PLAY PODCASTS
3 ใต้ร่มโพธิบท

3 ใต้ร่มโพธิบท

413 episodes — Page 7 of 9

รถ 7 ผลัดเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน 6334-3d

ในตอนนี้จะได้นำเสนอเรื่องราวซึ่งเป็นอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบด้วยรถ 7 ผลัด ที่ท่านพระปุณณมันตานีบุตรได้กล่าวเป็นคำถามและคำตอบไว้กับท่านพระสารีบุตรโดยในความเป็นไปอันแท้จริงแล้ว ข้อความถามทั้งหมดเป็นหัวข้อที่ท่านพระสารีบุตรได้กำหนดขึ้นเพื่อให้ท่านพระปุณณมันตานีบุตรได้ตอบ โดยไล่เรียงไปตามความบริสุทธิ์ 7 ขั้น ขอเชิญรับฟัง "ความบริสุทธิ์หมดจด 7 อย่าง หรือ วิสุทธิ 7" ได้ในตอนนี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 18, 202056 min

ปัญญาของบุคคล 3 ระดับ 6333-3d

ในเรื่องปัญญาของบุคคล 3 ระดับนี้ เป็นเรื่องของการฟังธรรมคือ ฟังธรรมแล้ว จำได้ไหม? แนวทางที่มีองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง เป็นยังไง? จำได้แล้ว เอาไปทำได้ไหม? นี่คือสิ่งที่สำคัญสิ่งสำคัญที่จะพัฒนาปัญญา จากลักษณะเป็นหม้อคว่ำ คือ จำอะไรไม่ได้เลย มาเป็นหม้อหงายได้ นั่นคือให้มีการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เอาไปให้ได้ อย่าให้อยู่เฉพาะกับพระ อยู่กับตำรา หรือ ว่าอยู่กับรายการวิทยุนี้ เอาไปให้ได้ เอาไปพัฒนาใช้ให้ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 11, 202048 min

เหตุปัจจัยที่ทำให้เป็นคนว่ายาก 6332-3d

ในวันนี้จะยกหัวข้อที่เรียกว่า "เหตุปัจจัยที่ถ้าละได้แล้ว ก็จะทำให้เป็นคนว่าง่าย" คนเราจะเป็นคนบอกยาก หรือบอกง่าย สามารถดูได้จากคุณธรรม 16 อย่างต่อไปนี้ ที่เมื่อรับฟังแล้ว เราควรที่จะนำมาใคร่ครวญ มาอบรมในจิตใจอยู่เสมอว่าเรามีไหม ถ้าหากว่ามี แล้วเราจะละออกได้อย่างไร Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 4, 202059 min

ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน

…ให้เรามี "ศรัทธา" ในระดับที่ไม่ต้องเชื่อตามคำสอนนั้นแล้ว… จิตใจเมื่อมีศรัทธาก็จะเกิดความเพียร คือ ความกล้าที่จะทำจริงแน่วแน่จริง ศีลก็จะค่อยๆ สมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้นมาได้ สิ่งที่จะตามมา คือ ความไม่ร้อนใจความสบายใจ สมาธิจะเกิดขึ้นพอประมาณ คลายความเคลือบแคลงเห็นแย้งลงได้ ถ้าเรายังต้องอาศัยผู้อื่นให้เกิดความเชื่อ คือศรัทธาในมรรคแปด คือ เรายังมีวิจิกิจฉาอยู่ แต่ถ้าด้วยศีลเต็ม มีสมาธิพอประมาณ มีปัญญาพอประมาณ เราจะงัดเจ้าวิจิกิจฉา คือความเคลือบแคลงสงสัยออกไปได้ เราจะเกิดความมั่นใจในลักษณะที่ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นได้ ศรัทธาที่ไม่งมงาย ไม่ต้องอาศัยอ้างกันตามปิฎก ไม่ต้องอาศัยคำเล่าลือทำตามๆ กันมา หรือฟังดูน่าเชื่อถือ แต่เป็นศรัทธาที่มีตนเป็นเครื่องยืนยันเป็น "สันทิฏฐิโก" โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่นหรือสิ่งใด แต่อาศัยการปฏิบัติ อาศัยตัวเราเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 28, 202016 min

สีลาอนุปุพพิคาถา 6330-3d

หมวดธรรมที่เป็นเหมือนบันไดอันจะนำให้ขึ้นไปสู่โลกุตตระ คือ เรื่องที่กล่าวถึงตามลำดับเพื่อให้เกิดความลึกซื้ง ลุ่มลึกยิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นส่วนที่ชี้แนวทางที่จะไปสู่ปรมัตถ์ ส่วนที่เป็นระดับเหนือโลก โดยมักจะแสดงไว้กับบุคคลที่เป็นคฤหัสถ์หรือว่าผู้ครองเรือน ผู้ที่ยังเกี่ยวเนื่องด้วยเหย้าเรือน ธรรมะส่วนนี้เราเรียกว่า "อนุปุพพิกถา" โดยไว้เป็น 5 หัวข้อด้วยกัน"ดูก่อนยสะ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง เธอจงมาที่นี่ แล้วนั่งลง เราจะแสดงธรรมให้ฟัง" Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 21, 202059 min

10 ข้อสอบทาน เพื่อการพัฒนาตนเอง 6329-3d

การศึกษาเล่าเรียนเหมือนการไปจับงูพิษ ถ้าจับไม่ถูก ไม่ดี มันฉก กัด ได้ ถ้าเราไม่ทำสมาธิให้ดีก่อน การเรียนไป เข้าใจไป รู้ไป บางทีอวิชชามันเพิ่มขึ้น เรียนรู้มากขึ้น แต่โง่ลง เพราะมีกิเลสมากขึ้น วิธีป้องกันไม่ให้กิเลสมากขึ้น ในการศึกษาเล่าเรียนไม่ให้เผลอเพลินไป คือ การที่เราต้องรู้จักตรวจสอบตัวของเราเอง ทั้งที่เป็นคฤหัสถ์และนักบวชด้วย ซึ่งสามารถใช้วิธี และขบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ ในการพิจารณาตนเองเป็นต้นเป็นปฐม แล้วจึงค่อยขยายต่อไป ในการที่จะไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ใช่รูปแบบของการนั่งสมาธิภาวนา แต่เป็นการพัฒนาตนเองอยู่ในทุกรูปแบบเพื่อให้มี ศีล สมาธิ ปัญญาเพิ่มขึ้น จึงต้องคอยตรวจสอบ ใคร่ครวญ ตัวเองอยู่เสมอไตร่ตรองทุกวัน เช้าเย็น จะสามารถทำให้เรา พัฒนาตัวเองเป็นวิมังสา เป็นผู้มีความก้าวหน้าในธรรมวินัยนี้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ ดีมากแน่นอน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 14, 20201h 1m

ภัย 4 อย่าง ของภิกษุผู้บวชใหม่ 6328-3d

ในเอพิโสดนี้ ปรารภในเรื่องของโคปกเทพบุตร ที่ได้ตักเตือนพวกคนธรรพ์ 3 ตน ให้กลับมีสติ ระลึกถึงคุณของเนขัมมะได้ จึงจากไม่ดี กลับเป็นดี จากเทวดาชั้นต่ำสุด พลันไปเกิดในพรหมชั้นสูง ประเด็นในที่นี้ ก็คือ อะไรที่จะทำให้ตกไปในทางต่ำได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน "จาตุมสูตร" กล่าวถึง ภัย 4 อย่าง ของภิกษุผู้บวชใหม่ในธรรมวินัยนี้ อันเป็นเหตุให้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ไม่ยั่งยืน ต้องลาสิกขาไป เปรียบเทียบกับสิ่งที่คนลงไปในน้ำพึงประสบ คือ อูมิภัย (ภัยจากคลื่น) กุมภีลภัย (ภัยจากจระเข้) อาวัฏฏภัย (ภัยจากน้ำวน) และสุสุกาภัย (ภัยจากปลาร้าย)เพราะมี "สติ" ไม่เผลอเพลิน เมื่อเจออุปสรรคคือภัยเหล่านี้ขัดอยู่ขวางอยู่ ก็ให้เราตั้งต้นใหม่ ทำใหม่ เดินตามมรรคใหม่อีก ถ้ามีผัสสะอยู่จุดไหน นั่นเป็นจุดที่เราเริ่มใหม่ได้ เป็นจุดที่จะให้เราเดินตามมรรคได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอยู่ในเพศบรรพชิต หรือในความเป็นคฤหัสถ์ จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ก็สามารถทำความดีความงามให้เจริญขึ้นได้ ทำความสิ้นทุกข์ให้เกิดขึ้นได้แน่นอนแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E38 , #ภัยจากคลื่นและจระเข้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 7, 202027 min

ทางสายกลางดับกรรมได้ 6327-3d

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ที่ใต้ต้นไทรอันเป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ บอกกับสหัมบดีพรหมว่า "ประตูสู่นิพพานอันเป็นอมตะ เราเปิดไว้แล้ว คือ อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางสายกลาง สัตว์เหล่าใดที่จะมาตามทางนี้ สัตว์เหล่านั้นจงปลงศรัทธาลงไปเถิด"ทางนี้ เป็นช่องทางที่จะให้รอดไม่ติดตัน ที่ใครก็ตามเมื่อปฏิบัติแล้ว ถ้าทำถูก จะได้ผลเหมือนกันแน่นอน เป็นทางที่จะพาไปสู่ความประเสริฐชนิดที่เมื่อไปถึงแล้ว ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า เป็นข้อปฏิบัติที่เมื่อทำให้มาก เจริญให้มากแล้ว เราจะไม่ได้ยึดถือในสิ่งนั้น ทำให้คลายความยึดถือทั้งหมดได้ นี้เป็น ลักษณะของความดับความเย็น คือ นิพพานแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E23 , ใต้ร่มโพธิบท S08E20 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 30, 202058 min

สัมมาสังกัปปะ 6326-3d

จุดประสงค์ในการประกาศศาสนาของพระพุทธเจ้า ก็เพื่อให้เราพ้นจากความทุกข์ เพราะกิเลสมันทำให้เราทุกข์ สัมมา คือ การปลดแอกจิตใจของเราจากกิเลส เพราะถ้าจิตใจยังถูกล็อคอยู่ จิตใจจะไม่มีใจเป็นของตนเอง แต่ตกเป็นทาสของกิเลส อริยมรรคมีองค์ 8 จึงเป็นทางให้ถึงความดับไม่เหลือของกิเลส ในเอพิโสดนี้ เป็นสัมมาข้อสุดท้ายในซีรีส์ของ "อริยมรรคมีองค์ 8" ซึ่งเป็นส่วนของปัญญา "สัมมาสังกัปปะ" ความดำริชอบ เป็นเรื่องของปัญญาในทางหลีกออกจากกาม ไม่พยาบาท และ ไม่เบียดเบียน ที่ต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นองค์นำหน้า และสามารถเชื่อมโยงไปกับขันธ์ 5 คือ สัญญา เพราะสัญญาเป็นสมุฏฐานของสังกัปปะ เป็นสิ่งที่เป็นองค์ประกอบกันมา เพราะความคิดนึก วิตก วิจารเป็น สัญญา เป็นกองทุกข์ เป็นกองของสิ่งที่ทำให้เกิดความยึดถือ แต่สัญญาใดที่เป็นไปเพื่อคลายความยึดถือได้ จึงแยกส่วนนี้ออกตั้งชื่อใหม่ว่า สัมมาสังกัปปะ ดังนั้น สัญญาแบบเดียวกัน แต่การปรุงแต่งในจิตใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน อาจออกมาเป็น สัมมา หรือ เป็นมิจฉาก็ได้ ซึ่งสามารถดูรู้จากพฤติกรรมภายนอกได้ ดังนั้น สัญญาในส่วนที่เป็นทุกข์ จึงต้องทำความเข้าใจ และสัญญาในส่วนที่เป็นมรรคต้องทำให้มาก เจริญให้มาก เราสามารถที่จะเจริญธรรม ทำความรอบคอบ ทำความกว้างขวางในจิตใจ เป็นคนใจดี มีความผาสุกอยู่ได้ อริยมรรคมีองค์ 8 นี้ ช่วยเราได้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E42 , S07E28 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 23, 202058 min

สัมมาทิฏฐิ 6325-3d

เปรียบ สัมมาทิฏฐิ เป็นเหมือนรุ่งอรุณของกุศลธรรมทั้งหลาย ที่เมื่อมีสัมมาทิฏฐิแล้ว สัมมาองค์อื่น ๆ ก็จะตามมา และยังเป็นรุ่งอรุณของอริยสัจ 4 คือ ปัญญาความรู้ชัดตามความเป็นจริงที่ต้องมี 3 รอบ ในสัจจะ 4 ประการ"สัมมาทิฏฐิ" แปลว่า ความเห็นชอบ หรือ ความเห็นถูก ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า ฝ่ายหนึ่งถูก แล้วอีกฝ่ายผิด แต่เป็นทิฏฐิที่จะทำให้กิเลสลดลงไปได้ แจกแจงแยกไว้ 2 อย่าง คือ ส่วนที่มีอาสวะ ยังเป็นส่วนแห่งบุญ มีอุปธิเป็นวิบาก ซึ่งจะทำให้ยังพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไม่ได้ และ ส่วนที่ไม่มีอาสวะเป็นชั้นโลกุตตระ ขึ้นสู่ระดับเหนือโลก เป็นอริยะ ต้องอาศัยปัญญา อาศัยญาณของคน ๆ นั้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติทางจิต ที่ต้องอาศัยสัญญาคือความจำ เพราะสัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลังปัญญาสัมมาทิฏฐิ จะสร้างขึ้น พัฒนาขึ้น นำเข้าสู่จิตใจของเราได้ ต้องอาศัยเหตุปัจจัยคือ การมีเพื่อนดี มีการฟังพระสัทธรรม มีการทำในใจโดยแยบคาย มีการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หรือในบางครั้งความกลัวก็ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิขึ้นได้ สัมมาทิฏฐิจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ"…ถึงมีระดับสัมมาทิฏฐิที่แตกต่างกัน แต่ในความที่มีแล้ว สามารถพัฒนาเป็นสัมมาทิฏฐิที่มากขึ้นได้ ด้วยความที่สัมมาทิฏฐิก็เป็นตัวนำสัมมาทิฏฐิเอง สัมมาทิฏฐิน้อย ๆ เปรียบเหมือนมีไฟกองน้อย ที่คนฉลาดเท่านั้น จะสามารถเปลี่ยนให้เป็นไฟกองใหญ่ได้"แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E28 , ใต้ร่มโพธิบท S08E17 , คลังพระสูตร S08E50 , ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S06E06 , #สัมมาทิฏฐิ (ตอนที่ 2): รุ่งอรุณแห่งกุศลธรรม , #ทำสัญญาให้เป็นญาณ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 16, 202012 min

