิตรแท้ และ ‘สัปปุริสธรรม 7’ ในธัมมัญญูสูตร อันเป็นคุณสมบัติของสัตบุรุษ ที่เปรียบดั่งคุณธรรมของพระเจ้าจักรพรรดิคุณธรรมเหล่านี้ ศึกษาเพื่อเป็นบรรทัดฐาน พัฒนาจุดที่ยังมีน้อยอยู่ หรือหากมีคุณสมบัติเหล่านี้แล้ว ก็รักษาคงไว้เพื่อความดีงาม และความเจริญต่อไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 17อริยบุคคลผู้อยู่ด้วยความประมาท [6517-3d]
ในธรรมวินัยนี้ อริยบุคคล แปลว่า คนประเสริฐ หมายถึง ผู้ที่ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ 4 ดำเนินไปตามมรรค 8อย่างไรก็ตาม ในนันทิยสูตร ท่านพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า อริยบุคคลผู้ซึ่งพอใจเพียงโสตาปัตติยังคะ 4 เท่านั้น นับว่ายังประมาทอยู่ และกล่าวถึงอริยบุคคลผู้ไม่ประมาทว่า คือ ผู้ที่พยายามทำให้ยิ่งขึ้นไป ด้วยการปวิเวกในเวลากลางวัน หลีกเร้นในเวลากลางคืน จิตสงบเป็นสมาธิ มีสติปัฎฐาน 4 โพชฌงค์ 7 เป็นต้น เพื่อการตรัสรู้ธรรมที่ยิ่งขึ้นไป จนถึงที่สุดแห่งธรรมทั้งนี้ อริยบุคคลแบ่งออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ ธัมมานุสารี สัทธานุสารี คือ โสดาปัตติมรรค ด้วยความไม่ประมาทแล้วพัฒนาขึ้นเป็น กายสักขี ทิฏฐิปปัตตะ สัทธาวิมุต ก็คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี ในขั้นผล และที่สุดได้แก่ อุภโตภาควิมุต ปัญญาวิมุต ซึ่งก็คือ พระอรหันต์ ตามลำดับ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 16ห้ายุคพุทธศาสนา [6516-3d]
เป็นเรื่องราวในส่วนของเถรคาถา กล่าวถึงยุคของพุทธศาสนาตามนัยในพระไตรปิฏก โดยอธิบายแบ่งไว้เป็น 5 ยุค ได้แก่ วิมุตติยุค สมาธิยุค ศีลยุค สุตยุค และทานยุคเริ่มตั้งแต่วิมุตติยุค คือ สมัยที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ที่ผู้คนสมัยนั้นบรรลุธรรมได้โดยง่าย ต่อมาการเริ่มมีวัดในชุมชน ต่อมาเป็นการปฎิบัติที่เน้นไปในเรื่องของศีล การเกิดสัทธรรมปฎิรูป จนถึงทานยุคที่เน้นการให้ทานอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะอยู่ในยุคสมัยใดก็ตาม ด้วยทิฐิที่ถูกต้อง และด้วยการปฏิบัติ เริ่มจากการให้ทาน การฟังธรรม การรักษาศีล การเจริญสมาธิ และพัฒนาจนเกิดเป็นปัญญา ให้ถึงวิมุตติอันเป็นแก่นของพุทธศาสนา นั่นก็เท่ากับเราได้สร้างยุคต่างๆ เหล่านี้ให้เจริญขึ้นแล้วในใจของเรานั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 15สิ่งต้องมี ที่ตั้งอาศัย [6515-3d]
ท่านพระพุทธเจ้าได้ทรงประทานโอกาส หรือแนวทางไว้ เพื่อให้เราสามารถพัฒนาธรรมในจิตใจของเราให้เกิดปัญญาสูงสุดได้ ทั้งนี้ เราต้องเข้าใจในหลักการ 3 ข้อคือ 1.ทุกอย่างมีเหตุมีผลเสมอ 2. ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ 3. พัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์‘ธรรมเป็นสิ่งต้องมีที่ตั้งอาศัย’ กล่าวคือ ศีลมีอินทรีย์สังวร และหิริโอตัปปะเป็นที่ตั้ง และศีลเองก็เป็นที่ตั้งอาศัยของธรรมที่ทำให้สามารถรู้เห็นตามความเป็นจริงได้ นอกจากนี้ ยังกล่าวถึง ‘การปลูกศรัทธา’ เพื่อให้เราตั้งตนอยู่ในธรรมและอุปนิสสูตรกล่าวถึง การทำนิพพานให้แจ้งตามหลักปฏิจจสมุปบาท ไปจนถึง ศรัทธานี้มีทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัย และศรัทธาก็เป็นที่ตั้งของธรรมที่จะทำให้ถึงความดับทุกข์ได้เช่นกันเราจะมีศรัทธาในทุกข์ได้นั้น ต้องอาศัย ‘ปัญญา’ นั่นเป็น สัมมาทิฐิ กับสัมมาสังกัปปะ ดังนั้น ยถาภูตญาณทัสสนะ และนิพพิทาญาณ จึงเป็นส่วนของ ‘สมาธิ’ และความปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข จึงเป็นส่วนที่เกิดจาก ‘ศีล’ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือ มรรค 8 นั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S65 Ep 14นิวรณ์ 5 [6514-3d]
“นิวรณ์ 5” ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา เป็นกิเลสประเภทหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในช่องทางใจระหว่างการปฏิบัติสมาธิภาวนา เป็นเครื่องขวางกั้น ทำให้จิตขุ่นมัว ไม่เป็นสมาธิการจะระงับนิวรณ์ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การมีสติ” ระลึกรู้ถึงนิวรณ์ที่เกิดขึ้น และการใช้ “กำลังของสติ” ไม่ให้จิตน้อมไปตามความคิดเหล่านั้น นั่นจะทำให้นิวรณ์อ่อนกำลังและดับไป นอกจากนี้ การไม่ตั้งความพอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเจริญพรหมวิหาร 4 รวมถึงการเจริญโพชฌงค์ 7 ก็ทำให้นิวรณ์ระงับได้ เช่นเดียวกันทั้งนี้ ในการเจริญสมาธิภาวนา เราอาจใช้นิวรณ์เป็นกรอบนิมิตได้ว่า สมาธิช่วงไหนควรเป็นไปเพื่อให้จิตสงบ หรือช่วงไหนควรเป็นไปเพื่อการพิจารณาให้เกิดปัญญา ได้อีกด้วย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 13วิธีละกิเลส [6513-3d]
