PLAY PODCASTS
3 ใต้ร่มโพธิบท

3 ใต้ร่มโพธิบท

427 episodes — Page 8 of 9

3 ยอดธง | ธชัคคสูตร 6250-3d

3 ยอดธง | ความมหัศจรรย์ของแก้ว 3 ประการ (พระรัตนตรัย) คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ นั้นมีมากมาย ด้วยความที่เป็นเหตุเป็นผล และได้ผลตามเหตุที่ทำอย่างถึงที่สุดนั้นจริง ๆ ในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ที่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา ทำให้กิเลสมันลดลง ๆ กำจัดความกลัว ความสะดุ้งหวาดเสียว และความขนพองสยองเกล้าได้ นี่แหละคือ ความมหัศจรรย์ อันเป็นความน่าทึ่งในธรรมวินัยนี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "ธชัคคสูตร" (คำว่า ธชัคคะ แปลว่า ยอดธง ) ปรารภสงครามระหว่างเทวดากับอสูร โดยเมื่อเหล่าเทวดาทั้งหลายเกิดความกลัว ความสะดุ้งหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้าเกิดขึ้นในการรบ ให้พึงแลดูยอดธงของท้าวสักกะจอมเทวดา หรือของเทวราชที่รองลงมา ความกลัวความสะดุ้งหวาดเสียวนั้นก็จะหายไปได้ส่วนพระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อเข้าไปอยู่ในป่าแล้วเกิดความกลัวขึ้น ก็ให้ระลึกถึงพระองค์ หรือระลึกถึงพระธรรม หรือระลึกถึงพระสงฆ์ ให้เจริญพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ ก็จะทำให้ความกลัวต่าง ๆ ความสะดุ้งหวาดเสียว หายไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี พึงระลึกถึงพระสัมพุทธเจ้าเถิด ความกลัวไม่พึงมีแก่เธอทั้งหลาย ถ้าว่าเธอทั้งหลายไม่พึงระลึกถึง พระพุทธเจ้าผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจกว่านรชน ทีนั้น เธอทั้งหลายพึงระลึกถึงพระธรรมอันนำออกจากทุกข์ อัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงดีแล้ว ถ้าเธอทั้งหลายไม่พึงระลึกถึง พระธรรมอันนำออกจากทุกข์ อันพระพุทธเจ้าทรงแสดงดีแล้ว ทีนั้น เธอทั้งหลายพึงระลึกถึงพระสงฆ์ผู้เป็นบุญเขต ไม่มีบุญ เขตอื่นยิ่งไปกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายระลึกถึง พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์อยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี จักไม่มีเลย ฯ …ธชัคคสูตรที่ ๓แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E01 , S07E54 , S07E46 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 10, 20191h 0m

ความเพียรที่เป็นทางสายกลาง 6249-3d

หัวข้อในเอพิโสดนี้ คือ เหตุใดบางคนจึงสามารถมีความอดทนหนักแน่นเข้มแข็ง ปรารภความเพียรได้อย่างไม่ย่อหย่อน ส่วนอีกคนหนึ่งก็ขี้เกียจไม่เอาอะไร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึง ที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน (กุสีตวัตถุสูตร) และ ที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร (อารัพภวัตถุสูตร) เปรียบเทียบในวาระเดียวกัน มี 8 ข้อ แต่ให้เกิดผลคนละอย่าง แตกต่างกันคนละขั้ว และ การปรารภความเพียรจะต้องมีจิตตั้งไว้จดจ่อกับมรรค 8เหตุของการตั้งความเพียรได้ เพราะมีการเพ่งจิตไว้ถูกต้องยกตัวอย่างเปรียบเทียบไว้กับ นกมูลไถ ช้างฉัททันต์ และ ม้าอาชาไนย คนเราเปลี่ยนแปลงได้ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม "เปลี่ยนแปลงได้" หมายความว่า มันเป็นเรื่องราวมาอยู่แล้ว มันเป็นการตั้งจิตมาอยู่แล้ว เราก็เปลี่ยนแปลงตั้งจิตใหม่ จากการที่จะเพ่งไว้อยู่กับความสบายอยู่กับความลำบาก อยู่กับเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ไม่เอาเรามาเพ่งจิตตั้งไว้อยู่กับมรรค 8 จิตของเราตั้งอยู่กับมรรค 8 คือ มีสามัญญผลตั้งอยู่กับผลที่เป็นสามัญญลักษณะที่มันจะเกิดขึ้นตามกระบวนการของมรรค จิตเราจะมีกำลังขึ้นมาทันทีแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) E07S58 , E07S64 , E07S63 , คลังพระสูตร E09S07 , ตามใจท่าน E09S55 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 3, 20191h 2m

มาตรฐานการอ้อนวอนด้วยศรัทธาโดยชอบ 6248-3d

“ตราชู” ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเปรียบเทียบไว้เป็นมาตรฐานสำหรับการปฏิบัติในธรรมวินัยนี้ ได้กล่าวเปรียบเทียบ การที่เราจะมีแบบอย่างที่เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) มีการประมาณที่คาดคะเนได้ว่า การปฏิบัติของเราที่จะทำให้มันดี ทำให้มันชอบ ทำให้มันเลิศ ทำให้มันสูง ทำให้มันตรงเยี่ยมนั้น จะเอาที่ตรงระดับไหนจึงยกพระสูตรว่าด้วยความปรารถนา ที่มาใน จตุกนิบาติ ข้อที่ 176 โดยกล่าวถึงการตั้งความปรารถนาโดยยกในเรื่องของสงฆ์คือหมู่ผู้ฟังคำสอน ทั้ง 4 จำพวก อย่างละคู่ รวม 8 บุคคล ได้แก่ พระสารีบุตร-พระมหาโมคคัลลานะ, เขมาภิกษุณี-อุบลวรรณาภิกษุณี, จิตตคหบดี-หัตถกอุบาสก,นางอุตตรา นางขุชชุตรา มาให้ได้ศึกษากันโดยอธิบายแต่ละคนไล่ขึ้นแบบปฏิโลม ซึ่งเมื่อเราได้ตั้งความปรารถนา มีการอ้อนวอนให้ได้ตามความปรารถนานั้น ก็จะต้องมีแบบอย่างเอามาเป็นเกณฑ์มาตรฐาน เอามาไว้เป็นตราชู เอามาใช้เป็นคู่เปรียบในการปฏิบัติของเราให้มันดี เป็น “สุปฏิปันโน” ปฏิบัติให้มันชอบ เป็น “อุชุปฏิปันโน” ปฏิบัติให้มันถูกทาง เป็น “ญายปฏิปันโน” และปฏิบัติให้มันสมควร เป็น “สามีจิปฏิปันโน” และขอฝากไว้ในเรื่องของ "มาตรฐานของการอ้อนวอน" ที่เราจะพัฒนาปรับปรุงตัวเราให้เป็นแบบไหน เวลาที่อธิษฐานขอพร ก็ขอให้เรามีสติปัญญา มีศีล มีสมาธิ มีวิมุตติ มีวิมุตติญาณทัศนะ ให้เป็นไปอย่างในระดับของเหล่าอริยสาวกที่มีความเลิศในหมวดหมู่นั้น ๆ ให้ตั้งความปรารถนาไว้ ให้ตั้งจิตเอาไว้ ขอพรเอาไว้ มันจะเป็นการดี[๑๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีศรัทธาเมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะเถิด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรและโมคคัลลานะนี้เป็นตราชู เป็นประมาณแห่งภิกษุ ทั้งหลายผู้สาวกของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นพระเขมาภิกษุณี และพระอุบลวรรณาภิกษุณี เถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขมาภิกษุณีและอุบลวรรณาภิกษุณีนี้เป็นตราชู เป็น ประมาณแห่งภิกษุณีทั้งหลายผู้สาวิกาของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นจิตตคฤหบดีและ หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตตคฤหบดีและหัตถกอุบาสก ชาวเมืองอาฬวีนี้เป็นตราชู เป็นประมาณแห่งอุบาสกทั้งหลายผู้เป็นสาวกของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาผู้มีศรัทธาเมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นนางขุชชุตราอุบาสิกา และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดาเถิด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย นางขุชชุตราอุบาสิกา และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดานี้เป็นตราชู เป็นประมาณของอุบาสิกาทั้งหลายผู้สาวิกาของเรา ฯ…สัญเจตนิยวรรคที่ ๓ จตุกกนิบาตแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก E02S09 , E02S08 , E02S04 , E02S03 , E01S34 , E01S10 , E01S09 , คลังพระสูตร E09S01 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 26, 201956 min

วิธีข่มขี่ ถ้อยคำอันเป็นข้าศึก ให้ราบคาบไปโดยธรรม (ทิฏฐิสูตร)