หมวดธรรม 4 ข้อ ที่ควรระลึกถึง 6324-3d

หมวดธรรมที่มี 4 ข้อต่อไปนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ใน มหาปรินิพพานสูตร และได้มีเก็บรวบรวมไว้ใน อังคุตตรนิกาย หมวดจตุกกนิบาต (ว่าด้วยหมวดธรรม 4 ข้อ) ในเอพิโสดนี้ จึงได้นำมาอธิบายขยายความให้ได้เข้าใจกันยิ่งขึ้นมหาปเทส 4 เป็นวิธีการอ้างอิงในคำสอนของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะรับรอง ชื่นชม หรือ คัดค้าน เมื่อมีบุคคลหรือกลุ่มคนใดกล่าวว่า "นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา"สังเวชนียสถาน 4 พระพุทธองค์ตรัสไว้ขณะประทับสีหไสยาสน์ระหว่างต้นสาละคู่ ทรงกำหนดตั้งจิตไว้ว่า จะไม่ลุกขึ้นอีก และตรัสถึงสถานที่ที่ถ้าเมื่อใครก็ตาม มีศรัทธา ควรมาดูมาเห็น ให้เกิดความสังเวช แล้วทำให้เกิดจิตเลื่อมใส มีความปลื้มใจ เกิดความร้อนใจที่จะกระทำความดีมาตามทางมรรค 8 ให้ได้ และเมื่อตายไปก็จะเกิดในสุคติโลกสวรรค์ถูปารหบุคคล 4 คือ บุคคลที่ควรสร้างสถูปถวาย ซึ่งถ้ามีจิตเลื่อมใสสักการะในบุคคลเหล่านั้นแล้ว จะสามารถทำจิตให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรมได้ เมื่อตายไปจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ โดยมีการอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าจะให้เกิดผลแบบนี้ ควรจะบูชาบุคคลประเภทไหนได้อีก และอย่างไรจึงจะหลุดพ้นได้ดังนั้น การศึกษาในธรรมวินัยนี้ จึงมีรายละเอียดหลายอย่างที่พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้มีความรอบคอบ ทั้งในบทพยัญชนะ ทั้งโดยอรรถะ ที่เมื่อเรามาศึกษาทำความเข้าใจจะต้องพิจารณาใคร่ครวญให้ละเอียด รอบคอบ ไม่หล่ะหลวม ก็จะสามารถทำความลึกซึ้งในร่มโพธิบท คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 9, 202057 min

อุปัทวะ 3 ประการ 6323-3d

จากข้อความบางตอนที่มาใน มหาสุญญตสูตร ได้กล่าวถึง "อุปัทวะ" ซึ่งหมายถึง ภัยอันตราย เครื่องข้องที่จะมาขัดขวางให้ความดีของเราลดน้อยลงไปหรือเสื่อมไป มีด้วยกัน 3 ประการ แต่ข้อที่เป็นอันตราย เป็นทุกข์ เผ็ดร้อนอย่างยิ่งกว่า นั่นก็คือ อุปัทวะของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ซึ่งถ้าเมื่อมันเสื่อมหรือกลับกำเริบแล้ว เปรียบเทียบไว้กับคนที่ขึ้นหลังช้างหรือเรือนยอดแล้วหากตกลงมา จะเป็นอันตรายมากดังนั้น ภัยอันตรายที่เมื่อขึ้นไปสู่ที่สูงแล้ว เราอย่าพลาด ถึงแม้ว่าเรื่องปัญญา เรื่องสมาธิ อาจจะยังได้ไม่เต็มที่ แต่ในเรื่องศีลนั้นทำให้มันได้เต็มที่ แม้ตกลงมาก็ยังไม่ถึงพื้น ศีล สมาธิ ปัญญา จึงต้องทำให้ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป การปฏิบัติมาตามทางของเราจะก้าวหน้าขึ้นไปจนถึงปัญญาชั้นโลกุตตระ ที่เมื่อกำจัดอาสวะกิเลสได้แล้ว มันจะไม่กลับกำเริบอีก เป็นนิพพาน คือ ความเย็น ความสงบ นี้จึงกล่าวว่า “ นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานัง ปรมัง สุญญัง” คือ สูญจากกิเลส และ สุขจากความไม่มีกิเลส ไม่กลับกำเริบให้เป็นอุปัทวะอันตรายขึ้นมาได้อีกแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E14 , #จงเป็นผู้เรียกร้องพระศาสดาด้วยความเป็นมิตร , #ความเสื่อม 12 อย่าง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 2, 202048 min

ปะฏิสังขาโย การพิจารณาปัจจัย 4 6322-3d

"ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะวิธี" หรือ "ปะฏิสังขาโย" ว่าด้วย การพิจารณาปัจจัย 4 เป็นบทสวดที่ พระภิกษุสงฆ์รวมถึงนักปฏิบัติ จะต้องใคร่ครวญอยู่เป็นประจำ ด้วยการพิจารณาโดยแยบคายในเรื่องของปัจจัย 4 ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ก่อนบริโภค อยู่ในส่วนทำวัตรเช้า หลังบริโภค อยู่ในส่วนทำวัตรเย็น ทั้งก่อนและหลังจะมีเนื้อหาเหมือนกันในที่นี้แนะนำให้เพิ่มการพิจารณาในระหว่างบริโภคนั้นด้วย จะเป็นการดีมากยิ่งขึ้น ช่วยให้เราบริโภคปัจจัย 4 ด้วยความระมัดระวัง ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่จะพิจารณาโดยแยบคายอยู่บนทางสายกลางไปตามความเหมาะสม ตามกาละเทศะ ไม่ได้เป็นไปเพื่อการยึดถือ แต่เป็นไปเพื่อการอนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์ จึงต้องมีการพิจารณาทั้งก่อน ระหว่าง และหลังบริโภค จะช่วยฝึกจิตของเราให้มีภูมิต้านทาน มีสติสัมปชัญญะ ไม่เพลิดเพลินลุ่มหลงไปในสิ่งเหล่านี้ ให้เราอยู่เหนือการควบคุมของสิ่งเหล่านี้ได้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S07E51 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 26, 202057 min

สัมมาสมาธิ 6321-3d

หัวข้อแม่บทที่ยกมาทำความเข้าใจกันต่อในเอพิโสดนี้ คือเรื่อง “สัมมาสมาธิ” เป็นหัวข้อสุดท้ายในส่วนของสมาธิ ซึ่งเป็นหนึ่งในซีรีส์ของ "อริยมรรคมีองค์ 8" องค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง ที่เมื่อรวมกันแล้ว จะเป็นทางที่ไปสู่ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพานได้“สัมมาสมาธิ” หรือ ความตั้งใจมั่นชอบ ตามนัยของพุทธพจน์หมายถึง สมาธิในฌาณที่ 1 - 4 หรือในบางบริบทก็หมายรวมทั้งสมถะและวิปัสสนา และองค์ประกอบต้องเป็น สัมมา ที่เป็นไปเพื่อการละกิเลสได้ "สมาธิ"คือ สภาวะจิตที่มีการรวมลงเข้าเป็นอารมณ์อันเดียว ที่สามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ แต่มักจะมีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำสมาธิ โดยยึดติดในเรื่องของรูปแบบ ที่ต้องนั่งนิ่ง ๆ ต้องสงบ เป็นเหมือนทะเลไม่มีคลื่น ไม่มีความคิดนึก จึงต้องมาศึกษาทำความเข้าใจกันให้ถูกก่อน ให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะถ้าเข้าใจไม่ถูก จะมีความกังวล หรือมีอุปสรรคอย่างอื่น ๆ มาขวางกั้นไม่ให้จิตของเรารวมลงเป็นสมาธิได้ เพราะสมาธิทำให้จิตสงบระงับจากกาม จากอกุศลธรรม จึงจะไม่ได้ด้วยการข่มขี่ บังคับ การห้าม การปรุงแต่ง แต่ขึ้นอยู่ที่การสร้างเหตุปัจจัยด้วยศีล สติ และความเพียร สัมมาสมาธิ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เพราะมีหลาย ๆ อย่าง รวมกันเข้ากันอยู่ในนี้ จึงต้องอาศัยการฝึกจนเกิดเป็นทักษะ เพราะสมาธิที่มีกำลังจะทำให้เกิดปัญญา เกิดความรู้คือ ญาณ คือ วิชชา เกิดความพ้น คือ วิมุตติ ได้ และ จุดที่ต้องฝึกก็คือ "สติ" เป็นตัวฝึกให้สมาธิละเอียดลึกซึ้งขึ้น เพราะบุคคลที่เจริญสัมมาสติแล้ว จะทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้นได้นั้นเป็นฐานะที่มีได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 19, 202057 min

สัมมาสติ 6320-3d

ในเอพิโสดนี้ มาทำความเข้าใจกันต่อในหัวข้อของ “สัมมาสติ” ที่เป็นสิ่งสำคัญในการทำความเพียรทางจิต เป็นส่วนเริ่มแรกของสมาธิ เพราะสัมมาสติจะทำให้เกิดสัมมาสมาธิได้ ใน “มหาสติปัฏฐานสูตร” พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับชาวกุรุถึงการพิจารณาเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต และเห็นธรรมในธรรม ซึ่งเป็นฐานธรรมชาติที่เป็นเหตุให้เกิดสติ โดยมีข้อความในส่วนที่สำคัญ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงเน้นย้ำ กล่าวซ้ำ ๆ กันอยู่ในแต่ละข้อ ๆ คือ “…มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้”ดังนั้น “สัมมาสติ” ตามนัยของพระพุทธเจ้า จึงหมายถึง ความระลึกได้ ที่เมื่อเราระลึกให้มันถูก จะมีลักษณะที่ทำให้กิเลสมันลดลง เป็นไปเพื่อปัญญาในการถอนความพอใจและความไม่พอใจในอารมณ์ต่าง ๆ ออกได้ ซึ่งจะตรงข้ามกับความเพลิน ที่จะทำให้จิตคล้อยตามไปในอารมณ์ที่มากับผัสสะทั้งหลาย เกิดเป็นความพอใจหรือไม่พอใจขึ้น ความเพลินนั้น คือ อุปาทานพระพุทธเจ้าตรัสเปรียบเทียบไว้ว่า “…จิตของเรา เป็นเชือก สติของเราเป็นผาลและปฏัก” ซึ่ง ผาล เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทำนา เพราะเป็นส่วนที่จะเปิดหน้าดินออก เป็นจุดที่เหล็กสัมผัสกับดิน เพื่อคุ้ยดินให้แยกออกจากกัน “สติ” จึงเป็นตัวที่แยกแยะความดีความไม่ดี แยกสิ่งที่มันเหนียวติดกันอยู่ให้เคลื่อนออกจากกัน จุดที่แยกออกแล้วนั้น มันจึงเป็นความพ้นจากกัน “สติจึงมีความพ้นคือวิมุตติเป็นที่แล่นไปสู่” เราจึงต้องฝึกสติให้มีกำลังมาก ๆ ให้ทำอยู่เป็นประจำ จนเกิดเป็นทักษะ ให้เจริญสติอยู่ได้ตลอดในขณะดำเนินชีวิตประจำวัน สติที่มีกำลังจะพาไปสู่ความพ้นได้ แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E07 , S07E43 , ใต้ร่มโพธิบท S08E30 , S08E22 , S08E21 , S08E20 , คลังพระสูตร S09E07 , #อนุสติสิบคือสติปัฏฐานสี่ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 12, 20201h 1m

สัมมาวายามะ 6319-3d

ในเอพิโสดนี้ เป็นซีรีส์หัวข้อแม่บทที่จะอธิบายในเรื่องของ “อริยมรรคมีองค์ 8” ที่ต่อมาจากส่วนของศีล ซึ่งในส่วนนี้เป็นการกระทำความเพียรทางจิต โดยมี สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สังเคราะห์รวมกันเป็นส่วนของสมาธิ จึงเริ่มกันที่มาทำความเข้าใจในหัวข้อของ “สัมมาวายามะ”“…ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายามปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น” จากพุทธพจน์นี้ มีส่วนที่เหมือนกับในความหมายของ “สัมมาวายามะ” ที่มีสาระสำคัญอยู่ที่การทำให้กุศลธรรมที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น กุศลธรรมที่ยังไม่มีก็ทำให้มีให้เกิดขึ้นใหม่ การทำให้อกุศลธรรมที่มีอยู่แล้วลดลงไป อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ก็ไม่ทำให้เกิดขึ้นโดยมีลักษณะการริเริ่มที่มี “ฉันทะ” คือ ความพอใจ เป็นเหตุที่จะพัฒนาปรับปรุงด้วยความเพียรพยายามในทางที่จะทำให้กุศลธรรมเพิ่มขึ้น อกุศลธรรมลดลง แต่ทั้งนี้ต้องประคับประคองไม่ให้ความเพียรนั้นมีมากหรือน้อยเกินไป โดยอาศัยสติ สมาธิ และศรัทธา ที่ต้องคอยปรับให้เสมอ ๆ กัน และสิ่งที่ต้องมีให้มาก ๆ คือ กำลังใจ การทำจริงแน่วแน่จริง การมีความมั่นใจ กล้าที่จะตัดสินใจทำการทำความเพียร จึงเป็นการทำให้กิเลสลดลง พอกิเลสมันจะตาย บางทีมันก็ไม่ยอม มันดีดกลับขึ้นมา เราต้องรู้จักที่จะผ่อนจะตึง ปรับให้มันได้ จึงมีคำว่า “ประคองจิต ตั้งจิตไว้” ให้ตรวจสอบสังเกตสภาวะในจิตใจของเราอยู่เสมอ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเป็นตัวอย่างของการปรารภความเพียรอยู่ตลอด ให้เราตั้งความเพียรไว้ในวันนี้และเดี๋ยวนี้ว่า “จะไม่ถอยหลัง ไม่เลิก จนกว่าจะสำเร็จ”แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E30 , ตามใจท่าน S10E30 , S10E28 , คลังพระสูตร S08E64 , #ความเพียรสี่สถาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 5, 20201h 0m

ความแตกต่างระหว่างปุถุชนกับอริยบุคคล 6318-3d

เมื่อฟังธรรมแล้ว เรารู้ว่า "เราไม่รู้อะไร" ยังดีกว่าที่ว่า เราไม่รู้ว่า "เราไม่รู้อะไร" ตรงจุดนี้จึงจะมาทำความเข้าใจกันไปในทีละประเด็น เพื่อให้ความไม่รู้เริ่มหายไป และเริ่มมีความรู้ในสิ่งที่ไม่รู้นั้น ในเอพิโสดนี้ จึงได้ยกหัวข้อที่มาใน "สัลลัตถสูตร"ว่าด้วยเวทนาเปรียบด้วยลูกศร ขึ้นมาอธิบาย พระพุทธเจ้าทรงอุปมาเปรียบเทียบไว้กับคนที่ถูกยิงด้วยลูกศร แล้วมีเวทนาเกิดขึ้น เปรียบเทียบระหว่าง อริยบุคคลผู้มีการสดับ ที่เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้นแล้ว ก็แค่ทางกายเท่านั้น จะไม่เกิดเวทนาทางจิต เหมือนถูกยิงด้วยลูกศรเพียงดอกเดียว แต่สำหรับ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ นั้น เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้นทางกายแล้ว ก็จะมีเวทนาเกิดขึ้นทางจิตด้วย เหมือนถูกยิงด้วยลูกศร 2 ดอกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจในที่นี้ก็คือ เวทนาทางกายเข้ามาทางใจได้อย่างไรมีธรรมะใดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เวทนาซึมซาบเข้าสู่จิตได้ และกรณีเมื่อมีอนุสัยตามนอนเนื่องอยู่ในจิตแล้ว จะมีอุบายนำออกใด ที่จะทำให้อนุสัยซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียดหลุดลอกออกไปจากจิตใจของเราได้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E22 ,ใต้ร่มโพธิบท S07E62 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 28, 202059 min