“กิเลส” เป็นเหตุแห่งทุกข์ ต้องละเสีย จึงอ้างอิงในส่วนของอังคุตตรนิกาย ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ ในหมวด 6 ว่าด้วย วิธีการละกิเลส อาศัยธรรมหมวด 5 เป็นเหตุทำให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสได้กล่าวคือ การฟังธรรม การเทศน์สอน การทบทวน การคิดใคร่ครวญในธรรม หรือการทำสมาธิ ธรรม 5 อย่างนี้ เมื่อปฏิบัติให้บ่อยแม้ข้อใดข้อหนึ่งก็จะเกิดความรู้ในอรรถธรรมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความปราโมทย์ ปีติ ทำให้กายระงับ และจิตเป็นสุข มีสติ และสมาธิตั้งมั่นเป็นอารมณ์อันเดียว ซึ่งจิตที่มีสติตั้งมั่นนี้เองเป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมหมวด 6 ว่าด้วยการละกิเลส คือ การสำรวม การพิจารณาก่อนเสพสิ่งต่างๆ การงดเว้นสิ่งควรงด การอดทน การละเรื่องกามพยาบาทเบียดเบียน รวมถึงการภาวนาเพื่อให้เกิดโพชฌงค์ด้วยจะเห็นว่า ธรรม 2 หมวดนี้ สอดคล้องรับกัน เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ หรือมรรค 8 นั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 12กิเลส [6512-3d]
กิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ กิเลสเกิดขึ้นที่จิตเพื่อทำลายจิต ทำให้จิตเศร้าหมอง เป็นสิ่งที่ควรละเสียโดยทั่วไปเราแบ่งกิเลสออกเป็น 3 กอง คือ ราคะ โทสะ โมหะ อย่างไรก็ดี กิเลสสามารถจำแนกย่อย ตามที่ท่านพระพุทธเจ้าได้ทรงแจกแจงไว้ในพระสูตรต่างๆ อาทิ กิเลส 4 และ 10 อย่าง อุปกิเลส 11 และ 16 อย่าง รวมทั้งที่มาของกิเลส 1500 ตัณหา 108 ในอนุฎีกา นอกจากนี้ ยังมี วิปัสสนูปกิเลส อาสวะ อคติ นิวรณ์ มัจฉริยะ มานะ มละ อนุสัยหรือสังโยชน์ ทิฐิ รวมไปถึง ปปัญจธรรม ซึ่งที่กล่าวมานี้ หัวข้อรายละเอียดอาจมีซ้ำกันบ้าง หรือต่างกันบ้าง แต่ทั้งหมดลงรับกัน และเป็นเครื่องเศร้าหมองเหมือนกันทั้งสิ้น ซึ่งการที่เราได้รู้จักกับกิเลสเหล่านี้ จะทำให้เรากว้างขวางขึ้น สามารถแยกแยะกิเลสได้มากขึ้นในการปฏิบัตินั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 11อัปปมัญญา 4 [6511-3d]
อัปปมัญญา 4 หรือพรหมวิหาร 4 คือ การแผ่จิตอันเต็มไปด้วยกับ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทุกทิศทางโดยไม่เจาะจง ไม่มีประมาณที่น่าสนใจ คือ พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดง “เมตตาสูตร” โดยการนำพรหมวิหาร 4 มาประกอบเข้ากันกับการเจริญโพชฌงค์ 7 ในการพิจารณาธรรมต่างๆ โดยความเป็นปฏิกูล และไม่เป็นปฏิกูล อาศัยความวิเวก ความคลายกำหนัด ความดับ และน้อมไปเพื่อการสลัดคืน จนทำให้เกิดผล คือ เจโตวิมุตติตามลำดับขั้น สูงสุดถึงอรูปสัญญาสมาบัติในขั้นอากิญจัญญายตนะได้อนึ่ง อรูปฌาณปกติมีพื้นฐานมาจากรูปฌาณ แต่พระสูตรนี้สามารถกำหนดจิตด้วยการเจริญพรหมวิหาร 4 ในที่นี้ คือ “กรุณา” ขึ้นไปร่วมกับ “โพชฌงค์ 7” เพื่อผล คือ เจโตวิมุตติในขั้นอรูปสัญญาสมาบัติได้เช่นกัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S65 Ep 10โพชฌงค์ 7 [6510-3d]
โพชฌงค์ 7 องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ หนึ่งในโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ มรดกชิ้นสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงมอบไว้ให้เรา ที่เมื่อฟังแล้ว นอกจากจะมีอานิสงส์ให้หายจากโรคโดยควรแก่ฐานะแล้ว ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จิตของเราต้องมีเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในอริยสัจ 4 ด้วย โดยเริ่มจาก สติสัมโพชฌงค์ ร้อยเรียงต่อเนื่องไปจนถึงอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ทั้งนี้สามารถแยกโพชฌงค์ 7 ออกเป็น 14 ข้อโดยแบ่งตามการพิจารณาได้ในการเจริญโพชฌงค์นี้ “สติ” ถือเป็นกำลังสำคัญยิ่ง ซึ่งต้องอาศัยศีลเป็นบาท ดังนั้นนอกจากศีล 5 หรือศีล 8 แล้ว ศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิจะสามารถช่วยหนุนให้สติมีกำลังมากขึ้นได้ ยิ่งกว่านั้นการมี “สติ” รู้สภาวะจิตของตัวเอง จะทำให้สามารถปรับการเจริญโพชฌงค์ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมแยบคายได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 9วัคซีน คือ มรรค 8 [6509-3d]