พระธรรมอันพระพุทธเจ้าทรงที่บอกสอนไว้ดีแล้ว ด้วยความรู้ยิ่ง มีเหตุผล และน่าอัศจรรรย์ ทิ้งไว้เป็นมรดกให้เรารักษาปฏิบัติทำให้ดี ซึ่งนั่นจะเป็นความรุ่งเรือง เป็นความดีงาม เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่ใช่แค่แก่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังแก่เทวดาทั้งหลายด้วย ไม่ใช่แก่กลุ่มเดียวนี้เท่านั้น แต่ยังกับกลุ่มอื่น ๆ ทั้งหลายด้วย ดังนั้นเราในฐานะพุทธบริษัทผู้เป็นธรรมทายาท จึงมีหน้าที่ช่วยกันดูแลรักษาธรรมวินัยให้ถูกต้องสืบต่อไป โดยในเอพิโสดนี้ จึงได้ยกหัวข้อในเรื่อง "การข่มขี่ปรัปวาทโดยธรรม" จาก ทิฏฐิสูตร [๙๓] ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ปรารภท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกล่าวข่มขี่ถ้อยคำอันเป็นข้าศึกให้ราบคาบไปโดยธรรม พร้อมแสดงธรรมที่มีความน่าอัศจรรย์แก่เหล่าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกในเรื่องของทิฐิได้ และอย่างไรที่เรียกว่า วิธีข่มขี่ถ้อยคำอันเป็นข้าศึกให้ราบคาบไปโดยธรรม "ภิกษุใดแลเป็นผู้มีธรรมอันไม่หวั่นไหวในธรรมวินัยตลอดกาลนาน ภิกษุ แม้นั้นพึงข่มขี่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ให้เป็นการข่มขี่ด้วยดีโดยชอบธรรมอย่างนี้ เหมือนท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีข่มขี่แล้ว ฉะนั้น"…ทิฏฐิสูตร [๙๓] แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E21 , คลังพระสูตร S08E32 , #อาการที่แสดงธรรม 3 อย่าง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 19, 201916 min

อสุภะ 10 6246-3d

ในเอพิโสดนี้ได้ยกวิธีการพิจารณาอสุภะ ด้วยอาการ 11 อย่างขึ้นมาอธิบาย โดยพิจารณาเจาะจงลงมาที่หัวข้อ "ซากศพในสภาพต่าง ๆ" นั่นคือ อสุภะ 10 ซึ่งแต่ละอย่างนั้นมีรายละเอียดที่จะให้เกิดความเหมาะสม เพื่อให้เกิดความคลายกำหนัดในผู้มีราคจริตในแบบต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงให้พิจารณามาในหัวข้อเหล่านี้ว่า มันคืออะไร และเหมาะกับผู้มีความกำหนัดยินดีในประเภทไหนวิธีพิจารณานั้น เราสามารถนึกเป็นภาพขึ้นในใจก็ได้ โดยค้นหาดูภาพประกอบได้จากหนังสือ ยูทูป หรือจากในอินเตอร์เน็ต ที่เมื่อเราเห็นดูได้ นี้จึงเป็นองค์แห่งกรรมฐานในการที่จะตั้งไว้ พิจารณาให้มันถูกจุดถูกที่ ให้มันเป็นสัปปายะ จะทำให้มีการปล่อยวางได้เร็ว ทำให้จิตของเราสามารถเห็นด้วยปัญญาที่จะคลายความกำหนัดยินดีในกาย ปล่อยวางกายนี้ได้ "ก็อสุภะนี้แม้ทั้ง ๑๐ อย่าง โดยลักษณะก็มีอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยว่า อสุภะแม้ ๑๐ อย่างนี้มีความเป็นของปฏิกูลโดยเป็นของไม่สะอาดมีกลิ่นเหม็น น่ารังเกียจเท่านั้นเป็นลักษณะ โดยลักษณะนี้ อสุภะนี้นั้นจึงไม่ปรากฏในสรีระที่ตายแล้วอย่างเดียว ย่อมปรากฏแม้ในร่างกายที่ยังมีชีวิตอยู่ เหมือนพระมหาติสสเถระผู้อยู่ในวิหารเจติยบรรพตเกาะสีหลผู้เห็นกระดูกฟัน และเหมือนปรากฏแก่สามเณรอุปัฏฐาก พระสังฆรักขิตเถระซึ่งแลดูพระราชาผู้ประทับเหนือคอช้าง ฉะนั้น เพราะว่าร่างกายที่ตายแล้วเป็นอสุภะฉันใด แม้สรีระที่กำลังเป็นอยู่ก็เป็นอสุภะฉันนั้นนั่นแหละ แต่ว่าในร่างกายที่ยังเป็นอยู่นี้ ลักษณะแห่งอสุภะย่อมไม่ปรากฏ เพราะเครื่องประดับจรมาปิดบังไว้ ฉะนี้แล."…อสุภกถา อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล อสุภฌาน ๑๐แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E38 , นิทานพรรณนา S01E24 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 12, 201958 min

ความจริงในขันธ์ 5 คือ ไม่เที่ยง อนัตตา 6245-3d

เป็นเนื้อหาที่ต่อจากเอพิโสดที่แล้วในเรื่องของขันธ์ 5 ซึ่งประเด็นที่เชื่อมต่อกันมาก็คือ ขันธ์ 5 ที่เราเข้าใจแล้วว่า ต้องทำความกำหนดรู้ ทำความเข้าใจ ยกตัวอย่างการเรียนภาษา เราก็ไม่รู้ในภาษานั้น ๆ เราก็ฝึกเรียน ตอนแรกมันไม่รู้ สัญญามันจึงต้องเรียนรู้เอา การเรียนรู้ก็คือ สัญญาแบบหนึ่งปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงให้สำเร็จรูปไปเป็นสัญญาอีกแบบหนึ่งขึ้นมา การปรุงแต่งนั้นคือ สังขาร ดังนั้นสังขารก็คือการเรียนรู้ นั่นแหละ การฝึกทักษะความรู้ การท่องจำศัพท์ต่าง ๆ เกิดเป็นสัญญาใหม่ ซึ่งเมื่อทำให้มีสังขารมีสัญญา ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเอาสมาธิเชื่อมเข้าไป สัญญาสังขารนั้นมันจะเป็นจะเกิดเป็นญาณ เป็นความรู้เกิดขึ้นมา เราจะสามารถโต้ตอบภาษานั้น ๆ ได้โดยอัตโนมัติ ญาณจึงเกิดขึ้นได้ในทุกระดับ รวมถึงทักษะศิลปวิชาชีพต่าง ๆ จะสามารถแทงตลอดในเรื่องนั้น ๆ ได้ฉับพลันทันที เปรียบไว้เหมือนกับนักเลงรถ ชี้ไปตรงไหนมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไรเขาจะรู้ส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถทั้งหมด โดยไม่ต้องเตรียมการไว้ก่อน เพราะนั่นคือญาณของเขา ที่เกิดจากฝึกทำ พูด คิด อยู่เป็นประจำ สัญญาจึงเกิดก่อน ญาณจึงเกิดตามมา ในที่นี้เราศึกษาเรื่องของขันธ์ 5 ก็เพื่อจะให้เกิดญาณในขันธ์ ทั้ง 5 เป็นความรู้อย่างนี้ว่า มันเป็นของไม่เที่ยง มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา มีความแปรปรวนไปเป็นอย่างอื่น เป็นธรรมดา เป็นของว่างเปล่า หาแก่นสารอะไรไม่ได้ เห็นสัจจะความจริงอย่างนี้ ซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ บ่อย ๆ มีสังขารการปรุงแต่งเข้าไป (มรรค 8) จะเกิดความรู้ที่เป็นญาณอย่างนี้ ซึ่งเราต้องทำให้มันได้ พอเมื่อถึงเวลาจริงมันจะทำให้พ้นทุกข์ได้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlist : เข้าใจทำ (ธรรม) S07E55 , ใต้ร่มโพธิบท S08E03 , ทำสัญญาให้เป็นญาณ , ไม่ยึดถือแต่ใช้เป็นที่พึ่ง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 5, 20191h 1m

ความหมายและการทำงานของขันธ์ 5 6244-3d

ในช่องทางใจของเรา เวลามีอะไรมากระทบ ถ้ามีสติรักษาไว้ ไม่ให้เกิดความระคายเคืองขึ้นที่จิต มันก็จะไม่ปรุงแต่งอะไรไปในทางอกุศล หรือถ้าเป็นไปในทางความชอบ กระเป๋าใบนี้ รองเท้าคู่นี้ ชอบมากเลย อันนี้เป็นสัญญา เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าชอบแล้วไม่มีสติ จิตมันก็จะเผลอเพลิน ลุ่มหลง ปรุงแต่งไป ควักเงินซื้อเลย กระเป๋าใบละสามสี่แสน ใครว่าแพง คนอื่นเขาหิ้วใบละล้าน ไม่แพงหรอก คิดนึกปรุงแต่งไปการคิดนึกปรุงแต่งเป็นมโนสังขาร การหยิบเงินยื่นออกไปเป็นกายสังขาร จิตนี้ก็ไม่ได้รับการรักษา (จิตนี้อยู่ในช่องทางคือใจ, ขันธ์ 5 ​ไม่ใช่จิต) จิตไปยึดถือขันธ์ 5 โดยความเป็นตัวตน เข้าไปยึดถือเวทนา ดีมาก ชอบมาก เป็นของฉัน มีในฉัน ฉันเป็นสิ่งนี้ สิ่งนี้มีในฉัน ฉันมีในสิ่งนี้ เป็นไปแบบนี้ รูปด้วย ข้าวของสิ่งต่าง ๆ ด้วย ปรุงแต่งไปแบบนี้นี้คือเบื้องต้นในการทำงานของขันธ์ 5 ที่มีลักษณะอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร แม้แต่นอนหลับอยู่หรือนอนไม่หลับ ขันธ์ 5​ ก็ยังมีอยู่ ทำงานแบบนี้อยู่ตลอด เราจะเข้าใจมันไหม? ถ้าเราเข้าใจมัน เข้าใจการทำงานของมันได้ นี้จะเป็นปัญญาทำให้เรามีความฉลาดได้และในตอนหน้าจะได้มาเพิ่มเติมส่วนประเด็นที่ต้องทำในเรื่องของขันธ์ 5 ว่าจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการศึกษานี้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E03 , S07E55 , S07E34 , ใต้ร่มโพธิบท S07E56 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 29, 201957 min