การเพ่งอย่างบุคคลอาชาไนย 6317-3d

ใน "สันธสูตร" พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่ภิกษุชื่อ สันธะ กล่าวถึงเรื่องการเพ่งที่แตกต่างระหว่างม้าอาชาไนย กับม้ากระจอก ที่แม้อยู่ที่เดียวกัน แต่ก็มีการเพ่งที่ต่างกัน โดยม้าอาชาไนยจะเล็งเห็นถึงผลของการเป็นม้าชั้นยอด เพ่งมาที่สามัญญผล ส่วนม้ากระจอก จะมุ่งไปแต่ในทางกาม มุ่งไปในเรื่องปากท้อง เรื่องความเป็นอยู่ ซึ่งถ้าเมื่อจิตใจนั้นปรารถนาที่ผลไปคนละแบบ ก็ทำให้เพ่งไปคนละที่ คนละจุด การกระทำและผล ที่แสดงออกมาจึงแตกต่างกันเปรียบเทียบไว้กับคนที่มีสถานการณ์ใด ๆ ก็ตาม อย่างสถานการณ์โรคระบาดในปัจจุบัน จะเป็นจุดที่มาทดสอบว่า เรานั้นได้เอาจิตไปจดจ่อ เพ่ง ไว้ที่ไหน ซึ่งถ้าเราเพ่งมาถูกจุด ไม่ได้ไปในทางกามที่จะเป็นเหตุให้ผิดศีลได้ แต่เห็นความสำคัญในสามัญผล คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ทำให้เราเป็นบุคคลอาชาไนยได้ ทำความเพียร เห็นตามที่เป็นจริง นี้คือ ปรมัตถ์สัจจะ และ ทำจิตให้หลุดพ้นได้ แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E48 , #ฝึกปฏิบัติด้วยลักษณะม้าอาชาไนย 10 ประการ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 21, 202057 min

ภัยอนาคต 5 ประการ 6316-3d

ภัยในอนาคต 5 ประการ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนไว้แล้ว เป็นเรื่องที่เราต้องระวัง ต้องมีการเตรียมการว่า เราจะทำอย่างไร เราจะสะสมอะไร เพื่อจะเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้แม้เมื่อภัยนั้นมาถึงไม่ใช่แค่การมองที่ผิวเผินในเรื่องของเงินทอง ปัจจัย 4 หรือสุขภาพร่างกาย แต่ให้เป็นเรื่องของสติสัมปชัญญะ ปัญญา และ สภาวะจิตใจ ที่ถ้ามีการฝึกหัดสิ่งเหล่านี้มาอย่างดี มีความมั่นคงในจิตใจมากแล้ว มีศีล สมาธิ ปัญญาดีแล้ว หากมีสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เราจะมีเครื่องอยู่และเป็นผู้ที่ยังผาสุกอยู่ได้แน่นอนแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E25 , เข้าใจทำ (ธรรม) S08E27 , #เข้าใจและยอมรับทุกข์ เพื่อเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้ , #ผาสุกได้เมื่อ 5 ภัยมา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 14, 20201h 0m

วัคซีนคือมรรค 8 6315-3d

“วัคซีน” ที่จะมาเป็นยาป้องกันหรือยารักษาก็ตาม ที่ใส่เป็นยารักษาเมื่อคุณติดเชื้อแล้วหรือฉีดวัคซีนก่อนเพื่อช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) ให้ร่างกาย ยาพวกนี้จึงมีลักษณะพฤติกรรมการทำงานเหมือน มรรค 8 เป็นทางที่ประกอบด้วยองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง“มรรค 8” เป็นยาที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้จิต ป้องกันจิตไม่ให้เศร้าหมองจากกิเลส ตัณหา อวิชชา สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีด้วยสติ สมาธิ ด้วยความดีที่ได้กระทำสักอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา ซึ่งจิตใจของทุกคนนั้นมีความดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์นรกมาจนถึงพรหม จิตก็มีธรรมชาติเป็นความประภัสสรอยู่แล้ว แต่มันเศร้าหมองเพราะกิเลสที่เป็นอาคันตุกะจรมา ทำให้มันเศร้าหมองไปจะทำอย่างไรให้เกิดความผ่องใสดีงามขึ้นมาได้ ก็ต้องรู้จักเอามรรค 8 ที่ผ่านการศึกษาทดลองและวิจัยโดยพระพุทธเจ้า ให้มาเป็นวัคซีน มาเป็นยารักษา ที่จะต้องใช้ให้ถูกจึงจะได้ผล ดังนั้นธรรมะที่เราอ่านเราทำ ไม่ใช่แค่จำได้เท่านั้น แต่ต้องรู้จักทำให้ธรรมคำสอนนั้นเข้าสู่จิตใจ เราจึงต้องตั้ง “สติ” เอาไว้ให้ดีอยู่ทุกเมื่อ จะรักษาคุ้มกันจิตใจของเราได้ แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E22 , ใต้ร่มโพธิบท S08E25 , #มรรคแปด ยาดีที่อยู่ในใจ , #มรรค 8 ทำให้จิตเข้าถึงธรรมะ โดยพระครูสิทธิปภากร Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 7, 202057 min

กิเลสคือไวรัส 6314-3d

ในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้ ที่เมื่อเรามาศึกษาเรียนรู้ดูลักษณะพฤติกรรมและระบบการทำงานของไวรัสนี้แล้ว จะพบว่ามันเหมือนกันกับกิเลสเราสามารถเรียนรู้จากเรื่องนี้ได้หลายอย่าง เปรียบเทียบกับจิตใจของเราที่ถูกกิเลส มันห่อหุ้ม ครอบงำ ตกเป็นทาสของมันมาช้านานแล้ว ทำให้เราไม่เป็นตัวของเราเอง แต่เป็นกิเลสที่เข้าครอบงำกลุ้มรุมจิตของเราอยู่ จะกำจัดกิเลสออกได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 ที่เปรียบเหมือนยารักษาหรือวัคซีน ที่จะสามารถทำจิตใจและกายของเราให้ดีได้ งามได้ และทำความรู้คือวิชชาของเรานั้น ให้เจริญงอกงามเพิ่มขึ้นได้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E25 , S02E22 , เข้าใจทำ (ธรรม) S08E25 , ใต้ร่มโพธิบท S07E02 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 31, 202059 min

สักกายทิฏฐิ 6313-3d

“สักกายทิฏฐิ” เป็นเครื่องร้อยรัด เป็นความเห็นที่ว่า นี้เป็นตัวเราของเราในขันธ์ทั้ง 5 เป็นทิฏฐิความเห็นที่ไม่ถูกต้อง เทคนิคในการทำความเข้าใจเรื่องสักกายทิฏฐิ พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่าง โดยยกอุปมาอุปไมย และธรรมะในข้ออื่น ๆ มาเชื่อมโยงต่อกันให้เห็นภาพ ถึงสิ่งตรงข้ามกับสักกายทิฏฐิ ก็คือ "สัมมาทิฏฐิ" ที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับอริยสัจสี่ ซึ่งลักษณะของสักกายทิฏฐินั้น จะทำให้เกิดสุดโต่ง 2 ข้าง แต่สัมมาทิฏฐิคือทางสายกลาง เป็นโสตาปัตติยังคะ 4ในเรื่องของสัมมาทิฏฐิ เราต้องเข้าใจว่า ขันธ์ทั้ง 5 เป็นกองทุกข์ เราจะกำจัดสักกายทิฏฐินี้ได้ ต้องเข้าใจขันธ์ทั้ง 5 ว่าเป็นตัวทุกข์ เราจะกำจัดสักกายทิฏฐินี้ได้ ต้องเข้าใจว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นั้นเป็นทุกข์ ทุกข์อย่างไร?ทุกข์ก็คือการที่มันทนอยู่ได้ยาก ความที่มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ตลอดกาลช้านาน ความที่มันจะเป็นเหมือนอยู่อย่างเดิมอย่างนี้ไม่ได้ โดยที่ถ้าความเป็นเหตุปัจจัยมันเปลี่ยนแปลงไป นั่นแหละคือความทุกข์ หากเข้าใจในข้อนี้ได้ คุณจะละสักกายทิฏฐิได้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: .ใต้ร่มโพธิบท S08E20 , ตามใจท่าน S09E24 , #ตอบคำถาม-ความต่างระหว่าง สักกายทิฏฐิ กับ มานะ , #สักกายทิฏฐิ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 24, 202058 min

สัมมาอาชีวะ 6312-3d

“สัมมาอาชีวะ” คือ การดำเนินชีวิตของเราให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่มาในซีรีส์ "อริยมรรคมีองค์ 8" ในส่วนของศีล โดยแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลก เป็นของหนัก ยังเนื่องด้วยบุญหรือบาป และ ส่วนที่เหนือโลก ซึ่งเป็นลักษณะที่เหนือบุญ เหนือบาป ทั้งสองส่วนนี้ต่างกันอย่างไร? ขึ้นกับการตั้งเป้าหมายว่าต้องการอย่างไร ซึ่งถ้าเมื่อยังอยู่ในโลก แล้วเรามีสัมมาอาชีวะ ก็จะทำให้การดำเนินชีวิตเรานั้นมีความสุขอยู่ได้ แต่ถ้าเป้าหมายของเราคือการมุ่งสู่นิพพาน สัมมาอาชีวะนี้จะต้องปฏิบัติไปพร้อมกับสัมมามรรคในข้ออื่น ๆ การพลิกนิดเดียวจะทำให้สัมมาอาชีวะของเราไปสู่ระดับเหนือโลกได้ แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S08E43 , #สัมมาอาชีวะ , #คำพุทธ-สิงคาลกสูตร , #การดำเนินชีวิตให้ไม่มีช่องโหว่ , #ธรรมบท-ชัมพุกาชีวก , #การแบ่งจ่ายทรัพย์ , ใต้ร่มโพธิบท S08E22 , S08E21 , S08E20 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 17, 202058 min

สัมมากัมมันตะ 6311-3d

ในเอพิโสดนี้ ยังอยู่ในซีรีส์หัวข้อแม่บทที่อธิบายในเรื่องของ "อริยมรรคมีองค์ 8" ที่ได้สงเคราะห์แจกแจงจัดตามหมวดหมู่ 3 อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในที่นี้จึงนำหัวข้อของ "สัมมากัมมันตะ" อันเป็นเรื่องของศีล ขึ้นที่ต่อมาจากสัมมาวาจา"กัมมันตะ" แปลว่า การกระทำทางกาย ซึ่งเป็นการกระทำแบบไหนที่จะทำให้เกิดการสลัดแอก สลัดเครื่องร้อยรัด กำจัดความยึดถือจากจิตใจของเราลงไปได้แนวทางคือการตั้งเจตนา 3 อย่าง คือ เจตนาไม่ฆ่า เจตนาไม่ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ และเจตนาเว้นจากการประพฤติผิดในกามและการผิดจารีต โดยได้เปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่างของ สัมมากัมมันตะ และ มิจฉากัมมันตะ อธิบายในรายละเอียดของความหมายในแต่ละอย่าง ๆ พร้อมทั้งอานิสงส์/ผลที่ได้รับ และกรณีตัวอย่าง"ลองใคร่ครวญพิจารณาดูให้ดี สมมุติว่าเราไม่ได้มีเจตนาที่จะทำ เช่น ขับรถชนสุนัขตาย แล้วมันจะผิดศีล ผิดสัมมากัมมันตะหรือไม่? ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณตั้งใจที่จะเว้นไว้ตั้งแต่แรก หรือไม่? เพราะการที่มีเจตนาที่จะเว้นอยู่ตลอด ๆ จนเป็นปกตินั้น มันก็ไม่ผิดศีล 5 อยู่แล้ว ตรงนี้สำคัญ คุณต้องระลึกถึงเจตนาตรงนี้ให้ได้และใน สัมมากัมมันตะ จะต้องมี สัมมาทิฏฐิมาแทรกอยู่ด้วยแล้วเลย ถ้าลืมระลึกนึกถึงไป ก็เผลอสติ แต่ถ้าระลึกนึกถึงได้ ก็มีสัมมาสติแทรกมาอยู่ด้วยกับในสัมมากัมมันตะนี้ด้วยแล้วเลย"แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E21 , S08E20 , เข้าใจทำ (ธรรม) S07E28 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 10, 202056 min

สัมมาวาจา 6310-3d

ในเอพิโสดนี้ เป็นซีรีส์หัวข้อแม่บทที่จะอธิบายในเรื่องของ "อริยมรรคมีองค์ 8" ที่เป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจ 4 โดยในที่นี้ได้สงเคราะห์แจกแจงจัดตามหมวดหมู่ 3 อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เบื้องต้นจึงนำเอาหัวข้อของ "สัมมาวาจา" ซึ่งเป็นเรื่องของศีลขึ้นมาก่อน เน้นเจาะลงไปในเรื่องของการนำไปใช้งาน และกรณีตัวอย่าง (Case study) ว่าในแต่ละกรณี ๆ นั้น เราจะมีวิธีการปฏิบัติในเรื่องของสัมมาวาจาอย่างไร จึงจะรู้ว่า ผิด หลุด ออกจากมรรคไปแล้ว หรือ ถ้าผิดไปแล้ว จะแก้มาให้ตรงทางได้อย่างไรหลักสำคัญ คือเจตนาในการที่จะให้เกิดความดีขึ้น เจตนาในการที่จะให้กิเลสในใจของเราลดลง เมื่อถ้าพูดไปแล้วเกิดพลิกผันเป็นอย่างอื่น เกิดมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ก็ให้อดทนเอา เพราะบางทีคนฟังด้วยกิเลส ก็รักษาจิตใจตัวเองไม่ได้ ให้เอาหลักเกณฑ์ในข้อสัมมาวาจานี้ เป็นหลักในแนวทางปฏิบัติของเราลักษณะของสัมมาวาจา -สี.ที. ๙/๘๓/๑๐๓.(อมุสาวาท) คือเธอนั้น ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท พูดแต่ความจริง รักษาความสัตย์ มั่งคงในคำพูด มีคำพูดควรเชื่อถือได้ ไม่แกล้งกล่าววาจาให้ผิดต่อโลก.(อปิสุณวาท) คือเธอนั้น ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้ว ไม่เก็บไปบอกแก่ฝ่ายโน้น เพื่อแตกจากฝ่ายนี้ ; หรือได้ฟังฝ่ายโน้นแล้ว ไม่เก็บมาบอกฝ่ายนี้ เพื่อแตกจากฝ่ายโน้น ; แต่จะสมานคนที่แตกกันแล้วให้กลับพร้อมเพรียงกัน อุดหนุนคนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ให้พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น; เป็นคนชอบในการพร้อมเพรียง เป็นคนยินดีในการพร้อมเพรียง เป็นคนพอใจในการพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้เกิดพร้อมเพียงกัน.(อผรุสวาท) คือเธอนั้น ละการกล่าวคำหยาบเสีย เว้นขาดจากการกล่าวคำหยาบ กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก เป็นคำฟูใจ เป็นคำสุภาพที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน กล่าวแต่วาจาเช่นนั้นอยู่.(อสัมผัปปลาวาท) คือเธอนั้น ละคำพูดเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำพูดเพ้อเจ้อกล่าวแต่ในเวลาอันสมควร กล่าวแต่คำจริง เป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย กล่าวแต่วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐานที่อ้างอิง มีเวลาจบ ประกอบด้วยประโยชน์ สมควรแก่เวลา.แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S01E03 ,เข้าใจทำ (ธรรม) S07E28 , คลังพระสูตร S08E20 , S08E16 , ตามใจท่าน S10E02 , #วาจาที่ควรกล่าว Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 3, 202059 min