เชื้อไวรัสสามารถแทรกซึมผ่านเซลล์เข้ามาในร่างกายของเราทำให้ป่วยได้ กิเลสก็เหมือนไวรัสสามารถแทรกซึมเข้าจิตของเราผ่านผัสสะทางตาหูจมูกลิ้นกายใจทำให้จิตเราป่วยเศร้าหมองได้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราก็เปรียบเหมือนความดี ซึ่งมีอยู่ในทุกคนอยู่แล้วเพียงแต่มีมากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องมีการคิดค้นวัคซีนเพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงดีขึ้น เช่นเดียวกันจิตใจจะแข็งแรงผ่องใสจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้ พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงคิดค้นวัคซีนที่ผ่านการทดลองด้วยพระองค์เองแล้วขึ้นมา วัคซีนนี้มีชื่อว่า “มรรค 8”มารับวัคซีนชนิดนี้กันเพื่อที่เราจะได้มีภูมิคุ้มกัน รักษาจิตของเราไว้ให้ดีได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 8อนุปุพพิกถา เรื่องการหลีกออกจากกาม [6508-3d]
เนกขัมมะ ธรรมข้อสุดท้ายในอนุปุพพิกถาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ตามลำดับเพื่อเป็นแนวทางให้ไปถึงโลกุตระได้‘เนกขัมมะ’ หมายถึง การหลีกออกจากกาม ได้แก่ ฌานสมาธิในขั้นต่างๆการจะทำให้จิตน้อมไปในทางหลีกออกจากกามได้นั้น ต้องฝึกจิตให้พิจารณาเห็นบ่อยๆ ถึงคุณและโทษของกามว่า มีคุณน้อยแต่โทษมากขนาดไหนเมื่อเทียบกับเนกขัมมะที่มีคุณมากแต่โทษน้อยนิดเดียวอย่างไรก็ตาม สมาธิแม้ว่าจะได้บ้างไม่ได้บ้าง การตั้งจิตดำริ ‘คิดที่จะหลีกออกจากกาม’ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องตั้งไว้เสมอ“เนกขัมมะ” ทางสายกลาง เป็นหนึ่งในบารมี 10 ทัศ เป็นทางออกทางเดียว เพื่อการดับโทษของกาม เพื่อความสงบสุขจากในภายใน เพื่อความรู้ยิ่งรู้พร้อม ถึงสัมโพธิญาณได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 7อนุปุพพิกถา เรื่องโทษของกาม [6507-3d]
“กาม” คือ ความกำหนัดยินดีพอใจที่เกิดขึ้นอยู่ในจิตใจของเรา วัตถุภายนอกที่วิจิตรพิสดารเลิศหรูดูดี นั่นไม่ใช่กาม นั่นเรียกว่ากามวัตถุ แต่ความเพลินความพอใจความยินดีในกามวัตถุนั้นเรียกว่ากาม เราจะเห็นคุณของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องเห็นโทษของมันด้วย เห็นทั้งข้อดีข้อเสีย แบบนี้จึงจะมีความรอบคอบมีความรัดกุม มีไหวพริบ มีปฏิภาณ มีปัญญา มีโยนิโสมนสิการ อะไรที่จะดีโดยส่วนเดียวไม่มี จะรู้ว่า “โทษของกาม” หนึ่งในอนุปุพพิกถา คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าแสดงไปตามลำดับเป็นอย่างไร มีโทษอย่างไร กามที่มันยึดโยงเราทุกทางเป็นอย่างไร“..กามเปรียบกับเขียงสับเนื้อ เปรียบกับท่อนกระดูก เปรียบชิ้นเนื้อที่นกคาบไป เปรียบกับคบเพลิงหญ้า เปรียบกับหลุมถ่านเพลิง เปรียบด้วยของในความฝัน เปรียบเหมือนของยืมเขามา เปรียบกับผลไม้บนต้น เปรียบกับรูรั่วของเรือ เปรียบด้วยคลื่น..” Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 6อนุปุพพิกถา เรื่องของสวรรค์ [6506-3d]
สัคคกถา ธรรมข้อที่สามในห้าข้อของอนุปุพพิกถา เป็นเรื่องของสวรรค์ ที่หากมนุษย์ตายแล้วได้ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ จะมีความสุขมากเพียงไร ด้วยการเปรียบเทียบความสุขของมนุษย์ที่แม้เป็นถึงพระเจ้าจักรพรรดิ กับความสุขของเทวดาบนสวรรค์ก็เหมือนแค่หินก้อนเท่าฝ่ามือกับภูเขาหิมาลัย การเป็นเทวดาทำได้ไม่ยาก ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยไว้ตั้งแต่อยู่บนมนุษย์โลกนี้ ทั้งทางกายโดยการให้ทาน การรักษาศีล มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน และทางจิตใจโดยการเจริญเทวตานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณธรรมของเทวดาอันประกอบไปด้วย ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา เช่น การมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าของมัฏฐกุณฑลีบุตรก่อนตาย การมีศีล การได้ฟังธรรม การให้ทาน และการมีปัญญาเห็นการเกิดขึ้นการดับไป คุณธรรม 5 ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ได้เป็นเทวดาได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 5อนุปุพพิกถา เรื่องของศีล [6505-3d]
สีลกถา เป็นข้อสองในห้าข้อของอนุปุพพิกถาที่ท่านพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ตามลำดับเป็นแนวทางให้ไปถึงโลกุตระ‘ศีล’ เป็นพื้นฐานของคุณธรรมทุกอย่าง‘ศีล’ หมายถึง ความเป็นปกติของมนุษย์ในการดำเนินชีวิต และเป็นหนึ่งในอนุสติ 10 เรียกว่า ‘สีลานุสติ’ คือ การตามระลึกถึงศีล ทำให้มีความไม่ร้อนใจ เมื่อไม่ร้อนใจ จิตจะมีความสบาย เกิดความสงบระงับ เป็นสมาธิ และเกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงได้ ซึ่งอานิสงส์ในการรักษาศีล 5 นั้น ให้ผลตั้งแต่ปัจจุบัน แม้ตายแล้วก็มีผลไปสุคติโลกสวรรค์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 4อนุปุพพิกถา เรื่องของทาน [6504-3d]