ความพรั่งพร้อมสูงสุดแห่งสงฆ์ 6243-3d

สืบเนื่องจากคลังพระสูตรที่ได้ยก "ทักขิณาวิภังคสูตร" ขึ้นมา กล่าวถึงทักษิณาปาฏิปุคคลิก 14 ไว้ และในงานบุญกฐินที่ผ่านมา จึงยกหัวข้อธรรมในเรื่องของ "จุดสูงสุดของความพรั่งพร้อมแห่งสงฆ์" ขึ้นมาทำความเข้าใจในรายละเอียดกัน"กฐิน" เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผ้า เกี่ยวกับสงฆ์คือหมู่ที่มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งสองฝ่าย ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่ายอดเงินคุณจะได้เท่าไหร่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าคนมาร่วมงานจะมีมากไหม มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์หรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขคือ ความบริสุทธิ์ของทั้งของฝ่ายนักบวชและฝ่ายคฤหัสถ์รวบรวมกันมาแล้ว โดยฝ่ายผู้ให้มีศรัทธาไม่มีความตระหนี่ มีมากก็ให้มาก ให้ด้วยความพอใจไม่หวงแหนทรัพย์ที่มีอยู่ บางคนทุ่มสุดตัวเลยด้วยซ้ำ มีหลัก ๆ นั่นคือผ้า สิ่งอื่น ๆ นั้นก็เป็นองค์ประกอบ ตามมาเป็นความงดงามในการงานแบบนี้ ถ้ามีโอกาสเจอหมู่ที่มีความพรั่งพร้อมแบบนี้ทั้งเหล่านักบวชและฝ่ายคฤหัสถ์ เราจะบูชาด้วยอะไร?"หมู่" นี้ก็หมายถึงตัวเราด้วย ถ้าเราบูชาด้วยความตระหนี่ หมู่นั้นก็มีความบริสุทธิ์น้อยลง แต่ถ้าเราบูชาด้วยศรัทธา อันนี้ก็ดีขึ้นมา มีศรัทธาแล้วมีศีลหรือไม่ มีศีลแล้วก็ดีขึ้นไปอีก มีศีลแล้วคุณรู้จักข้อธรรมในการที่จะแบ่งจ่ายทรัพย์หรือไม่ ถ้ารู้จักการแบ่งจ่ายทรัพย์ที่ดีให้ของที่มีอยู่ไม่ซ่อนของของตน ไม่มีความตระหนี่รู้จักการแบ่งจ่ายทรัพย์ อันนี้ก็ดีขึ้นไปอีก ดีกว่านั้นก็ยังมีอีกอยู่ที่ว่าเราจะบูชาด้วยคุณธรรม ด้วยข้าวของสิ่งของอย่างใด ๆ ก็เพิ่มเติมเข้าไป ให้เราตั้งศรัทธาไว้ถ้าเผื่อว่าเรามีความตระหนี่คิดว่าฉันไม่มีฉันทำแค่นี้ อันนี้คุณจะพลาดโอกาสแต่ถ้าเราตั้งศรัทธาไว้อย่างดี ไล่ไปตามลำดับมีการสละความตระหนี่ บูชาความพรั่งพร้อมสูงสุดแห่งสงฆ์ด้วยสิ่งที่เป็นสูงสุดของเราอันนี้มันจะเป็นความดีงามมาก"พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ตรัสทานใดว่าอย่างยิ่ง ยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคได้ทรงสรรเสริญการแจกจ่ายทานใดว่าอย่างยิ่ง ยอดเยี่ยม วิญญูชนผู้มีจิตเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์ผู้เป็นเขตอันเลิศ รู้ชัดอยู่ซึ่งทานและการแจกจ่ายทานนั้น ๆ ใครจะไม่พึงบูชา (ให้ทาน) ในกาลอันควรเล่า ประโยชน์อย่างยิ่งนั้นของผู้แสดงและผู้ฟังทั้ง ๒ ผู้มีจิตเลื่อมใสในคำสั่งสอนของพระสุคต ย่อมหมดจดประโยชน์อย่างยิ่งนั้น ของผู้ไม่ประมาทแล้วในคำสั่งสอนของพระสุคต ย่อมหมดจด ฯ"…ทานสูตรแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:คลังพระสูตร S09E01 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 22, 201948 min

อาทิยสูตร 6242-3d

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "อาทิยสูตร" ว่าด้วยหลักการใช้โภคทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ 5 ข้อ ดังนี้ "ดูกรคฤหบดี ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้แล ถ้า เมื่ออริยสาวกนั้นถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ โภคทรัพย์หมดสิ้นไป อริยสาวกนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้ถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์นั้นแล้ว และโภคทรัพย์ของเราก็หมดสิ้นไป ด้วยเหตุนี้ อริยสาวกนั้น ย่อมไม่มีความ เดือดร้อน ถ้าเมื่ออริยสาวกนั้นถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ โภคทรัพย์เจริญขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราถือเอาประโยชน์ แต่โภคทรัพย์นี้แล้ว และโภคทรัพย์ของเราก็เจริญขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมไม่มี ความเดือดร้อน อริยสาวกย่อมไม่มีความเดือดร้อนด้วยเหตุทั้ง ๒ ประการ ฉะนี้แล ฯนรชนเมื่อคำนึงถึงเหตุนี้ว่า เราได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงตน แล้ว ได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงคนที่ควรเลี้ยงแล้ว ได้ผ่านพ้น ภัยที่เกิดขึ้นแล้ว ได้ให้ทักษิณาอันมีผลสูงเลิศแล้ว ได้ทำ พลี ๕ ประการแล้ว และได้บำรุงท่านผู้มีศีล สำรวมอินทรีย์ ประพฤติพรหมจรรย์แล้วบัณฑิตผู้อยู่ครองเรือน พึงปรารถนาโภคทรัพย์เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นเราก็ได้บรรลุแล้ว เราได้ทำสิ่งที่ไม่ต้องเดือดร้อนแล้ว ดังนี้ชื่อว่าเป็นผู้ดำรงอยู่ในธรรมของพระอริยะ บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญ เขาในโลกนี้ เมื่อเขาละจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงใจใน สวรรค์ ฯ"บุคคลจะคิดว่า ฉันต้องเหลือไว้บ้างเหลือเก็บไว้แต่ถ้าหมดแล้วแล้วใช้ให้ถูกหน้าที่ หมดนั้น ยิ่งทำให้สบายใจ เหลือไว้ตระหนี่ไว้คิดว่ามันจะไม่พอ ความไม่พอที่คุณมี ความตระหนี่นี้จะทำให้ทุกข์ใจแต่ถ้าหมดไปในหน้าที่ 5 อย่างนี้ คือ เลี้ยงตน บิดามารดา บุตร ภรรยา และทาสกรรมกรให้เป็นสุข, เลี้ยงมิตรสหายให้เป็นสุข, ป้องกันอันตรายที่เกิดแต่ไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก, ทำพลีกรรม 5 อย่าง (ญาติพลี:บำรุงญาติ, อติถิพลี:ต้อนรับแขก, ปุพพเปตพลี:บำรุงญาติผู้ตายไปแล้วคือทำบุญอุทิศ กุศลให้, ราชพลี:บำรุงราชการ คือบริจาคทรัพย์ช่วยชาติ และเทวตาพลี:บำรุงเทวดา คือทำบุญอุทิศให้เทวดา) และบำเพ็ญทักษิณา (ให้ทานแก่ผู้ที่เป็นทักขิเณยยบุคคล) การใช้ทรัพย์หมดไปแบบนี้ทำให้เกิดความสบายใจด้วยซ้ำและในกระบวนการนี้มันก็ทำให้มีทรัพย์เพิ่มพูนมาได้ เพราะอะไร? ทรงเปรียบไว้เหมือนสระโบกขรณี ที่ว่ามีระบบนิเวศน์ มีดอกบัว มีท่าน้ำขึ้นลง มีคนมาใช้ มีคนดูแล ก็เกิดประโยชน์ขึ้นมา ที่ตัวสระเองก็มีระบบนิเวศน์วนไป คนอื่นมาใช้งานก็ได้ประโยชน์ จากการใช้งานความเพิ่มพูนความดีก็มีมากขึ้นเป็นบุญด้วย บุญสร้างบุญ บุญต่อบุญ ก็เป็นบุญขึ้นมา ไม่มีความร้อนใจทั้งสองอย่าง เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอธรรมเลย อบายมุขไม่มี เล่นหวยไม่มี เล่นเบอร์ไม่มี น้ำเมา ยาเสพติด นักเลง เจ้าชู้ไม่มีเลย พอไม่มีแล้ว "หมด" สบายใจกว่า สบายใจกว่ามีมาก ๆ แล้วไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขนั้นยิ่งจะมีความทุกข์ใจแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.59, สมการชีวิต Ep.26, ใต้ร่มโพธิบท Ep.53 , Ep.67, ตามใจท่าน Ep.09 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 15, 201958 min