อริยอัฏฐังคิกมรรค 6309-3d

ในการปฏิบัตินั้น จะทำให้จิตใจของเรามีความนุ่มนวลอ่อนเหมาะ สามารถที่จะนำธรรมเข้าสู่ใจได้ ธรรมทั้งหมดที่มารวมเข้าสู่จิตใจ พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบไว้กับ เรือนรับรองแขกที่มีประตูอยู่ทั้ง 4 ทิศ โดยแขกที่มาจากทั้ง 4 ทิศ จะมารวมอยู่ในนี้ทั้งหมด ตรงกลางของห้องรับแขกนั้นเปรียบได้กับนิพพาน ซึ่งประตูทั้ง 4 นั้น มีการทำหน้าที่แตกต่างกัน และทางที่จะเดินมาที่ประตู ต้องประกอบด้วยองค์ 8 ประการ จึงจะเข้ามาถึงส่วนตรงกลางของห้องรับแขกได้แต่ที่สำคัญ ต้องทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามแต่ละข้อในแต่ละส่วน ของอริยสัจ 4 คือ ตัณหาต้องละ, ขันธ์ 5 ต้องรับมันได้ เข้าใจมันได้, นิโรธ วิชชา วิมุตติ ต้องทำให้แจ้ง และ สมถวิปัสสนา ต้องพัฒนาทำให้มากเจริญทำให้มาก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 25, 20201h 1m

วิบัติ และ สมบัติ/สัมปทา 6308-3d

วิบัติ เป็นคำทั่ว ๆ ไป ประกอบกับสิ่งไหน หมายความว่า สิ่งนั้นเสื่อมเสียไป ไม่ถูกต้อง ผิดเพี้ยน ผิดพลาด ไม่ดี ในเอพิโสดนี้ได้กล่าวถึงด้วยกัน 15 อย่าง ซึ่งความเกี่ยวข้องกันของความวิบัติทั้งหมด มันคืบคลานเกี่ยวเนื่องกันไปได้ และในทางตรงข้าม เมื่อกล่าวถึงวิบัติ ก็ต้องมีสมบัติ มีสัมปทา คือ ความเพียบพร้อม ความสมบูรณ์ องค์ประกอบที่ดีงามต่างๆ มาเปรียบเทียบให้เห็นส่วนต่างด้วยอย่างไรก็ดี ทั้งสมบัติและวิบัติก็ไม่เที่ยง เพราะคนที่ไม่ดีใช่ว่าเขาจะชั่วช้าไปตลอดกาล หรือเพราะเมื่อก่อนเราไม่ดี ตอนนี้เราดีขึ้นมาได้ เปลี่ยนแปลงได้ จุดตรงนี้ที่มันขึ้น ๆ ลง ๆ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เพราะเหตุปัจจัยดีมันก็ดี เหตุปัจจัยไม่ดีมันก็ไม่ดีเราจะพ้นได้ ทำจิตของเราให้เหนือจากวิบัติ เหนือจากสมบัติ สิ่งที่จะนำมาเป็นเครื่องตรวจเช็ค และความเปลี่ยนแปลงแก้ไขความวิบัติเหล่านี้ได้ คือ มรรค 8 อันเป็นสมบัติ เป็นสัมปทา คือ ความเพียบพร้อม ความสมบูรณ์ เป็นองค์ประกอบที่ดีงามต่าง ๆ เป็นจุดพลิกผลัน ที่เมื่อความประกอบกันที่พอเหมาะ พอสม ณ จุดนั้นพอดี ในที่นี้พูดถึงการเห็นเทวฑูตทั้ง 4 อย่าง สนับสนุนให้เกิดความหลุดพ้น เป็นการประกอบกันให้มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง ทำให้จิตใจปล่อยวางได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 18, 202059 min

คุณสมบัติคนเลี้ยงโค 11 อย่าง 6307-3d

พระพุทธเจ้าทรงยกอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบระหว่างการเลี้ยงโค กับ ลักษณะของพุทธบริษัทในธรรมวินัยนี้ ที่คนเลี้ยงโคจะสามารถเลี้ยงโคให้มีกำไรงอกงาม มีความเจริญในอาชีพการงานของเขา จะต้องมีคุณสมบัติ 11 อย่าง ไม่ต่างจากพุทธบริษัทที่จะต้องมีคุณสมบัติ 11 อย่าง โดยเหมาะสมเช่นกัน จึงจะมีความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ได้ ซึ่งรายละเอียดในแต่ละข้อจะเป็นอย่างไรนั้น รับฟังได้ในเอพิโสดนี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 11, 202058 min

สัญญามาก่อนญาณ 6306-3d

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้กับโปฏฐปาทะปริพาชกว่า “สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลังฯ” ถ้าเข้าใจใน 2 ส่วนนี้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการงาน ในอาชีพของเราได้ แต่ไม่ว่าจะเป็น ฌาน (สัญญา) หรือ ญาณ (ปัญญา) มันเสื่อมได้ เปลี่ยนแปลงได้ มีความไม่เที่ยง ญาณที่เป็นโลกียะไม่เที่ยง ญาณที่เป็นโลกุตระก็ไม่เที่ยงเหมือนกันในเมื่อมันไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงได้ ข้อดีที่มันแตกต่างกัน ก็คือ ญาณปัญญาที่เป็นโลกียะ ยังต้องทำให้เราวนไปเวียนมาอยู่ ยังเนื่องด้วยกับอาสวะ เป็นของโลก เป็นของหนัก แต่ถ้าเป็น ญาณปัญญาทางด้านโลกุตระ สามารถเปิดช่องให้เราพ้นได้ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เกิดการหลุดพ้นชนิดที่ไม่กลับกำเริบได้อีกการทำความเข้าใจในอริยสัจสี่ให้ถูกต้อง จะทำให้ สัญญาเปลี่ยนเป็นญาณใน 3 อย่าง หรือเป็นความรู้ที่ถูกต้องอย่างนี้ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นอย่างนี้ ๆ กิจที่ควรทำในแต่ละอย่าง เป็นอย่างนี้ ๆ และมีความรู้ว่า เราได้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว หลุดพ้นแล้ว ซึ่งปัญญาญาณอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ 4 โดยมีรอบ 3 มีอาการ 12 อย่างนี้ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑[๒๘๘] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง หรือว่าญาณเกิดก่อน สัญญาเกิดทีหลัง หรือทั้งสัญญาและญาณเกิดไม่ก่อนไม่หลังกัน.ดูกรโปฏฐปาทะ สัญญาแลเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง เพราะสัญญาเกิดขึ้น ญาณจึงเกิดขึ้น เธอย่อมรู้อย่างนี้ว่า ญาณเกิดขึ้นแก่เราเพราะสัญญานี้เป็นปัจจัย ดูกรโปฏฐปาทะ เธอพึงทราบ ความข้อนี้โดยบรรยายนี้ว่า สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง เพราะสัญญาเกิดขึ้น ญาณจึง เกิดขึ้น.แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E59 , S07E55 , S07E36 , S07E34, ใต้ร่มโพธิบท S08E04 , S07E56 , S07E05 , #อะไรคือ รอบ 3 อาการ 12 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 4, 20201h 0m

วาจาสะใภ้ใหม่ 6305-3d

หัวข้อธรรมที่ยกมานี้ว่าด้วย การใช้วาจา การใช้คำพูด ในลักษณะที่จะทำให้ความดีเกิดขึ้นได้ มีอยู่ 4 ลักษณะ โดยแบ่งตามลักษณะและลีลาการพูดออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนคนดีและคนไม่ดี และได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบไว้กับ วาจาสะใภ้ใหม่ ที่จะมีความเกรงใจในคนที่มาอยู่ก่อน จะพูดอะไรก็ระมัดระวังคำพูด เป็นลักษณะคำพูดที่เขาจะเกรงใจกัน ด้วยการมีหิริโอตัปปะ ที่จะเป็นหนทางไปสู่นิพพานได้และในตอนท้ายได้เพิ่มเติมในเรื่องของ การติ/ชม พระพุทธเจ้าตรัสบอกไว้ในเรื่องของ การติ/ชม ที่ควรจะเป็น คือ ต้องควรติเตียนและสรรเสิรญตามความเป็นจริง ตามกาลอันควร รู้กาละที่เหมาะสมด้วยแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S01E03 , ตามใจท่าน S10E02 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 28, 202055 min

ตาลบุตร นักแสดง 6304-3d

นี้เป็นเรื่องราวที่มาใน ตาลปุตตสูตร ว่าด้วยปัญหาของนักเต้นรำชื่อว่าตาลบุตร ได้ไปเข้าเฝ้าฯ พระพุทธเจ้าและทูลถามปัญหาเกี่ยวกับทิฏฐิที่เชื่อกันว่า บุคคลผู้ที่สร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นนักเต้นรำ นักแสดง เป็นต้น เมื่อตายไปจะเข้าถึงการได้เป็นสหายแห่งเทวดาผู้ร่าเริง เป็นจริงหรือไม่ประเด็นสำคัญในที่นี้ คือ เมื่อนายตาลบุตร ได้เห็นแล้วว่าตนมีความเห็นผิดมาตลอด เป็นดั่งเช่น บุรุษตามืดบอด ผู้ถูกลวงด้วยผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่า ก็ขอออกบวช และในระหว่างที่บวชนั้น พระตาลปุตตะ ได้มากระทำในใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) จากจิตใจที่ร้องเล่นเต้นรำมาตลอด มีเรื่องเล่าเรื่องราวต่าง ๆ (fiction) ในหัวอยู่ตลอด จะให้มานั่งสมาธิ ก็ทำได้ยาก มันไม่สงบ มันวุ่นวายฟุ้งซ่าน คิดถึงแต่ละครตัวนั้นตัวนี้ เรื่องราวนั้นเรื่องราวนี้ หรือแม้ใครก็ตามที่เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องธุรกิจใด ๆ ที่ต้องมีการคิดอ่านอยู่ตลอดเวลา เป็นเหมือนเราคุยอยู่กับตัวเอง มีเพื่อนสองตลอดเวลาเมื่อพระตาลปุตตะใคร่ครวญพิจารณาจนมาถึงจุดที่ว่า คุยกบจิตของตัวเองรู้เรื่อง ซึ่งได้กล่าวไว้ใน "ตาลปุฏเถรคาถา" ถึง วิธีการทำในใจของท่านจากจิตที่มันไม่สงบ คิดมาก ฟุ้งซ่านวุ่นวาย ได้มีการไตร่ตรองใคร่ครวญอย่างไรจึงสามารถบรรลุธรรม มาทำความเข้าใจกันได้ในเอพิโสดนี้ตาลปุตตสูตร[๕๙๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนายคามณี เราห้ามท่านไม่ได้แล้วว่า อย่าเลยนายคามณี ขอพักข้อนี้เสียเถิด ท่านอย่าถามข้อนี้กะเราเลย แต่เราจักพยากรณ์ให้ท่าน ดูกรนายคามณี เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะอันกิเลสเครื่องผูกคือราคะผูกไว้ นักเต้นรำรวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโทสะ อันกิเลสเครื่องผูกคือโทสะผูกไว้ นักเต้นรำรวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโมหะ อันกิเลสเครื่องผูกคือโมหะผูกไว้ นักเต้นรำย่อมรวบรวมไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น นักเต้นรำนั้น ตนเองก็มัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในความประมาท เมื่อแตกกายตายไป ย่อมบังเกิดในนรกชื่อปหาสะอนึ่ง ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะ รื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชื่อปหาสะ ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด ดูกรนายคามณี ก็เราย่อมกล่าวคติสองอย่างคือ นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง ของบุคคลผู้มีความเห็นผิด ฯแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S08E52 , ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E07 , S03E06 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 21, 20201h 9m

ความเป็นพหูสูต 6303-3d

เมื่อใดที่กล่าวถึงคำว่า "พหูสูต" จะต้องมีกลุ่มคำเหล่านี้ต่อพ่วง เกี่ยวพันมาด้วยกัน (Associate) ซึ่งที่เราได้ยินเป็นประจำ ก็คือ เป็นผู้สดับฟังมามาก, ทรงจำไว้ได้, ท่องได้คล่องปาก, ขึ้นใจ และแทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็น (ทิฏฐิ) ซึ่งธรรมอันงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด เป็นการประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะด้วยคุณสมบัติ 5 อย่างนี้ ที่เมื่อมาประกอบกันแล้ว จะทำให้ความเป็นพหูสูตเกิดขึ้น ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ จะมากหรือน้อยไม่เท่ากัน อันนี้เป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยที่สุดต้องมี "การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม" คือ การที่เรานำเอามาปฏิบัติ แล้วทำให้ถึงที่สุด ทำให้เกิดขึ้นในใจ จิตใจที่มีสัมมาทิฏฐิ มีกิเลสลดลง ถือว่าเราเป็นพหูสูตแล้ว เป็นในระดับที่จะทำให้ความดีนั้นสืบต่อไปได้ ให้ความดีนั้นไม่มาสุดจบลงที่ตัวเรา จึงเรียกได้ว่าเป็น พหูสูตผู้ทรงธรรม[231] พหูสูตมีองค์ 5 (คุณสมบัติที่ทำให้ควรได้รับชื่อว่าเป็นพหูสูต คือ ผู้ได้เรียนรู้มาก หรือคงแก่เรียน)พหุสสุตา ฟังมาก คือ ได้เล่าเรียนสดับฟังไว้มากธตา จำได้ คือ จับหลักหรือสาระได้ ทรงจำความไว้แม่นยำวจสา ปริจิตา คล่องปาก คือ ท่องบ่นหรือใช้พูดอยู่เสมอจนแคล่วคล่อง จัดเจนมนสานุเปกขิตา เพ่งขึ้นใจ คือ ใส่ใจนึกคิดพิจารณาจนเจนใจ นึกถึงครั้งใด ก็ปรากฏเนื้อความสว่างชัดทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา ขบได้ด้วยทฤษฎี หรือ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ คือ ความเข้าใจลึกซึ้ง มองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ทั้งในแง่ความหมายและเหตุผลองฺ.ปญฺจก. 22/87/129แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S07E18 , ตามใจท่าน S10E02 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 14, 20201h 0m

เถรธรรม 10 ประการ 6302-3d

คุณธรรมอะไรที่ทำให้บุคคลเป็นเถระ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน "เถรสูตร" กล่าวถึงเรื่องของ เถรธรรม 10 ประการ ที่ทำให้เป็นเถระ คือ เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้แก่ เป็นผู้รู้เรื่องราวต่าง ๆ มีประสบการณ์ ขอเน้นมาตรงจุดที่ว่า เป็นผู้ใหญ่แล้วก็มีประสบการณ์ ประสบการณ์ในที่นี้ ก็คือ ความรู้ นั่นเอง ความรู้ในที่นี้ ก็คือ ปัญญามี 10 อย่าง ซึ่งในคุณธรรมทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ใช้เฉพาะของพระภิกษุเท่านั้น ยังสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ ข้อไหนที่เราพัฒนาได้ทำได้ อันนี้จะทำให้ชีวิตของเรานั้นมีความสุข อยู่สำราญ ในทุกสถาน ในทุกที่[๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ จะอยู่ในทิศใด ๆ ย่อมอยู่สำราญโดยแท้ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุเป็นเถระรัตตัญญู บวชมานาน ๑ เป็นผู้มีศีลสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้น เชิง ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองด้วยดีโดยพิสดาร จำแนกด้วยดี ให้เป็นไปได้ด้วยดี วินิจฉัยได้แล้วโดยสูตรโดยอนุพยัญชนะ ๑ เป็นผู้ฉลาดในการระงับอธิกรณ์ที่เกิดขึ้น ๑ เป็นผู้ใคร่ธรรม รักการฟังธรรมการแสดงธรรม มีความปราโมทย์ยิ่งใน ธรรมอันยิ่งในวินัยอันยิ่ง ๑ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยอาการอันน่าเลื่อมใส ในการก้าวไปและถอยกลับ แม้นั่งในละแวกบ้านก็สำรวมแล้วด้วยดี ๑ เป็นผู้ได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่อง อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะ มิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบัน เข้าถึง อยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล จะอยู่ ในทิศใดๆ ย่อมอยู่สำราญโดยแท้ ฯ…เถรสูตร Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 7, 202055 min