ทานกถา เป็นหนึ่งในห้าข้อของอนุปุพพิกถาที่ท่านพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ตามลำดับเป็นแนวทางให้ไปถึงโลกุตระทาน หมายถึง การให้หรือการสละออก ซึ่งตรงกันข้ามกับการตระหนี่หรือการหวงกั้นทาน ยิ่งให้ยิ่งได้ เพราะการให้ทาน ทำให้ได้ละความตระหนี่ ทำให้ได้บุญ ทำให้ได้ความเบาสบายขึ้นในจิตใจ เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาทาน และอานิสงส์ของทานมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยปรุงแต่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้รับ ผู้ให้ ของที่ให้ หรือแม้แต่เรื่องของเวลาในการให้นอกจากนี้ยังมีทานที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก นั่นคือ การสละราคะ โทสะ โมหะ ออกเป็นทาน โดยที่ไม่ต้องมีผู้รับ เป็นทานที่เมื่อสละออกแล้ว มีผลไปถึงโลกุตระได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S65 Ep 3โอกาสดี 4 ประการ เพื่อการบรรลุธรรม [6503-3d]
ขณะ หรือเวลา หรือโอกาสใน 4 อย่างนี้ ได้แก่ การที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น การที่ได้เกิดในพื้นที่หรือประเทศที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า การที่มีสัมมาทิฎฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) และการที่มีอายตนะ 6 อย่างครบสมบรูณ์ (ไม่พิการ)...โอกาสดี 4 ประการ ที่ได้ยากขนาดนี้ เกิดขึ้นแล้ว อย่าไปรีรอ อย่าให้ล่วงเลยไปเสีย โอกาสนี้ไม่ได้มีอยู่เรื่อย ๆ ตอนนี้อยู่ในช่วงโปรโมชั่น ครั้งนึงครั้งเดียว คือ ตอนนี้แหละ ตรงนี้แหละ ช่องที่เราอยู่ในกัปนี้ ที่ยังมีคำสอนพระพุทธเจ้าโคตมอยู่ในตอนนี้ เพราะมันไม่แน่ว่าชาติหน้าที่เราเกิดมาอาจจะไปเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ในนรก เกิดเป็นสัตว์ที่เกิดในของโสโครก เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปเกิดเป็นสัตว์ในอรูปพรหม หรือแม้แต่ไปเกิดในประเทศที่ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่... มันไม่แน่ไม่นอนว่าโอกาสหน้าที่จะมาต่อไป มันจะมีหรือไม่ แต่ถ้ามีอยู่ตอนนี้ รีบเลย คือ ให้เป็นโสดาปัตติผลให้ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 2เส้นทางที่ปลอดภัย [6502-3d]
"เรานั้นแห้ง (ร้อน) แล้วผู้เดียว เปียกแล้วผู้เดียว อยู่ในป่าน่าพึงกลัวแต่ผู้เดียว เป็นผู้มีกายอันเปลือยเปล่า ไม่ผิงไฟ เป็นมุนีขวนขวายแสวงหาความบริสุทธิ์" ดังนี้ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าแก่พระสารีบุตร ใน มหาสีหนาทสูตร สีหนาทวรรค มู.ม. ๑๒/๑๕๕/๑๗๗, ที่วนสัณฑ์ ใกล้เมืองเวสาลีพระพุทธเจ้าตอนเป็นโพธิสัตว์ ท่านก็ต่อสู้ ฝ่าฟัน อดทน ตั้งเป้าหมายไว้ถูกแล้ว คือ แสวงหานิพพาน ต่อสู้เอาอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ นี้คือสูงสุดแล้ว เพราะไม่ได้แสวงหาความทุกข์มาทับถมตัวเอง แต่ว่าถ้าไปผิดทาง เป็นไปเพื่อมิจฉามรรคแล้ว ก็จะเป็นไปดังที่พระองค์ทรงตรัสแก่พระสารีบุตรข้างต้น เพราะว่าการทำทุกรกิริยา นี้เป็นมิจฉามรรค ตั้งเป้าหมายไว้ถูกอยู่ก็จริง แต่เพราะไปผิดทาง มันก็จึงตันตึ๊ก ไปต่อไม่ได้ เป็นความทุกข์ความโศก ความเร้าร้อน จึงได้แก้ไขตนเอง เปลี่ยนแปลงจากเรื่องของมิจฉามรรคมาปฏิบัติตามทางสายกลาง คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติตามถูกทางแล้ว นี่แหละ สร้างทางใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็คือทางเดิมที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านได้ดำเนินเอาไว้แล้ว ปรับปรุงแก้ไขให้มันดีขึ้นมา เป็นทางที่เกษม ที่ปลอดภัย ที่โล่งได้ บอกประกาศมาจนถึงทุกวันนี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 1ปัญญาเป็นอันดับสูงสุด [6501-3d]