กามโภคีบุคคล 10 6241-3d

พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งบุคคลออกเป็น 10 ประเภท ตรัสไว้ใน "กามโภคีสูตร" ว่าด้วยผู้ที่ยังบริโภคกามอยู่ ปรารภอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่มาวัดทุกวัน แต่ไม่ถามอะไร ด้วยอัธยาศรัยของพระพุทธองค์จึงทรงเมตตาตรัสแสดงธรรมแก่เศรษฐีให้ได้ฟัง โดยแจกแจงตามเกณฑ์ 4 อย่าง คือในการหา, การใช้, การสละ และความกำหนัดสำหรับผู้ที่ยังยินดีในการบริโภคกาม นั้นหมายถึง ยังมีความยินดีพอใจในวัตถุกามอยู่ ความพอใจนั้นคือ "กิเลสกาม" เป็นกิเลสกามชนิดที่ยังต้องไปแสวงหาวัตถุกามอยู่ ถ้ากิเลสกามที่อยู่ในใจมันมากจะเป็นไปโดยการแสวงหาที่ไม่ชอบธรรม แต่ในทางกลับกันถ้ากิเลสกามมีน้อยมาก ก็จะเป็นไปเพื่อการหลีกออกจากามประเด็นในที่นี้คือ เราจะประคองตนอย่างไรให้มีความเลิศ ให้มีความดี ให้เป็นอยู่ตามธรรมตามวินัย เป็นบุคคลประเภที่ 10 ที่หาทรัพย์มาโดยความชอบธรรม มีการใช้จ่ายทำตนให้มีความสุขอิ่มหนำ มีการแบ่งโภคทรัพย์บำเพ็ญบุญ และไม่กำหนัด ไม่ลุ่มหลงมั่วเมา มีปัญญาเห็นโทษ มีกำลังจิตกำลังใจในการที่จะสละออกในโทษของกามทั้งหลาย เรียกว่าเป็น "ผู้บริโภคกามชั้นเลิศ" ได้"ดูกรคฤหบดี กามโภคีบุคคล ๑๐ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก บรรดากามโภคีบุคคล ๑๐ จำพวกนี้ กามโภคีบุคคลผู้แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม โดยไม่ทารุณ ครั้นแสวงหาได้แล้ว ย่อมเลี้ยงตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ แจกจ่าย กระทำบุญ และเป็นผู้ไม่กำหนัด ไม่หมกมุ่น ไม่จดจ่อ เห็นโทษ มีปัญญา เป็นเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์นั้น นี้เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นใหญ่ สูงสุด ดีกว่ากามโภคีบุคคล ๑๐ จำพวกนี้ดูกรคฤหบดี นมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น หัวเนยใส เกิดจากเนยใส หัวเนยใสโลกกล่าวว่า เลิศกว่านมสดเป็นต้นเหล่านั้น ฉันใด กามโภคีบุคคลผู้แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม โดยไม่ทารุณ ครั้นแสวงหา ได้แล้ว ย่อมเลี้ยงตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ แจกจ่าย กระทำบุญ และเป็น ผู้ไม่กำหนัด ไม่หมกมุ่น ไม่จดจ่อ เห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภค โภคทรัพย์นั้น นี้เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นใหญ่สูงสุด ดีกว่ากามโภคี บุคคล ๑๐ จำพวกนี้ ฉันนั้น ฯ"แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ชุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.40, นิทานพรรณา Ep.44 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 8, 201953 min

ปัญญา ราตรีเดียว 6240-3d

"ปัญญาสัมปทา" หมายถึง การเห็นความเกิดขึ้นความดับไป อันเป็นปัญญาเครื่องชำแลกกิเลส ทำจิตให้ปราศจากนิวรณ์ เห็นตามความเป็นจริง จิตใจที่เป็นแบบนี้มีความสงบแน่นอน จึงกล่าวถึงบุคคลประเภทนี้ว่าแม้อยู่แค่เพียงวันเดียว คืนเดียว ยังมีค่ามากกว่าผู้ที่อยู่ตั้งร้อยปี แต่เป็นผู้ที่เผลอเพลินไปในอดีตบ้าง อนาคตบ้าง อย่างนี้สู้คนที่ไม่เผลอเพลินไปในอดีต อนาคต ปัจจุบัน มีการเตรียมการ มีความไม่ประมาท ความเป็นอยู่วันเดียวคืนเดียวของเขา ด้วยสติปัญญา ด้วยความเพียร แบบนี้ดีกว่ามาก พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "ภัทเทกรัตตสูตร" ถึงความเป็นผู้ที่มีปกติประกอบอยู่ด้วยความเพียร ด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ที่เสนาแห่งมัจจุมารทำอะไรไม่ได้ ทรงเรียกผู้ที่เป็นแบบนี้ว่า "ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ"เวลาที่เรามาทำการใคร่ครวญพิจารณาเรื่องธรรมนี้ ต้องทำด้วยจิตที่เป็นสมาธิ เจาะลงไปทีละคำ ทีละตัวอักษรไล่เรียงไป ความรู้ของเราจะมีความกว้างขวางมีความเจริญขึ้นมา ในเรื่องราวตรงนี้ เป็นหัวข้อให้เราใคร่ครวญคิดนึกแล้วทำความเข้าใจ กิเลสเราจะลด สติปัญญาเราจะเพิ่ม ความเป็นอยู่แบบนี้แม้วันเดียวคืนเดียวไม่เสียเปล่าแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.65 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 1, 201955 min

นิธิกัณฑสูตร ว่าด้วยการฝังขุมทรัพย์ 6239-3d

พระพุทธเจ้าทรงตรัสพระคาถา 16 บทว่าด้วยเรื่องของทรัพย์สมบัติ (นิธิ) แก่กุฎุมพีคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ซึ่งเป็นผู้มีทรัพย์มากและมีศรัทธามากด้วย เพื่อแสดงถึงขุมทรัพย์ที่แท้จริง และเพื่ออนุโมทนาวิธีการฝังขุมทรัพย์ของกุฎุมพีผู้นั้น การฝังทรัพย์สมบัติ การออมทรัพย์ การออมบุญ คืออย่างเดียวกัน เราจึงต้องรู้จักแยกแยะทรัพย์ออกเป็นทั้งหมด 4 อย่าง แบ่งเป็น 2 ส่วน คือถาวรนิธิ ขุมทรัพย์อันถาวร เคลื่อนที่ด้วยตนเองไม่ได้ เช่น ที่ดิน เรือกสวนไร่นา เงินทองชังคมนิธิ ขุมทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง เช่น ทาสหญิง ทาสชาย ช้าง โค ม้าลา แพะ แกะ ไก่ สุกร เป็นต้น อังคสมนิธิ ขุมทรัพย์ที่ติดตัว คือ วิชาความรู้ อันเป็นบ่อเกิดแห่งศิลปะประการต่าง ๆ อนุคามิกนิธิ ขุมทรัพย์ที่ติดตามตนไปได้ ในที่นี้กล่าวคือ บุญที่สำเร็จได้ด้วยทาน ศีล สัญญมะ (ความสำรวม) และ ทมะ (การรู้จักข่มจิตข่มใจตนเอง คือ การฝึกตน) ทรัพย์ที่เป็นข้าวของทรัพย์สินเงินทอง ส่วนนี้เปลี่ยนแปลงได้ ไม่สำเร็จตามที่หวังก็มีส่วนที่สำเร็จตามที่หวังได้คือ ส่วนที่จะต้องมีการรักษาไว้อย่างดี นั่นคือบุญ ไม่ใช่แค่เงินทองทรัพย์สินภายนอกเท่านั้น ยังรวมถึงเรื่องรูป ยังรวมถึงเรื่องยศ ยังรวมถึงความที่เป็นเทวดา ต่อไปจนถึงความเป็นอริยบุคคล เป็นคนประเสิรฐ ให้เกิดเป็นสมบัติ คือ นิพพาน ขึ้นได้๘. นิธิกัณฑสูตร ว่าด้วยการฝังขุมทรัพย์ พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่กุฎุมพีคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ดังนี้[๑] คนเราฝังขุมทรัพย์ไว้ในที่ลึกจดถึงน้ำก็ด้วยคิดว่า เมื่อเกิดกิจที่จำเป็นขึ้น ขุมทรัพย์นี้จะเป็นประโยชน์แก่เรา[๒] คนเราฝังขุมทรัพย์ไว้ในโลก ก็เพื่อจุดประสงค์นี้ คือ เพื่อให้พ้นจากราชภัยที่คอยคุกคาม เพื่อให้พ้นจากโจรภัยที่คอยเบียดเบียน เพื่อเก็บไว้ใช้หนี้ก็มี เพื่อเก็บไว้ใช้ในยามเกิดทุพภิกขภัย หรือเพื่อใช้ในเวลามีภัยอันตรายต่าง ๆ[๓] ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้อย่างดีในที่ลึกจดน้ำถึงเพียงนั้น จะสำเร็จประโยชน์แก่เขาไปทั้งหมด ตลอดเวลาก็หาไม่[๔] เพราะบางทีขุมทรัพย์ก็เคลื่อนที่ไปก็มี บางทีเขาลืมที่ฝังไว้ก็มี บางทีพวกนาคเคลื่อนย้ายก็มี บางทีพวกยักษ์นำขุมทรัพย์นั้นไปก็มี[๕] หรือบางทีเมื่อเขาไม่เห็น ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักขโมยขุดเอาไปก็มี เมื่อเขาสิ้นบุญ ขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ทั้งหมดนั้นก็พินาศหายไป[๖] ขุมทรัพย์ ที่ผู้ใดจะเป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม ฝังไว้ดีแล้ว ด้วยทาน ศีล สัญญมะ และทมะ[๗] ในพระเจดีย์ พระสงฆ์ บุคคล แขกที่มาหา ในมารดา บิดา หรือพี่ชาย[๘] ขุมทรัพย์นี้ชื่อว่าฝังไว้ดีแล้ว คนอื่นขนเอาไปไม่ได้ จะติดตามคนฝังตลอดไป บรรดาทรัพย์สมบัติที่เขาจำต้องละไป เขาพาไปได้เฉพาะขุมทรัพย์นี้เท่านั้น[๙] ขุมทรัพย์นี้ไม่ทั่วไปแก่คนเหล่าอื่น ทั้งโจรก็ลักเอาไปไม่ได้ ผู้มีปัญญาควรทำแต่บุญที่จะเป็นขุมทรัพย์ติดตามตนตลอดไป[๑๐] ขุมทรัพย์นี้ให้ผลอันน่าปรารถนาทุกประการ แก่เทวดา และมนุษย์ คือเทวดาและมนุษย์ปรารถนาผลใดๆ ผลนั้นๆ ทุกอย่าง จะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๑] ความมีผิวพรรณงดงาม ความมีเสียงไพเราะ ความมีทรวดทรงสมส่วน ความมีรูปสวย ความเป็นใหญ่ ความมีบริวาร ทั้งหมดจะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๒] ความเป็นพระราชาในประเทศ ความเป็นอิสระ ความสุขของความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอันน่าพอใจ และแม้ความเป็นเทวราชของเทวดาในหมู่เทพ ทั้งหมดก็จะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๓] สมบัติของมนุษย์ก็ดี ความยินดีในเทวโลกก็ดี สมบัติคือนิพพานก็ดี ทั้งหมดจะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๔] บุคคลอาศัยมิตตสัมปทา ประกอบความเพียรโดยแยบคาย ก็จะเป็นผู้ชำนาญในวิชชาและวิมุตติ ทั้งหมดจะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๕] ปฏิสัมภิทา ๓, วิโมกข์ ๔, สาวกบารมี ๕, ปัจเจกโพธิ ๖, และพุทธภูมิ ๗, ทั้งหมดจะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้[๑๖] บุญสัมปทานี้มีประโยชน์มากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้เป็นปราชญ์ จึงสรรเสริญภาวะแห่งบุญที่ทำไว้แล้วแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต Ep.26 , คลังพระสูตร Ep.58 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 24, 201945 min