ราชสังคหวัตถุ 5 6301-3d

สืบเนื่องในช่วงคลังพระสูตรจาก 2 เอพิโสดที่ผ่านมา ได้นำเสนอ "กูฏทันตสูตร" ปรารภเรื่องที่กูฏทันตพราหมณ์ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงการบูชายัญที่เหนือกว่า สูงกว่าด้วยผลด้วยอานิสงส์ และน้อยกว่าในเรื่องของการตระเตรียมการริเริ่ม ในเอพิโสดนี้จึงยก "อุชชยสูตร" ว่าด้วยปัญหาของอุชชยพราหมณ์ขึ้นมาประกอบเพื่อให้ได้เห็นภาพรวมทั้งหมดของยัญที่ละเอียดลงไปโดยใน "อุชชยสูตร" ได้กล่าวถึงการบูชามหายัญ 5 ตามหลักของพวกพราหมณ์ ซึ่งในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า เปรียบเทียบกับใน "กูฏทันตสูตร" ที่ได้กล่าวถึงการบูชายัญของพระเจ้ามหาวิชิตราช โดยมีพราหมณ์ปุโรหิตเป็นผู้ถวายคำแนะนั้น เป็นการบูชาที่ไม่เนื่องด้วยศาสตราและอาชญา ไม่มีการเบียดเบียนชีวิต ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วจะเห็นได้ในข้อที่ว่าอัสสเมธะ การฆ่าม้าบูชายัญ เปรียบเทียบได้กับ ความฉลาดในการบำรุงเรื่องพืชพันธุ์ธัญญาหาร ส่งเสริมการเกษตรและกสิกรรมปุริสเมธะ การฆ่าคนบูชายัญ เปรียบเทียบได้กับ ความฉลาดในการบำรุงคน ส่งเสริมคนดีที่มีความรู้ความสามารถให้รู้จักทำงานทำหน้าที่ของตน ๆ สัมมาปาสะ เป็นชื่อของยัญทั้งหมดที่เขาทำแท่นบูชาโยนบ่วงให้หล่นลงไปฯ เปรียบเทียบได้กับ ความฉลาดในการดูแลสุขทุกข์ของประชาชนโดยการส่งเสริมอาชีพให้มีอยู่มีกิน วาชเปยยะ เป็นชื่อของยัญที่เป็นการดื่มเครื่องดื่มพิเศษ อาจจะเป็นเลือดหรือสุรา เพื่อพลัง เพื่อชัยชนะ เปรียบเทียบได้กับ การพูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน สุภาพนุ่มนวล รู้จักพูดรู้จักชี้แจงแนะนำด้วยถ้อยคำที่เหมาะสม เชื่อถือได้ มีประโยน์ในทางที่จะก่อให้เกิดความสามัคคีนิรัคคฬะ เป็นชื่อของยัญชนิดที่ไม่มีขีดคั่น ฆ่าได้ทุกอย่าง เปรียบเทียบได้กับ การบริหารบ้านเมืองไม่ให้มีเสี้ยนหนามหลักตอ ไม่ให้มีโจรขโมยที่จะมาปล้นบ้านปล้นเรือน ประชาชนมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างดีซึ่งการที่พระเจ้ามหาวิชิตราชจะปกครองบ้านเมืองให้มีความสุข ดำเนินไปได้ด้วยดี สอดแทรกการบูชาต่าง ๆ เหล่านี้นั้น จึงประกอบด้วยหลักธรรมที่เรียกว่า "ราชสังคหวัตถุ 5" และในปีใหม่นี้ ขอให้คิดใคร่ครวญในวิธีการดำเนินชีวิตของเราในปีนี้ให้ดี ทำอย่างไรจึงจะมีผลมีอานิสงส์มากขึ้นไปได้ด้วยการตระเตรียมการริเริ่มที่น้อยลง“พราหมณ์ เราไม่ได้สรรเสริญยัญไปเสียทุกอย่าง และเราก็ไม่ได้ติเตียนยัญไปเสียทั้งหมด เราไม่สรรเสริญยัญที่มีกิริยาคือ ยัญที่มีการฆ่า โค ๑ ยัญที่มีการฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่มีการฆ่าไก่ สุกร ๑ ยัญที่ทำให้สัตว์ต่าง ๆ ได้รับความเดือดร้อน ๑ ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะพระอรหันต์หรือท่านผู้บรรลุอรหัตตมรรคย่อมไม่เกี่ยวข้องกับยัญที่มีกิริยาอย่างนั้นพราหมณ์ แต่เราสรรเสริญยัญที่ไม่มีกิริยา คือ นิจทาน และอนุกูลยัญ คือ ยัญที่ไม่มีการฆ่าโค ๑ ยัญที่ไม่มีการฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่ไม่มีการฆ่าไก่ สุกร ๑ ยัญที่ไม่ทำให้สัตว์ต่าง ๆ ได้รับความเดือดร้อน ๑ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพระอรหันต์หรือท่านผู้บรรลุอรหัตตมรรคย่อมเกี่ยวข้องกับยัญที่ไม่มีกิริยาอย่างนี้”มหายัญที่มีกิริยามากเหล่านั้น คือ อัสวเมธ บุรุษเมธ สัมมาปาสะ วาชเปยยะ นิรัคคละ ไม่มีผลมาก พระอริยะผู้ปฏิบัติชอบ แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับยัญ ที่มีการฆ่าแพะ แกะ โค และสัตว์ต่าง ๆ แต่พระอริยะผู้ปฏิบัติชอบ แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ ย่อมเกี่ยวข้องกับยัญที่ไม่มีกิริยา เอื้ออำนวยประโยชน์ ประชาชนบูชาทุกเมื่อ และไม่มีการฆ่าแพะ แกะ โค และสัตว์ต่าง ๆนักปราชญ์พึงบูชายัญนี้ที่มีผลมาก เพราะเมื่อบูชายัญอย่างนี้ ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความชั่ว ยัญย่อมแพร่หลาย และเทวดาก็เลื่อมใส…อุชชยสูตร ว่าด้วยปัญหาของอุชชยพราหมณ์แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร E09S10 , E09S11 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 31, 201945 min

อนุตตริยะ 6 6252-3d

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน "อนุตตริยสูตร" เปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่างให้เห็นถึงว่า สิ่งทั่วไป ๆ ที่ชาวโลกชาวบ้านเขามักจะเข้าใจว่า เป็นการได้ เป็นการเห็น เป็นการฟัง เป็นการบำรุง และเป็นการระลึกถึง เป็นการศึกษา ที่จะคิดว่ามันจะดี ก็ยังไม่เป็นไปเพื่อสัมโพธิ ความรู้ยิ่ง หรือนิพพาน ยังไม่กล่าวว่า ยอดเยี่ยมจริง ๆ แต่การได้ยิน ได้เห็นอะไร การศึกษาเรื่องอะไร ระลึกถึงสิ่งไหน แล้วมันไม่เป็นด้วยสาธารณะกับของคนอื่น เป็นของเฉพาะตน เป็นไปเพื่อปัญญา เป็นไปเพื่อนิพพาน อันนั้นสุดยอดกว่า ถ้าเราไม่เห็นไม่เข้าใจแสดงว่า ความรัก ความศรัทธาตั้งมั่น ยังไม่เต็มที่ ให้ฝึกให้มีความรัก ความศรัทธาตั้งมั่น ในพระพุทธเจ้าและในคำสอน เราจะเห็น จะเข้าใจในข้อนี้ได้อนุตตริยสูตร ว่าด้วยสิ่งยอดเยี่ยม 6 อย่างทัสสนานุตริยะ - การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ การเห็นพระตถาคต และตถาคตสาวกรวมถึงสิ่งทั้งหลายที่จะให้เกิดความเจริญงอกงามแห่งจิตใจสวนานุตตริยะ - การฟังอันเยี่ยม ได้แก่ การสดับธรรมของพระตถาคต และ ตถาคตสาวกลาภานุตตริยะ - การได้อันเยี่ยม ได้แก่ การได้ศรัทธาในพระตถาคตและตถาคตสาวก หรือการได้อริยทรัพย์สิกขานุตตริยะ - การศึกษาอันเยี่ยม ได้แก่ การฝึกอบรมในอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา ปาริจริยานุตตริยะ - การบำเรออันเยี่ยม ได้แก่ การบำรุงรับใช้พระตถาคตและตถาคตสาวกอนุสสตานุตตริยะ - การระลึกอันเยี่ยม ได้แก่ การระลึกถึงพระตถาคต และตถาคตสาวกโดยสรุปคือ การเห็น การฟัง การได้ การศึกษา การช่วยรับใช้ และการรำลึกที่จะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ ล่วงพ้นโสกะปริเทวะ ดับสูญทุกข์โทมนัส เพื่อการบรรลุญายธรรม ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน#1952-2m0811 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 24, 20191h 6m

การปฏิบัติเพื่อความสมดุลแห่งสมถะและวิปัสสนา 6251-3d

7 คำถามที่ควรตั้งเป็นคำถาม เพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงจุดตรงประเด็น มาในพระสูตรว่าด้วย "การปฏิบัติเพื่อความสมดุลแห่งสมถะและวิปัสสนา" ทั้งนี้ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ให้เราขยายผลออกไป ไตร่ตรองใคร่ครวญดูตัวเราว่า ในชีวิตประจำวันของเรานั้น การตั้งคำถามให้กับตัวเราเองนี้ มันถูกหรือไม่? เช่นว่า เราเจอเรื่องไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่ง ยกตัวอ่างง่าย ๆ เราไปซื้อก๋วยเตี๋ยวแล้วเจอแมลงสาบอยู่ในนั้น หรือมีคนมาขับรถปาดหน้า เกือบชนกัน ทั้ง ๆ ที่ก็ขับมาดี ๆ ถ้าเราตั้งคำถามว่า ร้านนี้ทำไมมันทำห่วยขนาดนี้ ซึ่งเป็นคำถามที่ผิดตั้งแต่แรก คำตอบที่ออกมาก็จะผิดพลาด คลาดเคลื่อนไปหมด เพราะฉะนั้นการที่เราจะเพ่งจิตของเราไปให้มันถูกที่ถูกทางนั้น เราต้องจดจ่อไปในคำถามให้ถูก เวลามีสถานการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น คำถามที่ควรตั้งขึ้นก็คือ ฉันจะรักษาจิตของฉันในกรณีนี้ได้อย่างไร? ก็จะเริ่มมีคำตอบว่า คุณต้องตั้งสติขึ้น ใจเย็น ให้มีเมตตา มีการให้อภัย พอมีคนขับรถปาดหน้า โอ้ว! นี่เป็นโอกาสที่ฉันจะได้ให้แล้ว มีการให้ทานด้วยการให้ทาง แล้วถามว่าเราจะมีคำตอบแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็อยู่ที่ว่าการตั้งคำถามกับเหตุการณ์แบบนี้ สถานการณ์แบบนี้ เราจะสร้างกุศลธรรมขึ้นได้อย่างไร? คำถามจึงเป็นสื่งที่สำคัญมาก เราควรฝึกตั้งคำถามที่ถูกกับตัวเองใหม่ เหมือนเช่นตัวอย่างในพระสูตรเรื่องราวสมถะและวิปัสสนา การปฏิบัติเพื่อความสมดุลย์แห่งสมถะและวิปัสสนา ภิกษุ ท. ! ในบรรดาสี่จำพวกนั้น 1) บุคคลผู้ได้เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา นั้น บุคคลนั้น พึงเข้าไปหาบุคคล ผู้ได้อธิปัญญา ธัมมวิปัสสนา แล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ ! เราควรเห็นสังขารกันอย่างไร? ควรพิจารณากันอย่างไร? ควรเห็นแจ้งสังขารกันอย่างไร? ดังนี้. ผู้ถูกถามนั้น จะพยากรณ์ตามที่ตนเห็นแล้ว แจ่มแจ้งแล้วอย่างไร แก่บุคคลนั้นว่า “ท่านผู้มีอายุ ! สังขารควร เห็นกันอย่างนี้ ๆ, สังขารควรพิจารณากันอย่างนี้ ๆ, สังขารควรเห็นแจ้งกันอย่างนี้ๆ” ดังนี้. สมัยต่อมา บุคคลนั้นก็จะเป็นผู้ได้ทั้ง เจโตสมถะในภายใน และอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา. 2) ภิกษุ ท.! บุคคลผู้ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แต่ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน นั้น บุคคลนั้น พึงเข้าไปหาบุคคลผู้ได้เจโต สมถะในภายใน แล้วท่านถามว่า ท่านผู้มีอายุ ! จิต เป็นสิ่งที่ควรดำรงไว้ (สณฺฐเปตพพฺ) อย่างไร? ควรถูกชักนำไป (สนฺนิยาเทตพฺพ) อย่างไร? ควรทำให้เป็นจิตมีอารมณ์เดียว (เอกทิกตฺตพฺพ) อย่างไร? ควรทำให้ตั้งมั่น (สมาทหาตพฺพ) อย่างไร? ผู้ถูกถามนั้น จะพยากรณ์ ตามที่ตนเห็นแล้ว แจ่ม แจ้งแล้วอย่างไร แก่บุคคลนั้นว่า “ท่านผู้มีอายุ ! จิต เป็นสิ่งที่ควรดำรงไว้ ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ, ควรถูกชักนำไป ด้วยอาการอย่าง นี้ ๆ, ควรทำให้เป็นจิตมีอารมณ์เดียว ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ, ควรทำให้ตั้งมั่น ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ” ดังนี้. สมัยต่อมา บุคคลนั้น ก็จะเป็นผู้ได้ทั้งอธิปัญญาธัมมวิปัสสนาและเจโตสมถะในภายใน. 3) ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ไม่ได้ทั้งเจโตสมถะในภายใน และอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา นั้น บุคคลนั้น พึงเข้าไปหาผู้ได้ทั้งเจโต สมถะในภายในและอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แล้วถามว่า “ท่านผู้มีอายุ ! จิตเป็นสิ่งที่ควรดำรงไว้อย่างไร? ควรถูกชักนำไป อย่างไร? ควรทำให้เป็นจิตมีอารมณ์เดียวอย่างไร? ควรทำให้ตั้งมั่นอย่างไร? สังขารเป็นสิ่งที่ควรเห็น อย่างไร?ควรพิจารณา อย่างไร? ควรเห็นแจ้งอย่างไร?” ดังนี้. ผู้ถูกถามนั้นจะพยากรณ์ ตามที่ตน เห็นแล้วแจ่มแจ้งแล้วอย่างไร? แก่บุคคลนั้น ว่า “ท่านผู้มีอายุ ! จิตเป็นสิ่งที่ควรดำรงไว้ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ, ควรถูกชักนำไป ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ, ควรทำให้เป็นจิตมีอารมณ์ เดียว ด้วยอาการอย่างนี้ๆ, ควรทำให้ตั้งมั่น ด้วยอาการ อย่างนี้ ๆ; สังขารเป็นสิ่งที่ควรเห็นกันอย่างนี้ ๆ, ควรพิจารณากันอย่างนี้ ๆ, ควรเห็นแจ้งกันอย่างนี้ ๆ” ดังนี้. สมัยต่อมา บุคคลนั้น ก็จะเป็นผู้ได้ ทั้งเจโตสมถะในภายในและอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา. 4)ภิกษุ ท. ! บุคคลผู้ได้ทั้งเจโตสมถะในภายใน และอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา นั้น บุคคลนั้น พึงดำรงตนไว้ในธรรมทั้งสอง นั้น แล้วประกอบความเพียร เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลาย ให้ยิ่งขึ้นไป. ภิกษุ ท. ! บุคคล 4 จำพวกเหล่านี้มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) E07S62 , #เหตุของปัญญาเริ่มด้วยคำถาม , #เพ่งอย่างยุติธรรม (เพ่งให้ถูกที่) Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 17, 201913 min