ปัญญา 3 (ความรอบรู้ รู้ทั่ว เข้าใจ รู้ซึ้ง)1. จินตามยปัญญา (ปัญญาเกิดแต่การคิดการพิจารณาหาเหตุผล)2. สุตมยปัญญา (ปัญญาเกิดแต่การสดับการเล่าเรียน)3. ภาวนามยปัญญา (ปัญญาเกิดแต่การฝึกอบรมลงมือปฏิบัติ)- พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)"ภาวนามยปัญญา" ปัญญาที่เกิดจากการภาวนา "ภาวนา" หมายถึง การพัฒนา "ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่จะทำให้เกิดการพัฒนาต่อ ๆ ไป ต่อ ๆ ไป จะมีความลึกซึ้งลงไป ลึกซึ้งลงไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ..."เอามาทำดู คิดอยู่ใช่เปล่า? แล้วเอามาทำดู ไม่ใช่คิด ๆ แล้ว คิด ๆ แล้ว แต่ลงมือทำจริง ๆ""ปัญญาชำแรกกิเลส ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เข้าถึงจิตใจว่า จะเข้าสู่จิตใจได้ ให้เกิดภาวนามยปัญญา คือ ต้องทำการภาวนา ทำการพัฒนาจิต โดยการใคร่ครวญพิจารณา คิดใช่เปล่า? แล้วด้วยจิตที่เป็นสมาธิ มันจะเปลี่ยนจากแค่สิ่งที่เราได้ฟังเป็นปัญญา มาคิดนึกเพ่งลงไป เอาใจจดใจจ่อลงไป คือ "สมาธิ"""แล้วเกิดเป็นญาณ คือ ความรู้ คือ แสงสว่าง "ภาวนามยปัญญา" มันอยู่ตรงนี้" Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 52อปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 อย่าง [6452-3d]
อปัณณกปฏิปทา ธรรม 3 อย่างที่ใช้เวลาไหนก็ได้ทั้งนั้น ธรรมที่ผู้ปฏิบัติแล้วจะไม่ผิด ปรารภทำอยู่เรื่อย ๆ แล้ว จะเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 51ความหมายของสัมปชัญญะ [6451-3d]
พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ “พวกเธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีสติอยู่อย่างมีสัมปชัญญะเถิด” ทั้ง ‘สติ’ และ ‘สัมปชัญญะ’ เป็นธรรมะ 2 อย่าง อันเป็นอุปการะแก่โลกมาก แต่มีความหมายที่แตกต่างกัน รวมถึง ‘ปัญญา’ ด้วย เพราะมักจะนำมาพูดด้วยกันอยู่เสมอ แล้วทั้งหมดนี้มีความแตกต่าง และเกี่ยวข้องกันอย่างไร และเราควรน้อมนำมาฝึกปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้มีความก้าวหน้าในธรรมวินัยนี้ โปรดมาศึกษาได้จาก episode นี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 50อุเบกขา 10 [6450-3d]
❝ อุเบกขา 10 ❞ หมายถึง ความวางเฉยแบบวางใจเป็นกลาง ๆ โดยไม่เอนเอียงเข้าข้างเพราะชอบ เพราะชัง เพราะหลง และเพราะกลัว เช่น ไม่เสียใจเมื่อคนที่ตนรักถึงความวิบัติ หรือไม่ดีใจเมื่อศัตรูถึงความวิบัติ มิใช่วางเฉยแบบไม่แยแส หรือไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งๆ ที่สามารถช่วยเหลือได้ เป็นต้นลักษณะของผู้มีอุเบกขา คือ เป็นคนหนักแน่นมีสติอยู่เสมอ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจจนเกินเหตุ เป็นคนยุติธรรม ยึดหลักความเป็นผู้ใหญ่ รักษาความเป็นกลางไว้ได้มั่นคง ไม่เอนเอียงเข้าข้าง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยเหตุผล ถูกต้องคลองธรรม และเป็นผู้วางเฉยได้ เมื่อไม่อาจประพฤติเมตตา กรุณา หรือมุทิตาได้อุเบกขา 10 ประเภท ได้แก่...1) อุเบกขาในพรหมวิหาร 4 เป็นผู้วางเฉยได้เมื่อไม่อาจประพฤติเมตตา กรุณา หรือมุทิตาได้ พิจารณาปลงใจลงไปในกรรมว่า "สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน ทำดี จักได้ดี ทำชั่ว จักได้ชั่ว แต่ละสัตว์บุคคล ทั้งตนเอง แต่ละคน ย่อมต้องเป็นไปตามกรรมของตน ตามที่ตนได้กระทำไว้"และยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็พิจารณาโดยถึงปรมัติ คือ โดยเนื้อความที่ละเอียด ลุ่มลึก ว่า "ที่เรียกว่า สัตว์บุคคล ตัวตน เราเขา นั้น เป็นสมมุติบัญญัติ และโดยปรมัติแล้ว ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา เมื่อพิจารณาดังนี้ จะทำให้จิตใจปล่อยวางความยึดถือในสัตว์ หรือโดยความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขาได้"2) อุเบกขาในอายตนะ 6 คือ การวางเฉยในอายตนะทั้ง 63) อุเบกขาในความเพียร คือ ทางสายกลางในการทำความเพียร ไม่หย่อนเกินไป ไม่ตึงเกินไป4) อุเบกขาในโพชฌงค์ ❝โพชฌงค์ 7 ❞ เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม อุเบกขาในโพชฌงค์ จึงหมายถึง จิตมีอุเบกขา เป็นองค์ประกอบในการที่เราจะรู้ธรรมะ เห็นธรรมะ ให้เกิดการปล่อยวาง ละกิเลส ตัณหา อวิชชาได้ ให้ออกไปจากจิตใจได้ อุเบกขาตัวนี้จึงเป็นผลกันมาของโพชฌงค์ทั้ง 75) อุเบกขาในฌาน อุเบกขา ตั้งแต่ฌาน 3 ขึ้นไป "เธอมีความคิดดังนี้ว่า มิฉะนั้น เราพึงมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็นสุข""เธอยังไม่ยินดีเพียงตติยฌานที่ได้บรรลุ ฯลฯ เธอเสพโดยมาก เจริญ กระทำให้มากซึ่งนิมิตนั้น อธิษฐานนิมิตนั้นให้มั่นด้วยดี เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้นเราพึงบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัส ก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่" #พระพุทธพจน์6) อุเบกขาในเวทนา เวลาเราวางความสุข ความทุกข์ อทุกขมสุข (ความไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุข) แล้ว ก็จะเหลืออุเบกขาในเวทนา อุเบกขาในเวทนา