อย่าเป็นพาลหาโทษใส่ตน แต่เป็นผู้คุ้มครองตนด้วยปัญญา

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "ขตสูตร" เปรียบเทียบในสองนัยยะ ถึงคุณสมบัติและการประกอบด้วยธรรมของบุคคล 2 กลุ่มไว้ในเรื่องของการสรรเสริญ การติเตียน และความเลื่อมใส และว่าด้วยเรื่องการประพฤติปฏิบัติต่อบุคคล 4 ซึ่งเป็นผู้มีอุปการะต่อเรา โดยกลุ่มหนึ่งเป็นคนพาล ไม่ฉลาดเฉียบแหลม ไม่รู้จักคุ้มครองรักษาตน หาโทษใส่ตัว มีบาปกรรม ถูกเขาติเติยนได้ จึงเป็นบุคคลผู้หาโทษ และประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นบัณฑิต ฉลาดเฉียบแหลม รู้จักคุ้มครองรักษาตน สร้างบุญ ทำประโยชน์ ทำสิ่งที่ไม่เกิดโทษแก่ตน จึงเป็นบุคคลผู้หาโทษมิได้ และประสบสิ่งที่เป็นบุญเป็นอันมาก ให้รู้จักสรรเสริญ รู้จักเสื่อมใส รู้จักที่จะเข้าไปปรนนิบัติดูแลถ้าเป็นมารดาบิดา รู้จักฟังคำสอน ปฏิบัติตามคำสอน ถวายอามิสทาน อุปัฏฐากอุปถัมภ์ในเหล่าสาวกของพระพุทธเจ้า หรือในพระพุทธเจ้าก็ตาม แค่ว่าเรายกประคองอัญชลี (ยกมือขึ้นไหว้) ก็ชื่อว่าในเรือนนั้นมี อัญชลีกรณียบุคคล ให้ทานด้วยก็ชื่อว่า ทักขิเณยบุคคล ขตสูตรที่ 1 กล่าวถึง บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 4 ประการ เป็นคนพาล ไม่เฉียบแหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนที่ปราศจากคุณสมบัติ ย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ นักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก คือ ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว กล่าวสรรเสริญคุณของผู้ไม่ควรสรรเสริญ ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว กล่าวติเตียนผู้ที่ควรสรรเสริญไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว ยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ไม่ใคร่ครวญสืบสวน ให้รอบคอบแล้ว ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ในทางกลับกัน เมื่อบุคคลใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบแล้วประกอบด้วยธรรม 4 ประการ เป็นบัณฑิตเฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก "ผู้ใด ย่อมสรรเสริญผู้ที่ควรนินทา หรือย่อมนินทาผู้ที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมค้นหาโทษด้วยปาก ย่อมไม่ได้ประสบสุขเพราะโทษนั้น ความพ่ายแพ้การพนันด้วยทรัพย์ทั้งหมด พร้อมด้วยตน มีโทษน้อย การที่ยังใจให้ประทุษร้ายในท่านผู้ดำเนินไปดีแล้วนี้แหละ เป็นโทษใหญ่กว่า (โทษการพนัน) ผู้ที่ตั้งวาจา และใจอันเป็นบาปไว้ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมเข้าถึงนรกสิ้นแสนสามสิบหกนิรัพพุททะ และห้าอัพพุททะ ฯ"…ขตสูตรที่ ๑ ขตสูตรที่ 2 กล่าวถึงบุคคลผู้ปฏิบัติชอบในบุคคล 4 เหล่านี้ คือ มารดา, บิดา, พระพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นบัณฑิตฉลาด เป็นสัตบุรุษ ย่อมบริหารตนไม่ให้เสื่อมเสีย เป็นผู้ไม่มีโทษ ทั้งนักปราชญ์ก็สรรเสริญ และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ในทางกลับกัน หากบุคคลปฏิบัติผิดในบุคคลเหล่านี้ เป็นคนพาล ไม่ฉลาด ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมบริหารตนให้ปราศจากคุณสมบัติ เป็นผู้ประกอบด้วยโทษ ทั้งนักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก "นรชนใด ปฏิบัติผิดในมารดา บิดา พระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระตถาคต นรชนเช่นนั้น ย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก บัณฑิตทั้งหลายย่อมติเตียนนรชนนั้น ในโลกนี้ทีเดียว เพราะเหตุที่ไม่ประพฤติธรรม ในมารดาบิดา และเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไปสู่อบาย ส่วนนรชนใดปฏิบัติชอบในมารดาบิดา ในพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระตถาคต นรชนเช่นนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญนรชนนั้นในโลกนี้ทีเดียว เพราะเหตุที่ประพฤติธรรมในมารดาบิดา และเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิง ในสวรรค์ ฯ"…ขตสูตรที่ ๒ แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต Ep.25 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 17, 201913 min

สมาธิและสังขาร 6237-3d

สืบเนื่องจากช่วงขุดเพชรในพระไตรปิฏกได้กล่าวถึงการสนทนาธรรมระหว่างวิสาขอุบาสกและพระธรรมทินนาเถรี ใน จูฬเวทัลลสูตร ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการเข้าและการออกจากสมาธิของเหล่านักปฏิบัติทั้งหลายที่ควรจะต้องมาทำความเข้าใจในจุดนี้ เจาะลงไปในเรื่องของ สมาธิและสังขารพระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบไว้ในที่อื่น ๆ เปรียบไว้เหมือนกับน้ำที่ไหลมาจากภูเขาที่มีร่องขอบกั้นเป็นแนวตามธรรมชาติ ทำให้น้ำที่ไหลลงมานั้นแรงและเร็ว แต่ถ้าว่าไม่มีขอบคันกั้นเอาไว้ มันก็จะไหลแตกกระจายไป ไม่แรงไม่เร็วไหลรั่วไปในทุกทิศทุกทาง เหมือนเวลาที่เราเสียบสายยางจับต่อกับก็อกน้ำ เพื่อที่จะล้างรถบ้าง รดน้ำต้นไม้บ้าง ถ้ามีรูรั่วอยู่ที่ปลายสายยางน้ำนั้น น้ำก็จะไม่แรง แต่ถ้าเราอุดรูรั่วทั้งหมดมันจะดี เช่นเดียวกันจิตของเรามันรั่วไหลไปตามตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจได้จิตรั่วออกไปทางช่องทางใจได้ รั่วออกไปทางธรรมารมณ์ ไหลไปตามความคิดนึกเป็นวจีสังขารบ้าง เป็นจิตสังขารบ้าง เราจึงต้องมีการปิดกั้น ซึ่งลักษณะการปิดกั้นได้นั่นเป็นเพราะ "สติ" สติจึงเป็นเหตุเกิด เป็นนิมิตร เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก่อน พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า "บุคคลที่มีสัมมาสติแล้วจะสามารถทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้นนั้น เป็นฐานะที่มีได้ เป็นได้"แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.36 , คลังพระสูตร Ep.61 นิทานพรรณนา Ep.40 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 10, 201943 min