3 ยอดธง | ธชัคคสูตร 6250-3d

3 ยอดธง | ความมหัศจรรย์ของแก้ว 3 ประการ (พระรัตนตรัย) คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ นั้นมีมากมาย ด้วยความที่เป็นเหตุเป็นผล และได้ผลตามเหตุที่ทำอย่างถึงที่สุดนั้นจริง ๆ ในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ที่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา ทำให้กิเลสมันลดลง ๆ กำจัดความกลัว ความสะดุ้งหวาดเสียว และความขนพองสยองเกล้าได้ นี่แหละคือ ความมหัศจรรย์ อันเป็นความน่าทึ่งในธรรมวินัยนี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "ธชัคคสูตร" (คำว่า ธชัคคะ แปลว่า ยอดธง ) ปรารภสงครามระหว่างเทวดากับอสูร โดยเมื่อเหล่าเทวดาทั้งหลายเกิดความกลัว ความสะดุ้งหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้าเกิดขึ้นในการรบ ให้พึงแลดูยอดธงของท้าวสักกะจอมเทวดา หรือของเทวราชที่รองลงมา ความกลัวความสะดุ้งหวาดเสียวนั้นก็จะหายไปได้ส่วนพระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อเข้าไปอยู่ในป่าแล้วเกิดความกลัวขึ้น ก็ให้ระลึกถึงพระองค์ หรือระลึกถึงพระธรรม หรือระลึกถึงพระสงฆ์ ให้เจริญพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ ก็จะทำให้ความกลัวต่าง ๆ ความสะดุ้งหวาดเสียว หายไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี พึงระลึกถึงพระสัมพุทธเจ้าเถิด ความกลัวไม่พึงมีแก่เธอทั้งหลาย ถ้าว่าเธอทั้งหลายไม่พึงระลึกถึง พระพุทธเจ้าผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจกว่านรชน ทีนั้น เธอทั้งหลายพึงระลึกถึงพระธรรมอันนำออกจากทุกข์ อัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงดีแล้ว ถ้าเธอทั้งหลายไม่พึงระลึกถึง พระธรรมอันนำออกจากทุกข์ อันพระพุทธเจ้าทรงแสดงดีแล้ว ทีนั้น เธอทั้งหลายพึงระลึกถึงพระสงฆ์ผู้เป็นบุญเขต ไม่มีบุญ เขตอื่นยิ่งไปกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายระลึกถึง พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์อยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี จักไม่มีเลย ฯ …ธชัคคสูตรที่ ๓แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E01 , S07E54 , S07E46 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 10, 20191h 0m

ความเพียรที่เป็นทางสายกลาง 6249-3d

หัวข้อในเอพิโสดนี้ คือ เหตุใดบางคนจึงสามารถมีความอดทนหนักแน่นเข้มแข็ง ปรารภความเพียรได้อย่างไม่ย่อหย่อน ส่วนอีกคนหนึ่งก็ขี้เกียจไม่เอาอะไร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึง ที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน (กุสีตวัตถุสูตร) และ ที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร (อารัพภวัตถุสูตร) เปรียบเทียบในวาระเดียวกัน มี 8 ข้อ แต่ให้เกิดผลคนละอย่าง แตกต่างกันคนละขั้ว และ การปรารภความเพียรจะต้องมีจิตตั้งไว้จดจ่อกับมรรค 8เหตุของการตั้งความเพียรได้ เพราะมีการเพ่งจิตไว้ถูกต้องยกตัวอย่างเปรียบเทียบไว้กับ นกมูลไถ ช้างฉัททันต์ และ ม้าอาชาไนย คนเราเปลี่ยนแปลงได้ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม "เปลี่ยนแปลงได้" หมายความว่า มันเป็นเรื่องราวมาอยู่แล้ว มันเป็นการตั้งจิตมาอยู่แล้ว เราก็เปลี่ยนแปลงตั้งจิตใหม่ จากการที่จะเพ่งไว้อยู่กับความสบายอยู่กับความลำบาก อยู่กับเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ไม่เอาเรามาเพ่งจิตตั้งไว้อยู่กับมรรค 8 จิตของเราตั้งอยู่กับมรรค 8 คือ มีสามัญญผลตั้งอยู่กับผลที่เป็นสามัญญลักษณะที่มันจะเกิดขึ้นตามกระบวนการของมรรค จิตเราจะมีกำลังขึ้นมาทันทีแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) E07S58 , E07S64 , E07S63 , คลังพระสูตร E09S07 , ตามใจท่าน E09S55 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 3, 20191h 2m

มาตรฐานการอ้อนวอนด้วยศรัทธาโดยชอบ 6248-3d

“ตราชู” ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเปรียบเทียบไว้เป็นมาตรฐานสำหรับการปฏิบัติในธรรมวินัยนี้ ได้กล่าวเปรียบเทียบ การที่เราจะมีแบบอย่างที่เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) มีการประมาณที่คาดคะเนได้ว่า การปฏิบัติของเราที่จะทำให้มันดี ทำให้มันชอบ ทำให้มันเลิศ ทำให้มันสูง ทำให้มันตรงเยี่ยมนั้น จะเอาที่ตรงระดับไหนจึงยกพระสูตรว่าด้วยความปรารถนา ที่มาใน จตุกนิบาติ ข้อที่ 176 โดยกล่าวถึงการตั้งความปรารถนาโดยยกในเรื่องของสงฆ์คือหมู่ผู้ฟังคำสอน ทั้ง 4 จำพวก อย่างละคู่ รวม 8 บุคคล ได้แก่ พระสารีบุตร-พระมหาโมคคัลลานะ, เขมาภิกษุณี-อุบลวรรณาภิกษุณี, จิตตคหบดี-หัตถกอุบาสก,นางอุตตรา นางขุชชุตรา มาให้ได้ศึกษากันโดยอธิบายแต่ละคนไล่ขึ้นแบบปฏิโลม ซึ่งเมื่อเราได้ตั้งความปรารถนา มีการอ้อนวอนให้ได้ตามความปรารถนานั้น ก็จะต้องมีแบบอย่างเอามาเป็นเกณฑ์มาตรฐาน เอามาไว้เป็นตราชู เอามาใช้เป็นคู่เปรียบในการปฏิบัติของเราให้มันดี เป็น “สุปฏิปันโน” ปฏิบัติให้มันชอบ เป็น “อุชุปฏิปันโน” ปฏิบัติให้มันถูกทาง เป็น “ญายปฏิปันโน” และปฏิบัติให้มันสมควร เป็น “สามีจิปฏิปันโน” และขอฝากไว้ในเรื่องของ "มาตรฐานของการอ้อนวอน" ที่เราจะพัฒนาปรับปรุงตัวเราให้เป็นแบบไหน เวลาที่อธิษฐานขอพร ก็ขอให้เรามีสติปัญญา มีศีล มีสมาธิ มีวิมุตติ มีวิมุตติญาณทัศนะ ให้เป็นไปอย่างในระดับของเหล่าอริยสาวกที่มีความเลิศในหมวดหมู่นั้น ๆ ให้ตั้งความปรารถนาไว้ ให้ตั้งจิตเอาไว้ ขอพรเอาไว้ มันจะเป็นการดี[๑๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีศรัทธาเมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะเถิด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรและโมคคัลลานะนี้เป็นตราชู เป็นประมาณแห่งภิกษุ ทั้งหลายผู้สาวกของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นพระเขมาภิกษุณี และพระอุบลวรรณาภิกษุณี เถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขมาภิกษุณีและอุบลวรรณาภิกษุณีนี้เป็นตราชู เป็น ประมาณแห่งภิกษุณีทั้งหลายผู้สาวิกาของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นจิตตคฤหบดีและ หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตตคฤหบดีและหัตถกอุบาสก ชาวเมืองอาฬวีนี้เป็นตราชู เป็นประมาณแห่งอุบาสกทั้งหลายผู้เป็นสาวกของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาผู้มีศรัทธาเมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นนางขุชชุตราอุบาสิกา และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดาเถิด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย นางขุชชุตราอุบาสิกา และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดานี้เป็นตราชู เป็นประมาณของอุบาสิกาทั้งหลายผู้สาวิกาของเรา ฯ…สัญเจตนิยวรรคที่ ๓ จตุกกนิบาตแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก E02S09 , E02S08 , E02S04 , E02S03 , E01S34 , E01S10 , E01S09 , คลังพระสูตร E09S01 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 26, 201956 min

วิธีข่มขี่ ถ้อยคำอันเป็นข้าศึก ให้ราบคาบไปโดยธรรม (ทิฏฐิสูตร)

พระธรรมอันพระพุทธเจ้าทรงที่บอกสอนไว้ดีแล้ว ด้วยความรู้ยิ่ง มีเหตุผล และน่าอัศจรรรย์ ทิ้งไว้เป็นมรดกให้เรารักษาปฏิบัติทำให้ดี ซึ่งนั่นจะเป็นความรุ่งเรือง เป็นความดีงาม เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่ใช่แค่แก่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังแก่เทวดาทั้งหลายด้วย ไม่ใช่แก่กลุ่มเดียวนี้เท่านั้น แต่ยังกับกลุ่มอื่น ๆ ทั้งหลายด้วย ดังนั้นเราในฐานะพุทธบริษัทผู้เป็นธรรมทายาท จึงมีหน้าที่ช่วยกันดูแลรักษาธรรมวินัยให้ถูกต้องสืบต่อไป โดยในเอพิโสดนี้ จึงได้ยกหัวข้อในเรื่อง "การข่มขี่ปรัปวาทโดยธรรม" จาก ทิฏฐิสูตร [๙๓] ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ปรารภท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกล่าวข่มขี่ถ้อยคำอันเป็นข้าศึกให้ราบคาบไปโดยธรรม พร้อมแสดงธรรมที่มีความน่าอัศจรรย์แก่เหล่าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกในเรื่องของทิฐิได้ และอย่างไรที่เรียกว่า วิธีข่มขี่ถ้อยคำอันเป็นข้าศึกให้ราบคาบไปโดยธรรม "ภิกษุใดแลเป็นผู้มีธรรมอันไม่หวั่นไหวในธรรมวินัยตลอดกาลนาน ภิกษุ แม้นั้นพึงข่มขี่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ให้เป็นการข่มขี่ด้วยดีโดยชอบธรรมอย่างนี้ เหมือนท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีข่มขี่แล้ว ฉะนั้น"…ทิฏฐิสูตร [๙๓] แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E21 , คลังพระสูตร S08E32 , #อาการที่แสดงธรรม 3 อย่าง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 19, 201916 min

อสุภะ 10 6246-3d

ในเอพิโสดนี้ได้ยกวิธีการพิจารณาอสุภะ ด้วยอาการ 11 อย่างขึ้นมาอธิบาย โดยพิจารณาเจาะจงลงมาที่หัวข้อ "ซากศพในสภาพต่าง ๆ" นั่นคือ อสุภะ 10 ซึ่งแต่ละอย่างนั้นมีรายละเอียดที่จะให้เกิดความเหมาะสม เพื่อให้เกิดความคลายกำหนัดในผู้มีราคจริตในแบบต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงให้พิจารณามาในหัวข้อเหล่านี้ว่า มันคืออะไร และเหมาะกับผู้มีความกำหนัดยินดีในประเภทไหนวิธีพิจารณานั้น เราสามารถนึกเป็นภาพขึ้นในใจก็ได้ โดยค้นหาดูภาพประกอบได้จากหนังสือ ยูทูป หรือจากในอินเตอร์เน็ต ที่เมื่อเราเห็นดูได้ นี้จึงเป็นองค์แห่งกรรมฐานในการที่จะตั้งไว้ พิจารณาให้มันถูกจุดถูกที่ ให้มันเป็นสัปปายะ จะทำให้มีการปล่อยวางได้เร็ว ทำให้จิตของเราสามารถเห็นด้วยปัญญาที่จะคลายความกำหนัดยินดีในกาย ปล่อยวางกายนี้ได้ "ก็อสุภะนี้แม้ทั้ง ๑๐ อย่าง โดยลักษณะก็มีอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยว่า อสุภะแม้ ๑๐ อย่างนี้มีความเป็นของปฏิกูลโดยเป็นของไม่สะอาดมีกลิ่นเหม็น น่ารังเกียจเท่านั้นเป็นลักษณะ โดยลักษณะนี้ อสุภะนี้นั้นจึงไม่ปรากฏในสรีระที่ตายแล้วอย่างเดียว ย่อมปรากฏแม้ในร่างกายที่ยังมีชีวิตอยู่ เหมือนพระมหาติสสเถระผู้อยู่ในวิหารเจติยบรรพตเกาะสีหลผู้เห็นกระดูกฟัน และเหมือนปรากฏแก่สามเณรอุปัฏฐาก พระสังฆรักขิตเถระซึ่งแลดูพระราชาผู้ประทับเหนือคอช้าง ฉะนั้น เพราะว่าร่างกายที่ตายแล้วเป็นอสุภะฉันใด แม้สรีระที่กำลังเป็นอยู่ก็เป็นอสุภะฉันนั้นนั่นแหละ แต่ว่าในร่างกายที่ยังเป็นอยู่นี้ ลักษณะแห่งอสุภะย่อมไม่ปรากฏ เพราะเครื่องประดับจรมาปิดบังไว้ ฉะนี้แล."…อสุภกถา อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล อสุภฌาน ๑๐แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E38 , นิทานพรรณนา S01E24 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 12, 201958 min

ความจริงในขันธ์ 5 คือ ไม่เที่ยง อนัตตา 6245-3d

เป็นเนื้อหาที่ต่อจากเอพิโสดที่แล้วในเรื่องของขันธ์ 5 ซึ่งประเด็นที่เชื่อมต่อกันมาก็คือ ขันธ์ 5 ที่เราเข้าใจแล้วว่า ต้องทำความกำหนดรู้ ทำความเข้าใจ ยกตัวอย่างการเรียนภาษา เราก็ไม่รู้ในภาษานั้น ๆ เราก็ฝึกเรียน ตอนแรกมันไม่รู้ สัญญามันจึงต้องเรียนรู้เอา การเรียนรู้ก็คือ สัญญาแบบหนึ่งปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงให้สำเร็จรูปไปเป็นสัญญาอีกแบบหนึ่งขึ้นมา การปรุงแต่งนั้นคือ สังขาร ดังนั้นสังขารก็คือการเรียนรู้ นั่นแหละ การฝึกทักษะความรู้ การท่องจำศัพท์ต่าง ๆ เกิดเป็นสัญญาใหม่ ซึ่งเมื่อทำให้มีสังขารมีสัญญา ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเอาสมาธิเชื่อมเข้าไป สัญญาสังขารนั้นมันจะเป็นจะเกิดเป็นญาณ เป็นความรู้เกิดขึ้นมา เราจะสามารถโต้ตอบภาษานั้น ๆ ได้โดยอัตโนมัติ ญาณจึงเกิดขึ้นได้ในทุกระดับ รวมถึงทักษะศิลปวิชาชีพต่าง ๆ จะสามารถแทงตลอดในเรื่องนั้น ๆ ได้ฉับพลันทันที เปรียบไว้เหมือนกับนักเลงรถ ชี้ไปตรงไหนมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไรเขาจะรู้ส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถทั้งหมด โดยไม่ต้องเตรียมการไว้ก่อน เพราะนั่นคือญาณของเขา ที่เกิดจากฝึกทำ พูด คิด อยู่เป็นประจำ สัญญาจึงเกิดก่อน ญาณจึงเกิดตามมา ในที่นี้เราศึกษาเรื่องของขันธ์ 5 ก็เพื่อจะให้เกิดญาณในขันธ์ ทั้ง 5 เป็นความรู้อย่างนี้ว่า มันเป็นของไม่เที่ยง มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา มีความแปรปรวนไปเป็นอย่างอื่น เป็นธรรมดา เป็นของว่างเปล่า หาแก่นสารอะไรไม่ได้ เห็นสัจจะความจริงอย่างนี้ ซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ บ่อย ๆ มีสังขารการปรุงแต่งเข้าไป (มรรค 8) จะเกิดความรู้ที่เป็นญาณอย่างนี้ ซึ่งเราต้องทำให้มันได้ พอเมื่อถึงเวลาจริงมันจะทำให้พ้นทุกข์ได้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlist : เข้าใจทำ (ธรรม) S07E55 , ใต้ร่มโพธิบท S08E03 , ทำสัญญาให้เป็นญาณ , ไม่ยึดถือแต่ใช้เป็นที่พึ่ง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 5, 20191h 1m