จึงเป็นเวทนาอย่างหนึ่ง ที่ว่ามันละเอียดลงไปกว่าอทุกขมสุข7) อุเบกขาในสังขาร คือ การไม่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 (สังขาร ในที่นี้หมายถึง ขันธ์ 5) ต้องเห็นขันธ์ 5 โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาความวางเฉยเกิดขึ้นแน่นอน เพราะจิตเราจะไม่เข้าไปยึดถือสิ่งนั้น โดยความเป็นตัวตน เราก็จะไม่ยินดี ยินร้าย สะดุ้ง สะเทือนไปตามการเปลี่ยนแปลงของขันธ์ 5 นั้น อุเบกขามันจึงแทรกอยู่ในวิปัสสนาแทรกอยู่ในสังขารนี้ด้วย หมายความว่า คุณทำวิปัสสนาแล้ว อุเบกขานั้น จึงเป็นสิ่งที่หวังได้ วางเฉยได้ในสังขาร8) อุเบกขาในวิปัสสนา "วิปัสสนา" แปลว่า เห็นตามความเป็นจริง เห็นตามความเป็นจริงโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา9) อุเบกขาในเจตสิก หรือ อุเบกขาที่ยังธรรมทั้งหลายที่เกิดพร้อมกันให้เป็นไปเสมอกัน ไม่ว่าจะเรื่องพรหมวิหาร 4 อายตนะ ความเพียร โพชฌงค์ ฌาน เวทนา สังขาร และวิปัสสนา เพราะมันอยู่ในจิต องค์ประกอบของจิตตรงนี้ ก็คือ "เจตสิก" เป็นอุเบกขาในเจตสิก จึงเป็นเหตุให้อุเบกขานั้น ไปอยู่ในทุกที่ทุกอย่างทุกส่วนได้10) อุเบกขาในสติบริสุทธิ์ อุเบกขาบริสุทธิ์จากข้าศึก อุเบกขาปราศจากข้าศึก อุเบกขาที่มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา คำนี้อยู่ในหัวข้อของฌานที่ 3❝ มีอุเบกขา เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ❞#พระพุทธพจน์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 49ศรัทธาแก้ทุกข์ [6449-3d]
‘ทุกข์’ เป็นธรรมที่เข้าไปตั้งอาศัยของ ‘ศรัทธา’ โดย ‘ศรัทธา’ นี้ หมายถึง ความเชื่อ ความมั่นใจ ความลงใจ ความเลื่อมใส อันประกอบไปด้วยปัญญาและความเพียร ถ้าไม่มีปัญญามาหนุน ก็จะกลายเป็นความงมงาย ศรัทธาแล้วลงมือทำจริง แน่วแน่จริง มันก็จะมีจุดเชื่อม ตรงจุดเชื่อมนั้นคือ ‘กำลังใจ’ เราสามารถตั้ง ‘ศรัทธา’ ไว้ในทุกอย่างที่เราทำ ถ้าเราเชื่อว่า ‘เราทำได้’ กำลังจิตของเราก็จะไปทางนั้น ‘ศรัทธา’ จะต้องประกอบกัน 3 อย่าง คือ มั่นใจในผู้ที่ทำสำเร็จมาแล้ว (พุทโธ), มั่นใจในกระบวนการวิธี (ธัมโม), และมั่นใจว่าตัวเราต้องทำสำเร็จได้ (สังโฆ) ‘ศรัทธา’ มีโทษด้วย ถ้าเราวางไว้ผิด เปรียบเหมือนติดกระดุมเม็ดแรก ถ้าติดผิดมันก็จะผิดตามไปหมด เราจึงควรตั้งไว้ในคุณธรรม จะสามารถเป็นตัวจุดประกายให้ผู้อื่นได้ด้วย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 48ทางสายกลางดับกรรมได้ [6448-3d]
พระพุทธเจ้าทรงค้นพบช่องทางรอด อันเป็นทางสายกลาง คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ผู้ที่จะรอดช่องนี้ได้จะต้องอาศัย 'ศรัทธา' ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้กับท่านสหัมบดีพรหม ณ ใต้ต้นไทรอันเป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ… “ประตูสู่นิพพานอันเป็นอมตะ เราเปิดไว้แล้ว สัตว์เหล่าใดที่จะมาตามทางนี้ สัตว์เหล่านั้นจงปลงศรัทธาลงไปเถิด”หนทางอันประเสริฐนี้ยังมีอยู่ เป็นช่องทางที่ไม่ติดตัน ไม่วนไปในสังสารวัฏ ที่เมื่อผู้ไม่ประมาทปฏิบัติตามแล้ว ก็จะได้รับผลเหมือนกันหมด ทำให้คลายความยึดถือทั้งหมดได้ กรรมดับไปได้ ไปสู่ทางอันเกษม ถึงความดับเย็น คือ พระนิพพานได้แน่นอน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 47หิริ โอตตัปปะ : ธรรมคุ้มครองโลก [6447-3d]
‘โลกบาล’ เป็นหลักธรรมคุ้มครองรักษาโลก ที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อันประกอบด้วยหลักธรรม 2 ประการที่จะมาคู่กันเสมอในจิตใจ ที่จะทำให้บุคคลทำแต่ความดี คือ หิริและโอตตัปปะ ‘หิริ’ แปลว่าความละอายต่อบาป และ ‘โอตตัปปะ’ แปลว่าความกลัวต่อบาปบุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะ มีสติสัมปชัญญะ มีการสำรวมอินทรีย์ ศีลจึงสมบูรณ์ เป็นเครื่องที่ทำให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง ถึงพระนิพพานได้ในที่สุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 46บททดสอบคือผัสสะ [6446-3d]
ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนที่มีจิตน้อมมา เดินมาตามแนวทางของมรรคแล้ว ตัดสินใจแล้วว่า ‘ชีวิตนี้ฉันจะอยู่ในมรรคแปดนี้ให้ได้’ มันจะต้องมีเครื่องมาทดสอบ มาตรวจสอบจิตใจของเรา ในการเดินทางของเรานั้น มันยังอยู่ในกรอบขอบของมรรคแปดได้หรือไม่เครื่องทดสอบนี้จะมาในรูปของ ‘ผัสสะ’ ที่มีมากระทบอยู่ตลอดเวลา เพราะธรรมชาติของจิตมันจะไปตามผัสสะทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ ซึ่งผู้ปฏิบัติต้องหมั่นคอยตรวจสอบ คอยปรับให้ตรงทาง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 45ราชวสดีธรรม [6445-3d]