ธรรมะ 4 อย่างที่ควรตั้งไว้ในใจ 6236-3d

"…คนเรานี้มีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว คือ มีปัญญาเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ มีสัจจะเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ มีจาคะเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ มีอุปสมะ (ความเข้าไปสงบราคะ โทสะ โมหะ เป็นความสงบอันประเสริฐอย่างยิ่ง) เป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า คนเรานี้มีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ นั้น เราอาศัยธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว . . .ธาตุวิภังคสูตร"พระพุทธเจ้าแสดงธรรมไว้กับพระเจ้าปุกกสาติในหัวข้อ "ธรรมะที่ควรตั้งไว้ในใจ 4 ข้อ" ได้แก่ปัญญา อธิบายถึงความไม่ประมาทปัญญาในธาตุทั้ง 6 อย่าง รู้ชัดใน ธาตุทั้ง 6 อย่างนี้ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา"สัจจะ คือความจริงอันประเสริฐ คือเรื่องของนิพพาน จึงเป็นสิ่งที่ต้องตามรักษา ทำให้แจ้งทำให้ถึงขึ้นมา รักษาได้โดยไม่ประมาทปัญญา จาคะ ทิ้งความยึดถือคือสละกิเลสออกแล้ว จึงเป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มพูนทำให้มาก เราสละกิเลสออกได้มากเท่าไหร่ นั่นคือปัญญาของเราที่มี เราจะเข้าถึงสัจจะได้มากขึ้นเท่านั้น อุปสมะ คือ จิตที่จาคะราคะ โทสะ โมหะหมดเลย นั่นคือความสงบราบคาบจากราคะ โทสะ โมหะ เป็นสุดยอดสันติ ที่กล่าวว่า สันติเป็นธรรมที่พึงศึกษา สันติก็คืออุปสมะ นั่นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สวยงามดีมาก ๆ เพราะว่าพอแจกแจงออกมาแล้วปรากฏว่า มันเป็นเรื่องอย่างเดียวกัน ปัญญา สัจจะ จาคะ อุปสมะ เป็นธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ และพึงศึกษาสันติ อธิบายไปอธิบายมา มันมาจบลงรวมที่จุดเดียวกัน นั่นคือ สันติคือความที่ไม่มีกิเลส, จาคะคือการที่กำจัดกิเลสออก, สัจจะคือนิพพาน และปัญญาคือการเข้าใจตามความเป็นจริง ทั้งหมดเพื่อให้ถึงนิพพานเหมือนกันเป็นเรื่องราวที่เมื่อฟังแล้วต้องระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าว่า ท่านนั้นมีปัญญามากมายเหลือเกิน พอคนที่ฟังเรื่องนี้แจกแจงเรื่องนี้แล้ว จะอยู่ไม่ได้แล้ว กิเลสมันต้องตาย และถ้ามีความเข้าใจถึงระดับนี้แน่นอนว่าไม่ทำให้พระพุทธเจ้าทรงลำบากด้วยเหตุแห่งธรรม แต่เป็นผู้ที่มีความเข้าใจที่ถูกต้องมาในทางที่ถูกต้องแล้ว สามารถที่จะตั้งธรรมทั้ง 4 ข้อนี้ ไว้ในใจได้อย่างถูกต้องตามกระบวนการแน่นอนแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.58 , เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.61 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 3, 201956 min

บททดสอบ คือ ผัสสะ 6235-3d

เมื่อมีเรื่องราวหรือผัสสะอะไรต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลก มีผัสสะที่น่าพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง ที่เป็นความสุขบ้าง ความทุกข์บ้างแล้ว เราเจอะเจอแล้วทรงจิตของเราให้อยู่ในมรรคให้ดี อันนี้เป็นธรรมดา เป็นข้อสอบที่ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนที่ได้ตัดสินใจแล้วว่า ชีวิตนี้ ฉันจะอยู่ในทาง ฉันจะอยู่ในมรรคนี้ต้องเจอแน่นอน…เพราะบททดสอบมีอยู่ต่อเนื่อง ผัสสะมีมากระทบอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องฝึกแล้ว ฝึกอีกพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ว่า "ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จะประดับดอกไม้ หอมหวาน ยวนจิตไซร้ ไป่มี" ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ขึ้นชื่อว่าความสุข ความสำเร็จแล้ว ใคร ๆ จะบรรลุได้โดยง่าย ๆ คือ ได้มาโดยสบาย ๆ เป็นไม่มี ความสุขความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ใคร ๆ บรรลุได้ด้วยความพยายาม ได้ด้วยความลำบาก ด้วยความยาก"และถ้าเมื่อเราเจอเรื่องราวที่เป็นความสุขบ้าง ความทุกข์บ้างแล้ว สิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ตามทางได้ นั่นคือ มรรค 8 เราจะมีกำลังใจปฏิบัติตามมรรค 8 ได้ เราต้องมีความมั่นใจ มีศรัทธาใน พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นกำลังใจที่จะให้เราปฏิบัติมาตามทางนี้ได้*ได้ยกเรื่องราว 2 เรื่องขึ้นมาประกอบ ในเรื่องของแม่เรือนชื่อเวเทหิกา และ นายสุปปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน"…ถ้าเรายังไม่ได้เจอผัสสะเรื่องราวอะไรบางทีมันก็ธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น เป็นคนสงบเสงี่ยมจัด เป็นคนเจียมตัวจัด เป็นคนเยือกเย็นจัด ได้ก็เพียงชั่วเวลาที่ยังไม่ได้กระทบถ้อยคำอันไม่เป็นที่พอใจเท่านั้น ภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดเธอกระทบถอยคำอันไม่เป็นที่พอใจเข้าก็ยังเป็นคนสงบเสงี่ยม เจียมตัว เยือกเย็นอยู่ได้ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้นแหละควรทราบว่า เธอเป็นคนสงบเสงี่ยม เป็นคนเจียมตัว เป็นคนเยือกเย็นจริง"…กกจูปมสูตร อุปมาว่าด้วยเลื่อย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 27, 20191h 0m

รักษาตนเอง รักษาผู้อื่นด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4

"เธอพึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาตน พึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตน"…เสทกสูตรที่ ๑ บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น เป็นอย่างไร? รักษาผู้อื่นด้วยการซ่องเสพ ด้วยการเจริญ ด้วยการกระทำให้มาก บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตน เป็นอย่างไร? รักษาตนด้วยความอดทน ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยความมีจิตประกอบด้วยเมตตา ด้วยความเอ็นดู คนที่ปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่ว่า ชีวิตจะราบรื่นไม่มีอุปสรรคอะไรเลย ผัสสะที่ไม่น่าพอใจ มันก็มีเป็นธรรมดา แต่พอมีแล้วเราจะรักษาสติของเราได้หรือไม่ ถ้าเรารักษาสติไม่ได้ มันจะเหมือนถูกยิงด้วยลูกศร 2 ดอก ถูกกายด้วย ถูกใจด้วย แต่ถ้ารักษาสติอยู่ได้ ก็เหมือนถูกยิงด้วยลูกศรดอกเดียว คือทางกาย ไม่ถูกยิงในทางใจ การที่เรารักษาตนเอง จะมีผลเป็นการรักษาผู้อื่น หรือ จะเอาผู้อื่นเป็นหลัก ก็จะมีผลเป็นการรักษาตนเองด้วย ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่ยังทั้ง 2 ฝ่ายให้เกิดประโยชน์ทั้ง 2 ด้าน เปรียบเหมือนนักแสดงกายกรรม ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเราแล้ว จะสามารถรักษาทั้ง 2 ฝ่ายได้ จะต้องเจริญสติปัฏฐานทั้ง 4 แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ตามใจท่าน Ep.37 , Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 20, 201955 min