ความหมายและการทำงานของขันธ์ 5 6244-3d

ในช่องทางใจของเรา เวลามีอะไรมากระทบ ถ้ามีสติรักษาไว้ ไม่ให้เกิดความระคายเคืองขึ้นที่จิต มันก็จะไม่ปรุงแต่งอะไรไปในทางอกุศล หรือถ้าเป็นไปในทางความชอบ กระเป๋าใบนี้ รองเท้าคู่นี้ ชอบมากเลย อันนี้เป็นสัญญา เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าชอบแล้วไม่มีสติ จิตมันก็จะเผลอเพลิน ลุ่มหลง ปรุงแต่งไป ควักเงินซื้อเลย กระเป๋าใบละสามสี่แสน ใครว่าแพง คนอื่นเขาหิ้วใบละล้าน ไม่แพงหรอก คิดนึกปรุงแต่งไปการคิดนึกปรุงแต่งเป็นมโนสังขาร การหยิบเงินยื่นออกไปเป็นกายสังขาร จิตนี้ก็ไม่ได้รับการรักษา (จิตนี้อยู่ในช่องทางคือใจ, ขันธ์ 5 ​ไม่ใช่จิต) จิตไปยึดถือขันธ์ 5 โดยความเป็นตัวตน เข้าไปยึดถือเวทนา ดีมาก ชอบมาก เป็นของฉัน มีในฉัน ฉันเป็นสิ่งนี้ สิ่งนี้มีในฉัน ฉันมีในสิ่งนี้ เป็นไปแบบนี้ รูปด้วย ข้าวของสิ่งต่าง ๆ ด้วย ปรุงแต่งไปแบบนี้นี้คือเบื้องต้นในการทำงานของขันธ์ 5 ที่มีลักษณะอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร แม้แต่นอนหลับอยู่หรือนอนไม่หลับ ขันธ์ 5​ ก็ยังมีอยู่ ทำงานแบบนี้อยู่ตลอด เราจะเข้าใจมันไหม? ถ้าเราเข้าใจมัน เข้าใจการทำงานของมันได้ นี้จะเป็นปัญญาทำให้เรามีความฉลาดได้และในตอนหน้าจะได้มาเพิ่มเติมส่วนประเด็นที่ต้องทำในเรื่องของขันธ์ 5 ว่าจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการศึกษานี้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E03 , S07E55 , S07E34 , ใต้ร่มโพธิบท S07E56 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 29, 201957 min

ความพรั่งพร้อมสูงสุดแห่งสงฆ์ 6243-3d

สืบเนื่องจากคลังพระสูตรที่ได้ยก "ทักขิณาวิภังคสูตร" ขึ้นมา กล่าวถึงทักษิณาปาฏิปุคคลิก 14 ไว้ และในงานบุญกฐินที่ผ่านมา จึงยกหัวข้อธรรมในเรื่องของ "จุดสูงสุดของความพรั่งพร้อมแห่งสงฆ์" ขึ้นมาทำความเข้าใจในรายละเอียดกัน"กฐิน" เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผ้า เกี่ยวกับสงฆ์คือหมู่ที่มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งสองฝ่าย ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่ายอดเงินคุณจะได้เท่าไหร่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าคนมาร่วมงานจะมีมากไหม มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์หรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขคือ ความบริสุทธิ์ของทั้งของฝ่ายนักบวชและฝ่ายคฤหัสถ์รวบรวมกันมาแล้ว โดยฝ่ายผู้ให้มีศรัทธาไม่มีความตระหนี่ มีมากก็ให้มาก ให้ด้วยความพอใจไม่หวงแหนทรัพย์ที่มีอยู่ บางคนทุ่มสุดตัวเลยด้วยซ้ำ มีหลัก ๆ นั่นคือผ้า สิ่งอื่น ๆ นั้นก็เป็นองค์ประกอบ ตามมาเป็นความงดงามในการงานแบบนี้ ถ้ามีโอกาสเจอหมู่ที่มีความพรั่งพร้อมแบบนี้ทั้งเหล่านักบวชและฝ่ายคฤหัสถ์ เราจะบูชาด้วยอะไร?"หมู่" นี้ก็หมายถึงตัวเราด้วย ถ้าเราบูชาด้วยความตระหนี่ หมู่นั้นก็มีความบริสุทธิ์น้อยลง แต่ถ้าเราบูชาด้วยศรัทธา อันนี้ก็ดีขึ้นมา มีศรัทธาแล้วมีศีลหรือไม่ มีศีลแล้วก็ดีขึ้นไปอีก มีศีลแล้วคุณรู้จักข้อธรรมในการที่จะแบ่งจ่ายทรัพย์หรือไม่ ถ้ารู้จักการแบ่งจ่ายทรัพย์ที่ดีให้ของที่มีอยู่ไม่ซ่อนของของตน ไม่มีความตระหนี่รู้จักการแบ่งจ่ายทรัพย์ อันนี้ก็ดีขึ้นไปอีก ดีกว่านั้นก็ยังมีอีกอยู่ที่ว่าเราจะบูชาด้วยคุณธรรม ด้วยข้าวของสิ่งของอย่างใด ๆ ก็เพิ่มเติมเข้าไป ให้เราตั้งศรัทธาไว้ถ้าเผื่อว่าเรามีความตระหนี่คิดว่าฉันไม่มีฉันทำแค่นี้ อันนี้คุณจะพลาดโอกาสแต่ถ้าเราตั้งศรัทธาไว้อย่างดี ไล่ไปตามลำดับมีการสละความตระหนี่ บูชาความพรั่งพร้อมสูงสุดแห่งสงฆ์ด้วยสิ่งที่เป็นสูงสุดของเราอันนี้มันจะเป็นความดีงามมาก"พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ตรัสทานใดว่าอย่างยิ่ง ยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคได้ทรงสรรเสริญการแจกจ่ายทานใดว่าอย่างยิ่ง ยอดเยี่ยม วิญญูชนผู้มีจิตเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์ผู้เป็นเขตอันเลิศ รู้ชัดอยู่ซึ่งทานและการแจกจ่ายทานนั้น ๆ ใครจะไม่พึงบูชา (ให้ทาน) ในกาลอันควรเล่า ประโยชน์อย่างยิ่งนั้นของผู้แสดงและผู้ฟังทั้ง ๒ ผู้มีจิตเลื่อมใสในคำสั่งสอนของพระสุคต ย่อมหมดจดประโยชน์อย่างยิ่งนั้น ของผู้ไม่ประมาทแล้วในคำสั่งสอนของพระสุคต ย่อมหมดจด ฯ"…ทานสูตรแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:คลังพระสูตร S09E01 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 22, 201948 min

อาทิยสูตร 6242-3d

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "อาทิยสูตร" ว่าด้วยหลักการใช้โภคทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ 5 ข้อ ดังนี้ "ดูกรคฤหบดี ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้แล ถ้า เมื่ออริยสาวกนั้นถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ โภคทรัพย์หมดสิ้นไป อริยสาวกนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้ถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์นั้นแล้ว และโภคทรัพย์ของเราก็หมดสิ้นไป ด้วยเหตุนี้ อริยสาวกนั้น ย่อมไม่มีความ เดือดร้อน ถ้าเมื่ออริยสาวกนั้นถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ โภคทรัพย์เจริญขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราถือเอาประโยชน์ แต่โภคทรัพย์นี้แล้ว และโภคทรัพย์ของเราก็เจริญขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมไม่มี ความเดือดร้อน อริยสาวกย่อมไม่มีความเดือดร้อนด้วยเหตุทั้ง ๒ ประการ ฉะนี้แล ฯนรชนเมื่อคำนึงถึงเหตุนี้ว่า เราได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงตน แล้ว ได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงคนที่ควรเลี้ยงแล้ว ได้ผ่านพ้น ภัยที่เกิดขึ้นแล้ว ได้ให้ทักษิณาอันมีผลสูงเลิศแล้ว ได้ทำ พลี ๕ ประการแล้ว และได้บำรุงท่านผู้มีศีล สำรวมอินทรีย์ ประพฤติพรหมจรรย์แล้วบัณฑิตผู้อยู่ครองเรือน พึงปรารถนาโภคทรัพย์เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นเราก็ได้บรรลุแล้ว เราได้ทำสิ่งที่ไม่ต้องเดือดร้อนแล้ว ดังนี้ชื่อว่าเป็นผู้ดำรงอยู่ในธรรมของพระอริยะ บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญ เขาในโลกนี้ เมื่อเขาละจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงใจใน สวรรค์ ฯ"บุคคลจะคิดว่า ฉันต้องเหลือไว้บ้างเหลือเก็บไว้แต่ถ้าหมดแล้วแล้วใช้ให้ถูกหน้าที่ หมดนั้น ยิ่งทำให้สบายใจ เหลือไว้ตระหนี่ไว้คิดว่ามันจะไม่พอ ความไม่พอที่คุณมี ความตระหนี่นี้จะทำให้ทุกข์ใจแต่ถ้าหมดไปในหน้าที่ 5 อย่างนี้ คือ เลี้ยงตน บิดามารดา บุตร ภรรยา และทาสกรรมกรให้เป็นสุข, เลี้ยงมิตรสหายให้เป็นสุข, ป้องกันอันตรายที่เกิดแต่ไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก, ทำพลีกรรม 5 อย่าง (ญาติพลี:บำรุงญาติ, อติถิพลี:ต้อนรับแขก, ปุพพเปตพลี:บำรุงญาติผู้ตายไปแล้วคือทำบุญอุทิศ กุศลให้, ราชพลี:บำรุงราชการ คือบริจาคทรัพย์ช่วยชาติ และเทวตาพลี:บำรุงเทวดา คือทำบุญอุทิศให้เทวดา) และบำเพ็ญทักษิณา (ให้ทานแก่ผู้ที่เป็นทักขิเณยยบุคคล) การใช้ทรัพย์หมดไปแบบนี้ทำให้เกิดความสบายใจด้วยซ้ำและในกระบวนการนี้มันก็ทำให้มีทรัพย์เพิ่มพูนมาได้ เพราะอะไร? ทรงเปรียบไว้เหมือนสระโบกขรณี ที่ว่ามีระบบนิเวศน์ มีดอกบัว มีท่าน้ำขึ้นลง มีคนมาใช้ มีคนดูแล ก็เกิดประโยชน์ขึ้นมา ที่ตัวสระเองก็มีระบบนิเวศน์วนไป คนอื่นมาใช้งานก็ได้ประโยชน์ จากการใช้งานความเพิ่มพูนความดีก็มีมากขึ้นเป็นบุญด้วย บุญสร้างบุญ บุญต่อบุญ ก็เป็นบุญขึ้นมา ไม่มีความร้อนใจทั้งสองอย่าง เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอธรรมเลย อบายมุขไม่มี เล่นหวยไม่มี เล่นเบอร์ไม่มี น้ำเมา ยาเสพติด นักเลง เจ้าชู้ไม่มีเลย พอไม่มีแล้ว "หมด" สบายใจกว่า สบายใจกว่ามีมาก ๆ แล้วไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขนั้นยิ่งจะมีความทุกข์ใจแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.59, สมการชีวิต Ep.26, ใต้ร่มโพธิบท Ep.53 , Ep.67, ตามใจท่าน Ep.09 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 15, 201958 min

กามโภคีบุคคล 10 6241-3d

พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งบุคคลออกเป็น 10 ประเภท ตรัสไว้ใน "กามโภคีสูตร" ว่าด้วยผู้ที่ยังบริโภคกามอยู่ ปรารภอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่มาวัดทุกวัน แต่ไม่ถามอะไร ด้วยอัธยาศรัยของพระพุทธองค์จึงทรงเมตตาตรัสแสดงธรรมแก่เศรษฐีให้ได้ฟัง โดยแจกแจงตามเกณฑ์ 4 อย่าง คือในการหา, การใช้, การสละ และความกำหนัดสำหรับผู้ที่ยังยินดีในการบริโภคกาม นั้นหมายถึง ยังมีความยินดีพอใจในวัตถุกามอยู่ ความพอใจนั้นคือ "กิเลสกาม" เป็นกิเลสกามชนิดที่ยังต้องไปแสวงหาวัตถุกามอยู่ ถ้ากิเลสกามที่อยู่ในใจมันมากจะเป็นไปโดยการแสวงหาที่ไม่ชอบธรรม แต่ในทางกลับกันถ้ากิเลสกามมีน้อยมาก ก็จะเป็นไปเพื่อการหลีกออกจากามประเด็นในที่นี้คือ เราจะประคองตนอย่างไรให้มีความเลิศ ให้มีความดี ให้เป็นอยู่ตามธรรมตามวินัย เป็นบุคคลประเภที่ 10 ที่หาทรัพย์มาโดยความชอบธรรม มีการใช้จ่ายทำตนให้มีความสุขอิ่มหนำ มีการแบ่งโภคทรัพย์บำเพ็ญบุญ และไม่กำหนัด ไม่ลุ่มหลงมั่วเมา มีปัญญาเห็นโทษ มีกำลังจิตกำลังใจในการที่จะสละออกในโทษของกามทั้งหลาย เรียกว่าเป็น "ผู้บริโภคกามชั้นเลิศ" ได้"ดูกรคฤหบดี กามโภคีบุคคล ๑๐ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก บรรดากามโภคีบุคคล ๑๐ จำพวกนี้ กามโภคีบุคคลผู้แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม โดยไม่ทารุณ ครั้นแสวงหาได้แล้ว ย่อมเลี้ยงตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ แจกจ่าย กระทำบุญ และเป็นผู้ไม่กำหนัด ไม่หมกมุ่น ไม่จดจ่อ เห็นโทษ มีปัญญา เป็นเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์นั้น นี้เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นใหญ่ สูงสุด ดีกว่ากามโภคีบุคคล ๑๐ จำพวกนี้ดูกรคฤหบดี นมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น หัวเนยใส เกิดจากเนยใส หัวเนยใสโลกกล่าวว่า เลิศกว่านมสดเป็นต้นเหล่านั้น ฉันใด กามโภคีบุคคลผู้แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม โดยไม่ทารุณ ครั้นแสวงหา ได้แล้ว ย่อมเลี้ยงตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ แจกจ่าย กระทำบุญ และเป็น ผู้ไม่กำหนัด ไม่หมกมุ่น ไม่จดจ่อ เห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภค โภคทรัพย์นั้น นี้เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นใหญ่สูงสุด ดีกว่ากามโภคี บุคคล ๑๐ จำพวกนี้ ฉันนั้น ฯ"แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ชุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.40, นิทานพรรณา Ep.44 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 8, 201953 min