ในวาระที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญสัจจบารมี ท่านได้ทรงแสดงธรรมไว้ เพื่อเป็นวิธีการรักษาตนที่จะไม่ประมาท เป็นหมวดธรรมที่มีความสำคัญมาก สามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ในการรับราชการ หรือในการทำงานที่มีหัวหน้าที่สามารถให้ทั้งคุณและโทษแก่เราได้ ท่านได้ทรงสอนไว้ใน ‘ราชวสดีธรรม’ ซึ่งขยายความจากพระพุทธพจน์ที่แยกออกเป็นคาถาได้ 49 ข้อ รายละเอียดโปรดติดตามได้ใน episode นี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ep 44ความหมาย และการทำงานของขันธ์ 5 [6444-3d]
พระพุทธเจ้าทรงแบ่งสิ่งที่เหมือนกันคล้ายกัน มาจับกองรวมเข้าด้วยกัน เพื่อทำความเข้าใจให้ถูก ปัญญาจึงจะเกิด ท่านแบ่งไว้เป็น 5 กอง กอง คือ ขันธ์ เรียกว่า ‘ขันธ์ 5’ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ และสังขารขันธ์ ซึ่งขันธ์ทั้ง 5 นี้เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ คือ อุปาทานการทำงานของขันธ์ทั้ง 5 เมื่อมีการกระทบกันทางช่องทางอายตนะภายในและภายนอก มีวิญญาณรับรู้ 3 อย่างนี้เรียกว่า ‘ผัสสะ’ ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในช่องทางใจ ใจจึงต้องมีสติรักษาไว้ เพราะจิตอยู่ในช่องทางใจ จิตจึงไม่ปรุงแต่งไปในทางอกุศล Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S64 Ep 43สาธุนรธรรม (ธรรมะของคนดี) [6443-3d]
การจะปรับเปลี่ยนคนไม่ดีให้เป็นคนดีได้ ต้องใช้ความดีเท่านั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาที่เป็นธรรมะของคนดี 4 ข้อ จงเดินไปตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว จงอย่าเผาฝ่ามืออันชุ่ม อย่าประทุษร้ายในหมู่มิตร ไม่ว่าในกาลไหน ๆ และอย่าตกอยู่ในอำนาจของอิสตรีที่ดูหมิ่นชาย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

คาถา 5 บาท หนทางแห่งความสุข
คาถาอันเป็นทางไปสู่ความประเสริฐ คือ ลาภทั้งหลายมีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง ทรัพย์มีความสันโดษเป็นอย่างยิ่ง ญาติมีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง บรรดาทางทั้งหลายให้ถึงอมตธรรม ทางมีองค์ 8 เป็นทางอันเกษม ทุกเส้นทางที่เราเดินไป ถ้ามีองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง อยู่ในจิตใจของเราแล้ว การเดินทางนั้นปลอดภัยแน่นอน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ปัญญา 3 ระดับ
ในการฟังธรรม เราสามารถน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติตามได้จริง ๆ หรือเปล่า นั่นคือ แสดงถึงปัญญาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ปัญญาของบุคคลมี 3 ระดับ ซึ่งสามารถพัฒนาได้ จากปัญญาที่มีลักษณะเหมือนหม้อคว่ำ คือ จำอะไรไม่ได้เลย มาเป็นลักษณะเหมือนตัก คือ จำได้เฉพาะเวลาที่นั่งฟังอยู่ พัฒนาจนมีปัญญากว้างขวาง มีลักษณะเหมือนหม้อหงาย คือ นำไปปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน อย่าให้ธรรมะอยู่แค่เฉพาะในวัด ที่พระ ในตำราคัมภีร์ หรือในซีดีเท่านั้น ที่สำคัญคือ เราได้พัฒนาปัญญาจนกระทั่งน้อมนำธรรมะที่มีองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง มาทำได้ในชีวิตของเราทุก ๆ ขณะ มีสติระลึกได้ ไม่ตามกระแสที่พัดไปของกิเลส และตัณหา จึงจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ในธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

กสิณ
กสิณทั้ง 10 อย่างเป็นมรรค เป็นการฝึกสมาธิแบบหนึ่ง โดยการเห็นสิ่งนั้นแล้วจ้องดู เพ่งดู จะลืมตาหรือหลับตาก็ตาม แล้วทำให้รวมเข้ากันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประกาศสอนไว้ เพื่อใช้เป็นทางไปสู่พระนิพพาน โดยการฝึกนี้ควรต้องอยู่ในชีวิตประจำวันของเราด้วย ข้อควรระวัง ในการฝึกกสิณนั้น อย่าให้มีความอยากได้ฤทธิ์ เพราะจะไปติดกับดักหลุมพรางของกิเลส และอาจทำให้เกิดความวิปลาสได้ เราเพียงใช้เป็นทางผ่านเท่านั้น อย่าไปยึดถือผิดจุด เพราะแม้ยึดถือในสิ่งที่ดี ก็ยังเป็นโทษ แต่ให้ใช้เป็นสรณะ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

สมาธิ 9 ระดับ
ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ คือ อนุปุพพวิหาร 9 ประการ การเข้าออกสมาธิอันมีความสืบเนื่องต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ดังนี้ 1) ปฐมฌาน 2) ทุติยฌาน 3) ตติยฌาน 4) จตุตถฌาน 5) อากาสานัญจายตนะ 6) วิญญาณัญจายตนะ 7) อากิญจัญญายตนะ 8) เนวสัญญานาสัญญายตนะ และ 9) สัญญาเวทยิตนิโรธ นี้คือ วิหารธรรม อันเป็นเครื่องอยู่ของจิต 9 ระดับ บุคคลผู้เฉลียวฉลาดรอบรู้ในสมาธิ มีความเฉียบแหลมในการสงัดจากอกุศลธรรม ทำให้เจริญ ทำให้มาก รอบรู้ซึ่งนิมิตแห่งสมาธิ เปรียบได้กับแม่โคผู้ชาญฉลาดที่เที่ยวไปตามภูเขา ย่อมรู้จักเขต ย่อมฉลาดที่จะเที่ยวไปบนภูเขาที่ขรุขระ และรอบรู้ในการเดิน การยันเท้าบนภูเขานั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S64 Ep 38ความมั่นคงและไม่หวั่นไหวแห่งจิต [6438-4s]
อินทรีย์ 5 และพละ 5 นั้น ต่างมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา หากจะเปรียบเทียบ สติ ย่อมเทียบได้กับ หัวธนู วิริยะ คู่กับ สมาธิ ช่วยพยุงธนูไว้ ศรัทธา คู่กับ ปัญญา พยุงด้านปลายของธนู หากอินทรีย์หรือพละตัวใดมากไป ธนูนั้นย่อมขาดความสมดุล ไม่สามารถแล่นตรงสู่เป้าหมายได้ กล่าวได้ว่า อินทรีย์ 5 และพละ 5 นั้น เหมือนกันโดยองค์ธรรมเพียงแต่ใช้อธิบายคนละนัยยะ คือ ความเป็นใหญ่ และความไม่หวั่นไหว เปรียบเสมือนแม่น้ำใหญ่ที่มีเกาะอยู่กึ่งกลาง แบ่งแม่น้ำออกเป็นสองสาย แม่น้ำทั้งสองที่ถูกแบ่งนั้น ย่อมเป็นสายน้ำเดียวกัน และไหลบรรจบกันในที่สุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มรรค ผล นิพพาน
บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติตามธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ ผลที่จะพึงหวังได้ คือ ความผาสุก ซึ่งจะปรากฏเป็นความเบาบางของกิเลส นำไปสู่การสิ้นสุดของการเวียนว่ายตัดภพชาติให้น้อยลงไปตามลำดับ การเดินตามทางนั้นเป็น มรรค เมื่อมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เรียกว่า ผล และมีพระนิพพานเป็นที่สุดแห่งการประพฤติปฏิบัติ พึงเห็นโทษของการเวียนว่ายตายเกิดว่า เป็นสิ่งที่ไม่น่ายินดี พึงเห็นคุณของพระธรรมคำสอน ว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ และน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติเพื่อที่สุดแห่งพรหมจรรย์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ผู้ไพบูลย์ในธรรม
คุณสมบัติที่จะทำให้เป็นผู้ไพบูลย์ในความดีทั้งปวง 6 ประการ เป็นผู้มากด้วยปัญญา มีความเพียรประกอบการงาน มีปีติปราโมทย์อยู่เสมอ เป็นผู้มากด้วยความไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย และมีความเพียรพยายามทำกิจให้ลุล่วง ก้าวสู่คุณความดีที่สูงยิ่งขึ้นไป คุณสมบัติทั้ง 6 ประการ ครอบคลุมหลักในการดำเนินชีวิต ให้เป็นผู้เจริญทั้งทางโลก และทางธรรม สมควรที่บุคคลพึงปฏิบัติตาม เพื่อความเจริญ และเป็นสุข Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อสัตบุรุษ
อสัตบุรุษยกตนข่มท่าน เพราะสกุล เพราะยศ เพื่อแลกกับลาภเล็กน้อย แม้ถูกใครถามถึงความไม่ดีของตนก็ปกปิดไม่เปิดเผยให้ปรากฏ เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของตน ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ไขว้เขวแล้วกล่าวความไม่ดีของตนอย่างไม่เต็มที่ นี่คือ หนึ่งในวิสัยแห่ง “อสัตบุรุษ” Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

วิสุทธิ 7
ธรรมอันวิสุทธิ 7 ประการ เป็นปัจจัยส่งต่อ ๆ กัน ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเพื่อบรรลุนิพพาน เปรียบประดุจรถ 7 ผลัดส่งต่อกันเพื่อให้บุคคลถึงที่หมายโดยสวัสดี เกิดเป็นความสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ และปราศจากกิเลส อันเป็นไปในทางกาย จิต และปัญญา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

สัมมัปปทาน 4 6433-3d
มรรควิธีที่เปรียบเสมือนเรือเพื่อข้ามจากฝั่งแห่งทุกข์สู่ความดับสนิทไม่เหลือแห่งกองทุกข์ คือ ความเพียรชอบ ที่พึงตั้งขึ้นไว้เบื้องหน้า อันได้แก่ เพียรระวังบาปอกุศลมิให้เกิดขึ้น เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์ จงเพียรรักษาความดีให้ถึงพร้อมบริบูรณ์เพื่อความดับไม่เหลือแห่งกองทุกข์นี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S64 Ep 32เวทนากับทางไปแห่งจิต 36 ทาง [6432-3d]
ความโสมนัส โทมนัส และอุเบกขา อันเนื่องด้วยเหย้าเรือน เป็นเหตุให้บุคคลยังคงเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร เมื่อบุคคลรู้แจ้งถึงความเป็นของไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความจางคลาย และความดับไม่เหลือ เห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ย่อมหลุดพ้นจากบ่วงแห่งทุกข์นี้ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.