พึงศึกษาให้ดีในยุคที่สัทธรรมปฏิรูปเกิดมีแล้ว

"…ทองคำปลอมยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นทองคำแท้ก็ยังไม่หายไป และเมื่อใดทองคำปลอมเกิดขึ้นในโลก เมื่อนั้นทองคำแท้จึงหายไปฉันใด สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นสัทธรรมก็ยังไม่เสื่อมสูญไป แต่เมื่อใดสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลก เมื่อนั้นสัทธรรมย่อมเสื่อมสูญไป ฉันนั้นเหมือนกัน. ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) ทำสัทธรรมให้เสื่อมสูญไปไม่ได้ อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) วาโยธาตุ(ธาตุลม) ก็ทำสัทธรรมให้เสื่อมสูญไปไม่ได้ ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ ต่างหากเกิดขึ้นมาย่อมทำให้สัทธรรมเสื่อมสูญไป เปรียบเหมือนเรือจะอับปางก็เพราะ ต้นหนเท่านั้น สัทธรรมย่อมไม่เสื่อมสูญไป ด้วยประการฉะนี้."…สัทธัมมัปปฏิรูปกสูตร ว่าด้วยสัทธรรมปฏิรูป เราจึงต้องทำการศึกษา เล่าเรียน ทำความเข้าใจอย่างดีในบทพยัญชนะที่มันปฏิรูปไปแล้วเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ที่มันปรุงแต่งไปแล้ว…แม้ในสิ่งที่ปฏิรูปมาแล้วนั้น ถ้าเราใส่ใจทำความศึกษาให้ดีลึกลงไปในรายละเอียดทั้งส่วนที่เป็นหัวข้อและตัวแม่บท เราจะสามารถแยกแยะของปลอม แยกแยะของจริงได้ โดยไล่มาตั้งแต่เรื่องของคำสอน ไปจนถึงเรื่องของการปฏิบัติ ไปจนถึงเรื่องของผลที่เกิดขึ้น มันมีปลอมมาในทุกระดับ ของปลอมอยู่ตรงไหน ปฏิรูปอยู่ตรงไหน ของจริงคือความถูกต้องก็อยู่ตรงนั้นได้เหมือนกัน เราจะรู้ถึงของจริงโดยการผ่านทางของปลอมนี้ได้เหมือนกัน ถ้าเราปฏิบัติให้มันชอบตามสิกขาบทที่พระพุทธองค์ได้ทรงกำหนดไว้ มีความเคารพยำเกรงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในสิกขาบท ในสมาธิ สิ่งนี้จะทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ ให้เรามาช่วยกันรักษาศาสนานี้ที่พระพุทธเจ้าได้ทิ้งเป็นมรดกไว้ให้ จากการแลกมาด้วยเลือดด้วยเนื้อของพระองค์เอง "เราจะพบของจริงได้ก็อยู่ในของปลอมนี่แหละ กายของเราที่มันว่าสวยว่างาม ดูจริง ๆ มันสวยงามหรือไม่ ของจริงเราเห็นได้อยู่ในของปลอมนี้ สัทธรรมปฏิรูปเราดูดี ๆ ให้มันเห็นได้ เราจะเห็นสัทธรรมที่แท้จริงได้นั่นเอง" สมจิตตวรรคที่ ๔ [๒๘๖] …ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่อนุโลมอรรถและธรรม โดยสูตรซึ่งตนเรียนไว้ดี ด้วยพยัญชนะปฏิรูปนั้น ชื่อว่าปฏิบัติแล้วเพื่อประโยชน์ของชนมาก เพื่อความสุขของชนมาก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุพวกนั้นยังประสพบุญเป็นอันมาก ทั้งชื่อว่าดำรงสัทธรรมนี้ไว้อีกด้วย ฯ สุคตวินยสูตร ว่าด้วยพระสุคตและวินัยของพระสุคต [๑๖๐] …ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่ฟั่นเฟือน เพื่อความไม่เสื่อมสูญแห่งพระสัทธรรม คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนพระสูตรอันเรียนกันมาดี ด้วยบทและพยัญชนะอันตั้งไว้ดี แม้อรรถแห่งบทและพยัญชนะที่ตั้งไว้ดี ย่อมมีนัยดีไปด้วยภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมอันทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน รับคำพร่ำสอนโดยเคารพภิกษุเหล่าใดเป็นพหูสูต เล่าเรียนนิกาย ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ภิกษุเหล่านั้นบอกพระสูตรแก่ผู้อื่นโดยเคารพ เมื่อภิกษุเหล่านั้นมรณภาพลง พระสูตรย่อมไม่ขาดมูลเดิม ยังมีที่พึ่งอาศัยภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระเถระ เป็นผู้ไม่มักมากไม่ประพฤติย่อหย่อน ทอดธุระในการก้าวลง เป็นหัวหน้าในวิเวก ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง หมู่ชนผู้เกิดมาภายหลังย่อมดำเนินตามอย่างภิกษุเหล่านั้น แม้หมู่ชนผู้เกิดมาภายหลังเหล่านั้น ก็เป็นผู้ไม่มักมาก ไม่ประพฤติย่อมหย่อนทอดธุระในการก้าวลง เป็นหัวหน้าในวิเวก ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 13, 201915 min

พุทธลีลาในการสอน 6232-3d

อ้างอิงมาใน อัมพัฏฐสูตร และ ปราภวสูตร จะเห็นถึง พุทธลีลาในการสอนของพระพุทธเจ้าในแต่ละครั้ง ที่มีลักษณะเทศนาวิธี 4 คือ 1) สันทัสสนา ชี้แจงให้เห็นชัด 2) สมาทปนา ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ 3) สมุตเตชนา เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า และ 4) สัมปหังสนา ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง รูปแบบการสอน 4 คือ 1) แบบสนทนา 2) แบบบรรยาย 3) แบบตอบปัญหา และ 4) แบบวางเป็นข้อบังคับ และในรูปแบบการตอบปัญหานั้น ท่านได้แบ่งวิธีการตอบไว้ 4อย่างด้วยกัน คือ ตอบตรงไปตรงมา ตายตัว, มีการย้อนถามแล้วจึงตอบ, มีการเพิ่มเติมในคำตอบ และนิ่งไม่ตอบเลย นอกจากนี้ยังมีกลวิธีและอุบายประกอบการสั่งสอนอื่น ๆ อีก ที่จะเห็นได้จากเนื้อหาในพระไตรปิฏกสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้กับพระอานนท์ว่า "การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง มิใช่สิ่งที่กระทำโดยง่าย" ผู้แสดงธรรม หรือที่เรียกว่า"ธรรมกถึก" พึงตั้งธรรม 5 ประการ เหล่านี้ไว้ในใจ ได้แก่ กล่าวความไปตามลำดับ, ชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ, แสดงธรรมด้วยอาศัยเมตตา, ไม่แสดงธรรมด้วยเห็นแก่อามิส และแสดงธรรมไม่กระทบตนและผู้อื่น แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรใน พระไตรปิฏก Ep.15 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.49 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 6, 201958 min

อาการเกิดดับแห่งอาหาร 4 อย่าง 6231-3d

พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติคำว่า "อาหาร" ไว้ 4 อย่าง คือ ส่วนที่เป็นรูปอาศัย กพฬีการาหาร (คำข้าว), ส่วนที่เป็นนามอาศัย ผัสสะ มโนสัญเจตนา และวิญญาณ ซึ่งเป็นตัวอนุเคราะห์ให้ภูตสัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ตั้งได้อยู่ในภพนั้น ๆได้อธิบายถึง "อาหาร 4" ในแต่ละหัวข้อโดยรายละเอียดไว้ ซึ่งการดำรงอยู่มีอยู่ของชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถมีอยู่ตั้งอยู่ได้ มีการต่อเนื่อง ๆ ไหลสืบทอดกันมา ก็เพราะว่ามีอาหารต่าง ๆ เหล่านี้ "เปรียบเหมือนช่างย้อม หรือช่างเขียน, เมื่อมีน้ำย้อมคือครั่ง ขมิ้น คราม หรือสีแดงอ่อน ก็จะพึงเขียนรูปสตรี หรือรูปบุรุษ ลงที่แผ่นกระดาษ หรือฝาผนัง หรือผืนผ้า ซึ่งเกลี้ยงเกลา ได้ครบทุกส่วน,อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น คือ ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในกพฬการาหารไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญ งอกงามอยู่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น.วิญญาณที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้นการหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น.ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เราเรียกที่นั้นว่า "เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น" ดังนี้. " …ปุตตมังสสูตร ว่าด้วย อาหาร ๔ อย่างและไม่ว่าจะมีอาหารเพียงอันใดอันหนึ่งใน 4 อย่างนี้ ก็สามารถที่จะให้เกิดมีการปรุงแต่ง มีสังสารวัฏ มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ต่อไปได้ เพราะมันสร้างต่อเติมกันมาจากจุดนี้ จุดที่มีอาหาร มีความเพลิน มีความอยาก ทำให้อาหารนั้นมันไม่หมดสิ้นไป หามามีต่อ อะไรที่มันตั้งต่อจากนั้น วิญญาณมันก็ตั้งต่อกันไปได้ แทรกซึมลงไปตรงผัสสะด้วย มโนสัญเจตนาด้วย และวิญญาณด้วย ทำให้เป็นอาหาร ทำให้เป็นวิิญญาณาหารต่อไปและต่อไป โดยที่มันมีการเกี่ยวข้องกันทั้งหมดนี้ก็ด้วยความที่ต้องอาศัยตัณหาถ้ามีการตริตรึกนึกน้อมไปทางไหน จิตเราจะคล้อยไป ด้วยอาการอย่างนั้น ๆ จิตไปทางไหน ก็เหมือนกับเราให้วิญญาณาหารในสิ่งนั้น ๆ มันจะมีกำลังมาก เราจะตัดกำลังของอวิชชา ตัดกำลังของการปรุงแต่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ต้องตัดที่อาหารของมัน ตัดตรงรอยต่อ ตัดตรงรอยเชื่อม ซึ่งจุดที่เชื่อมมันไว้ นี้คือตัณหา เราจะตัดราคะ นันทิ ตัณหาในอาหารทั้ง 4 นี้ได้ จะต้องมี ความแม่นคือต้องมีสติตั้งเอาไว้ จดจ่อลงไป, มีความคมคือปัญญา พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง และจะต้องมีกำลังคือมีสมาธิเป็นสมถะให้จิตเป็นอารมณ์อันเดียว …มีสติจดจ่อลงไปกับด้วยธรรมะ ใคร่ครวญมาให้เกิดปัญญาคมๆ เพื่อกำหนดรู้ ว่า ว่าด้วยลักษณะอาหารสี่ โดยอุปมากพฬีการาหาร /ราคะ (ความกำหนัดยินดี) พึงเห็นด้วยอุปมาเปรียบเหมือน สองสามีภรรยากินเนื้อบุตร ผัสสาหาร /เวทนาทั้งสาม พึงเห็นด้วยอุปมาเปรียบเหมือน แม่โคนมที่ปราศจากหนังห่อหุ้มมโนสัญเจตนาหาร /ตัณหาทั้งสาม พึงเห็นด้วยอุปมาเปรียบเหมือน หลุมถ่านเพลิงที่ร้อนแดงวิิญญาณาหาร /นามรูป พึงเห็นด้วยอุปมาเปรียบเหมือน นักโทษถูกประหารที่ถูกแทงด้วยหอก 300 เล่ม"รู้ด้วยปัญญา เห็นตามความเป็นจริงด้วยกำลังคือสมาธิ เราจะสามารถคลายความกำหนัด คลายความรักใคร่ยินดีพอใจ ละซึ่งตัณหาในวิญญาณคืออาหารนั้นได้"และช่วงคลังพระสูตรในสัปดาห์เดียวกันนี้ จะได้ยก ปุตตมังสสูตร และ อัตถิราคสูตร ขึ้นมานำมาให้ได้ฟังเนื้อหาเต็ม ๆ กันแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.58 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 30, 201958 min