ปัญญา ราตรีเดียว 6240-3d

"ปัญญาสัมปทา" หมายถึง การเห็นความเกิดขึ้นความดับไป อันเป็นปัญญาเครื่องชำแลกกิเลส ทำจิตให้ปราศจากนิวรณ์ เห็นตามความเป็นจริง จิตใจที่เป็นแบบนี้มีความสงบแน่นอน จึงกล่าวถึงบุคคลประเภทนี้ว่าแม้อยู่แค่เพียงวันเดียว คืนเดียว ยังมีค่ามากกว่าผู้ที่อยู่ตั้งร้อยปี แต่เป็นผู้ที่เผลอเพลินไปในอดีตบ้าง อนาคตบ้าง อย่างนี้สู้คนที่ไม่เผลอเพลินไปในอดีต อนาคต ปัจจุบัน มีการเตรียมการ มีความไม่ประมาท ความเป็นอยู่วันเดียวคืนเดียวของเขา ด้วยสติปัญญา ด้วยความเพียร แบบนี้ดีกว่ามาก พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "ภัทเทกรัตตสูตร" ถึงความเป็นผู้ที่มีปกติประกอบอยู่ด้วยความเพียร ด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ที่เสนาแห่งมัจจุมารทำอะไรไม่ได้ ทรงเรียกผู้ที่เป็นแบบนี้ว่า "ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ"เวลาที่เรามาทำการใคร่ครวญพิจารณาเรื่องธรรมนี้ ต้องทำด้วยจิตที่เป็นสมาธิ เจาะลงไปทีละคำ ทีละตัวอักษรไล่เรียงไป ความรู้ของเราจะมีความกว้างขวางมีความเจริญขึ้นมา ในเรื่องราวตรงนี้ เป็นหัวข้อให้เราใคร่ครวญคิดนึกแล้วทำความเข้าใจ กิเลสเราจะลด สติปัญญาเราจะเพิ่ม ความเป็นอยู่แบบนี้แม้วันเดียวคืนเดียวไม่เสียเปล่าแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.65 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 1, 201955 min

นิธิกัณฑสูตร ว่าด้วยการฝังขุมทรัพย์ 6239-3d

พระพุทธเจ้าทรงตรัสพระคาถา 16 บทว่าด้วยเรื่องของทรัพย์สมบัติ (นิธิ) แก่กุฎุมพีคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ซึ่งเป็นผู้มีทรัพย์มากและมีศรัทธามากด้วย เพื่อแสดงถึงขุมทรัพย์ที่แท้จริง และเพื่ออนุโมทนาวิธีการฝังขุมทรัพย์ของกุฎุมพีผู้นั้น การฝังทรัพย์สมบัติ การออมทรัพย์ การออมบุญ คืออย่างเดียวกัน เราจึงต้องรู้จักแยกแยะทรัพย์ออกเป็นทั้งหมด 4 อย่าง แบ่งเป็น 2 ส่วน คือถาวรนิธิ ขุมทรัพย์อันถาวร เคลื่อนที่ด้วยตนเองไม่ได้ เช่น ที่ดิน เรือกสวนไร่นา เงินทองชังคมนิธิ ขุมทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง เช่น ทาสหญิง ทาสชาย ช้าง โค ม้าลา แพะ แกะ ไก่ สุกร เป็นต้น อังคสมนิธิ ขุมทรัพย์ที่ติดตัว คือ วิชาความรู้ อันเป็นบ่อเกิดแห่งศิลปะประการต่าง ๆ อนุคามิกนิธิ ขุมทรัพย์ที่ติดตามตนไปได้ ในที่นี้กล่าวคือ บุญที่สำเร็จได้ด้วยทาน ศีล สัญญมะ (ความสำรวม) และ ทมะ (การรู้จักข่มจิตข่มใจตนเอง คือ การฝึกตน) ทรัพย์ที่เป็นข้าวของทรัพย์สินเงินทอง ส่วนนี้เปลี่ยนแปลงได้ ไม่สำเร็จตามที่หวังก็มีส่วนที่สำเร็จตามที่หวังได้คือ ส่วนที่จะต้องมีการรักษาไว้อย่างดี นั่นคือบุญ ไม่ใช่แค่เงินทองทรัพย์สินภายนอกเท่านั้น ยังรวมถึงเรื่องรูป ยังรวมถึงเรื่องยศ ยังรวมถึงความที่เป็นเทวดา ต่อไปจนถึงความเป็นอริยบุคคล เป็นคนประเสิรฐ ให้เกิดเป็นสมบัติ คือ นิพพาน ขึ้นได้๘. นิธิกัณฑสูตร ว่าด้วยการฝังขุมทรัพย์ พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่กุฎุมพีคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ดังนี้[๑] คนเราฝังขุมทรัพย์ไว้ในที่ลึกจดถึงน้ำก็ด้วยคิดว่า เมื่อเกิดกิจที่จำเป็นขึ้น ขุมทรัพย์นี้จะเป็นประโยชน์แก่เรา[๒] คนเราฝังขุมทรัพย์ไว้ในโลก ก็เพื่อจุดประสงค์นี้ คือ เพื่อให้พ้นจากราชภัยที่คอยคุกคาม เพื่อให้พ้นจากโจรภัยที่คอยเบียดเบียน เพื่อเก็บไว้ใช้หนี้ก็มี เพื่อเก็บไว้ใช้ในยามเกิดทุพภิกขภัย หรือเพื่อใช้ในเวลามีภัยอันตรายต่าง ๆ[๓] ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้อย่างดีในที่ลึกจดน้ำถึงเพียงนั้น จะสำเร็จประโยชน์แก่เขาไปทั้งหมด ตลอดเวลาก็หาไม่[๔] เพราะบางทีขุมทรัพย์ก็เคลื่อนที่ไปก็มี บางทีเขาลืมที่ฝังไว้ก็มี บางทีพวกนาคเคลื่อนย้ายก็มี บางทีพวกยักษ์นำขุมทรัพย์นั้นไปก็มี[๕] หรือบางทีเมื่อเขาไม่เห็น ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักขโมยขุดเอาไปก็มี เมื่อเขาสิ้นบุญ ขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ทั้งหมดนั้นก็พินาศหายไป[๖] ขุมทรัพย์ ที่ผู้ใดจะเป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม ฝังไว้ดีแล้ว ด้วยทาน ศีล สัญญมะ และทมะ[๗] ในพระเจดีย์ พระสงฆ์ บุคคล แขกที่มาหา ในมารดา บิดา หรือพี่ชาย[๘] ขุมทรัพย์นี้ชื่อว่าฝังไว้ดีแล้ว คนอื่นขนเอาไปไม่ได้ จะติดตามคนฝังตลอดไป บรรดาทรัพย์สมบัติที่เขาจำต้องละไป เขาพาไปได้เฉพาะขุมทรัพย์นี้เท่านั้น[๙] ขุมทรัพย์นี้ไม่ทั่วไปแก่คนเหล่าอื่น ทั้งโจรก็ลักเอาไปไม่ได้ ผู้มีปัญญาควรทำแต่บุญที่จะเป็นขุมทรัพย์ติดตามตนตลอดไป[๑๐] ขุมทรัพย์นี้ให้ผลอันน่าปรารถนาทุกประการ แก่เทวดา และมนุษย์ คือเทวดาและมนุษย์ปรารถนาผลใดๆ ผลนั้นๆ ทุกอย่าง จะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๑] ความมีผิวพรรณงดงาม ความมีเสียงไพเราะ ความมีทรวดทรงสมส่วน ความมีรูปสวย ความเป็นใหญ่ ความมีบริวาร ทั้งหมดจะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๒] ความเป็นพระราชาในประเทศ ความเป็นอิสระ ความสุขของความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอันน่าพอใจ และแม้ความเป็นเทวราชของเทวดาในหมู่เทพ ทั้งหมดก็จะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๓] สมบัติของมนุษย์ก็ดี ความยินดีในเทวโลกก็ดี สมบัติคือนิพพานก็ดี ทั้งหมดจะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๔] บุคคลอาศัยมิตตสัมปทา ประกอบความเพียรโดยแยบคาย ก็จะเป็นผู้ชำนาญในวิชชาและวิมุตติ ทั้งหมดจะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๕] ปฏิสัมภิทา ๓, วิโมกข์ ๔, สาวกบารมี ๕, ปัจเจกโพธิ ๖, และพุทธภูมิ ๗, ทั้งหมดจะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๖] บุญสัมปทานี้มีประโยชน์มากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้เป็นปราชญ์ จึงสรรเสริญภาวะแห่งบุญที่ทำไว้แล้วแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต Ep.26 , คลังพระสูตร Ep.58 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 24, 201945 min

อย่าเป็นพาลหาโทษใส่ตน แต่เป็นผู้คุ้มครองตนด้วยปัญญา

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "ขตสูตร" เปรียบเทียบในสองนัยยะ ถึงคุณสมบัติและการประกอบด้วยธรรมของบุคคล 2 กลุ่มไว้ในเรื่องของการสรรเสริญ การติเตียน และความเลื่อมใส และว่าด้วยเรื่องการประพฤติปฏิบัติต่อบุคคล 4 ซึ่งเป็นผู้มีอุปการะต่อเรา โดยกลุ่มหนึ่งเป็นคนพาล ไม่ฉลาดเฉียบแหลม ไม่รู้จักคุ้มครองรักษาตน หาโทษใส่ตัว มีบาปกรรม ถูกเขาติเติยนได้ จึงเป็นบุคคลผู้หาโทษ และประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นบัณฑิต ฉลาดเฉียบแหลม รู้จักคุ้มครองรักษาตน สร้างบุญ ทำประโยชน์ ทำสิ่งที่ไม่เกิดโทษแก่ตน จึงเป็นบุคคลผู้หาโทษมิได้ และประสบสิ่งที่เป็นบุญเป็นอันมาก ให้รู้จักสรรเสริญ รู้จักเสื่อมใส รู้จักที่จะเข้าไปปรนนิบัติดูแลถ้าเป็นมารดาบิดา รู้จักฟังคำสอน ปฏิบัติตามคำสอน ถวายอามิสทาน อุปัฏฐากอุปถัมภ์ในเหล่าสาวกของพระพุทธเจ้า หรือในพระพุทธเจ้าก็ตาม แค่ว่าเรายกประคองอัญชลี (ยกมือขึ้นไหว้) ก็ชื่อว่าในเรือนนั้นมี อัญชลีกรณียบุคคล ให้ทานด้วยก็ชื่อว่า ทักขิเณยบุคคล ขตสูตรที่ 1 กล่าวถึง บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 4 ประการ เป็นคนพาล ไม่เฉียบแหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนที่ปราศจากคุณสมบัติ ย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ นักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก คือ ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว กล่าวสรรเสริญคุณของผู้ไม่ควรสรรเสริญ ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว กล่าวติเตียนผู้ที่ควรสรรเสริญไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว ยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ไม่ใคร่ครวญสืบสวน ให้รอบคอบแล้ว ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ในทางกลับกัน เมื่อบุคคลใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบแล้วประกอบด้วยธรรม 4 ประการ เป็นบัณฑิตเฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก "ผู้ใด ย่อมสรรเสริญผู้ที่ควรนินทา หรือย่อมนินทาผู้ที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมค้นหาโทษด้วยปาก ย่อมไม่ได้ประสบสุขเพราะโทษนั้น ความพ่ายแพ้การพนันด้วยทรัพย์ทั้งหมด พร้อมด้วยตน มีโทษน้อย การที่ยังใจให้ประทุษร้ายในท่านผู้ดำเนินไปดีแล้วนี้แหละ เป็นโทษใหญ่กว่า (โทษการพนัน) ผู้ที่ตั้งวาจา และใจอันเป็นบาปไว้ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมเข้าถึงนรกสิ้นแสนสามสิบหกนิรัพพุททะ และห้าอัพพุททะ ฯ"…ขตสูตรที่ ๑ ขตสูตรที่ 2 กล่าวถึงบุคคลผู้ปฏิบัติชอบในบุคคล 4 เหล่านี้ คือ มารดา, บิดา, พระพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นบัณฑิตฉลาด เป็นสัตบุรุษ ย่อมบริหารตนไม่ให้เสื่อมเสีย เป็นผู้ไม่มีโทษ ทั้งนักปราชญ์ก็สรรเสริญ และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ในทางกลับกัน หากบุคคลปฏิบัติผิดในบุคคลเหล่านี้ เป็นคนพาล ไม่ฉลาด ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมบริหารตนให้ปราศจากคุณสมบัติ เป็นผู้ประกอบด้วยโทษ ทั้งนักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก "นรชนใด ปฏิบัติผิดในมารดา บิดา พระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระตถาคต นรชนเช่นนั้น ย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก บัณฑิตทั้งหลายย่อมติเตียนนรชนนั้น ในโลกนี้ทีเดียว เพราะเหตุที่ไม่ประพฤติธรรม ในมารดาบิดา และเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไปสู่อบาย ส่วนนรชนใดปฏิบัติชอบในมารดาบิดา ในพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระตถาคต นรชนเช่นนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญนรชนนั้นในโลกนี้ทีเดียว เพราะเหตุที่ประพฤติธรรมในมารดาบิดา และเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิง ในสวรรค์ ฯ"…ขตสูตรที่ ๒ แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต Ep.25 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 17, 201913 min

สมาธิและสังขาร 6237-3d

สืบเนื่องจากช่วงขุดเพชรในพระไตรปิฏกได้กล่าวถึงการสนทนาธรรมระหว่างวิสาขอุบาสกและพระธรรมทินนาเถรี ใน จูฬเวทัลลสูตร ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการเข้าและการออกจากสมาธิของเหล่านักปฏิบัติทั้งหลายที่ควรจะต้องมาทำความเข้าใจในจุดนี้ เจาะลงไปในเรื่องของ สมาธิและสังขารพระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบไว้ในที่อื่น ๆ เปรียบไว้เหมือนกับน้ำที่ไหลมาจากภูเขาที่มีร่องขอบกั้นเป็นแนวตามธรรมชาติ ทำให้น้ำที่ไหลลงมานั้นแรงและเร็ว แต่ถ้าว่าไม่มีขอบคันกั้นเอาไว้ มันก็จะไหลแตกกระจายไป ไม่แรงไม่เร็วไหลรั่วไปในทุกทิศทุกทาง เหมือนเวลาที่เราเสียบสายยางจับต่อกับก็อกน้ำ เพื่อที่จะล้างรถบ้าง รดน้ำต้นไม้บ้าง ถ้ามีรูรั่วอยู่ที่ปลายสายยางน้ำนั้น น้ำก็จะไม่แรง แต่ถ้าเราอุดรูรั่วทั้งหมดมันจะดี เช่นเดียวกันจิตของเรามันรั่วไหลไปตามตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจได้จิตรั่วออกไปทางช่องทางใจได้ รั่วออกไปทางธรรมารมณ์ ไหลไปตามความคิดนึกเป็นวจีสังขารบ้าง เป็นจิตสังขารบ้าง เราจึงต้องมีการปิดกั้น ซึ่งลักษณะการปิดกั้นได้นั่นเป็นเพราะ "สติ" สติจึงเป็นเหตุเกิด เป็นนิมิตร เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก่อน พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า "บุคคลที่มีสัมมาสติแล้วจะสามารถทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้นนั้น เป็นฐานะที่มีได้ เป็นได้"แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.36 , คลังพระสูตร Ep.61 นิทานพรรณนา Ep.40 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 10, 201943 min