เหตุแห่งการเกิดของชีวิต 6230-3d

"อินทรีย์คือชีวิต เป็นสิ่งที่มีการรับรู้ได้ และมีใจเป็นที่แล่นไปสู่"ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกับพระมหาโกฏฐิตะไว้ใน มหาเวทัลลสูตร…"เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันกำลังติดไฟอยู่ แสงสว่างอาศัยเปลว ปรากฏอยู่ เปลวก็อาศัยแสงสว่างปรากฏอยู่ฉันใด อายุอาศัยไออุ่นตั้งอยู่ ไออุ่นก็อาศัยอายุตั้งอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน" กล่าวคือ เปลวไฟจะเกิดขึ้นอยู่ได้ ต้องมีเหตุปัจจัย คือ ความร้อน ออกซิเจน และเชื้อเพลิง ซึ่งต้องมีในปริมาณพอเหมาะพอสมจึงเกิดขึ้นได้ เป็นปฏิกิริยาห่วงโซ่ (Exothermic Chain Reaction) ถ้าความร้อนที่ผลิตจากเปลวไฟไม่มากพอ เปลวไฟนั้นจะอ่อนลงและดับไป ใน ปายาสิราชัญญสูตร พระกุมารกัสสปะได้ปรับแก้ทิฏฐิของพระเจ้าปายาสิในเรื่อง "แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี" โดยยก อุปมาด้วยก้อนเหล็กร้อน ขึ้นมาอธิบาย…"เมื่อร่างกายนี้ยังมีอายุ มีไออุ่นและมีวิญญาณจะมีน้ำหนักเบากว่า อ่อนนุ่มกว่า และปรับตัวได้ง่ายกว่า แต่เมื่อร่างกายนี้ไม่มีอายุไม่มีไออุ่นและไม่มีวิญญาณ จะมีน้ำหนักมากกว่า แข็งกระด้างกว่า และปรับตัวได้ยากกว่า" กล่าวคือ ของที่ร้อนจะมีน้ำหนักเบากว่าของที่เย็นและยก อุปมาด้วยการเป่าสังข์ ขึ้นมาอธิบายด้วย…"…เมื่อสังข์นี้มีคน มีความพยายาม และมีลมจึงส่งเสียงได้ แต่เมื่อสังข์นี้ไม่มีคน ไม่มีความพยายาม และไม่มีลม ก็ส่งเสียงไม่ได้" กล่าวคือ จะต้องมีคน มีสังข์ มีความพยายามที่ถูกต้อง จึงจะมีเสียงสังข์เกิดขึ้นได้การที่มีตัวคนชื่อนั้นชื่อนี้เกิดขึ้นมาได้ เพราะอาศัยไออุ่นคือกรรมเก่า อาศัยการประกอบกันของธาตุ 4 รวมกันเป็นชีวิตอินทรีย์ขึ้นมา และอาศัยวิญญาณมันจึงตั้งอยู่ได้ สิ่งที่เป็นเหตุให้เราสร้างกรรม เป็นตัวสืบเนื่องไป เป็นตัวเชื่อมต่อ ๆ ไปเป็นปฏิกิริยาห่วงโซ่ ต่อไปและต่อไป นั่นคือ ตัณหาที่มันสร้างราคะ โทสะ โมหะขึ้นมาเป็นเหตุของกรรม อาสวะมันจึงเกิดขึ้น เมื่ออาสวะเกิดขึ้นเป็นเหตุของอวิชชา ทำให้ความรู้สึกว่าเป็นตัวตนของเราในขันธ์ 5 สังขารการปรุงแต่งมันจึงแทรกซึมเข้าไปต่อไปและต่อไป มีกรรมคือเจตนา มีกรรมคือสังขารการปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจต่อไปและต่อไปตามการกระทำที่ขึ้นอยู่กับราคะ โทสะ โมหะ ด้วยอาศัยเหตุปัจจัยนี้จึงมีกรรม จึงมีการปรุงแต่งรวบรวมเอาธาตุ 4 ขึ้นมาเป็นแบบนี้ มีอายตนะใหม่ มีการเกิดใหม่…ถ้ายังมีเหตุแห่งการเกิดอีก มีปรุงแต่งต่อไปอีก มีกรรมต่อไปอีก ก็เกิดใหม่อีกต่อไปและต่อไป ไฟคือชีวิตอินทรีย์นี้ไม่เคยดับเลย หมดชาตินี้แล้ว ก็มีชาติต่อไปและต่อไป แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.53, Ep.48, ใต้ร่มโพธิบท Ep.57 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 23, 201954 min

สฬายตนะ ช่องทางของการรับรู้ 6229-3d

เจาะลึกลงมาจากเรื่องของขันธ์ 5 สามารถอธิบายแจกแจงเห็นได้ชัดเจนลงมาอีกในเรื่องของ "สฬายตนะ" คือ อายตนะภายในและภายนอกทั้ง 6 โดยแยกรูป แยกสังขาร (การปรุงแต่ง) อธิบายในลักษณะที่เป็นช่องทางของการรับรู้ โดยได้อธิบายแต่ละอายตนะโดยรายละเอียดเวลาที่เราอธิบายอายตนะอันใดอันหนึ่ง ก็ต้องมีทั้งภายนอกและภายใน พอมีช่องทางที่มันกระทบถูกต้องแล้วก็จะเกิดการรับรู้เกิดขึ้นในช่องทางใจ (มโน) การรับรู้นั่นเรียกว่า “วิญญาณ”…อินทรีย์จึงมีใจเป็นที่แล่นไปสู่“ใจ” ตรงนี้จึงเป็นที่รวบลงของสิ่งต่าง ๆ เริ่มเป็นนามธรรมเกิดขึ้น มีผัสสะเกิดขึ้นต่อกันและต่อกันไป มีการรับรู้ทางใจ (มโนวิญญาณ) เกิดเป็น “เวทนา” (ความรู้สึกเป็นทุกข์, เป็นสุข, อทุกขมสุข)แยกแยะช่องทางการรับรู้ได้ 18 อย่าง ซึ่งในแต่ละอย่าง ๆ ท่านพระสารีบุตรกล่าวไว้กับท่านพระมหาโกฏฐิตะ ใน โกฏฐิกสูตร ว่า เหล่านี้เป็นของที่เกาะเกี่ยวเนื่องกันอยู่ แต่ไม่ใช่ของอย่างเดียวกัน…ความคิดที่เป็นวิตกวิจารในเรื่องต่าง ๆ ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ คิดนึกปรุงแต่งนั่นนี่ กับ ใจ มันเป็นคนละอย่างกัน และยังเป็นคนละอย่างกันกับการรับรู้ด้วยสิ่งที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ไม่ได้ก็คือ การที่เราเห็นว่ามันเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของกันและกันอยู่ ก็เพราะความรักใคร่พอใจที่อาศัยอะไรเกิดขึ้น มันก็เกาะเกี่ยวกันเลยตรงนั้น ถ้าเรายังเห็นว่ามันแยกจากกันไม่ได้ ความคิดนี้ ไม่ถูกต้อง เป็นมิจฉาทิฏฐิ…แต่ถ้าตัดความรักใคร่พอใจออกไปได้ มันจะไม่ไปต่อ มันแยกจากกัน มันสืบเนื่องต่อกันไปไม่ได้ ความสิ้นทุกข์โดยชอบจึงปรากฎขึ้นได้ เพราะอาศัยเหตุปัจจัยคือการประพฤติการปฏิบัติที่สมควรแก่ธรรม“…เหมือนโคดำและโคขาวที่ถูกผูกอยู่ด้วยเชือกเส้นเดียวกัน แต่เป็นคนละตัวกัน ตัดเชือกแล้วตัวหนึ่งก็ไปทางหนึ่ง มันก็แยกกันไป…ใจ และ ธรรมารมณ์ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ความคิดนึกก็อย่างหนึ่ง ช่องทางก็อย่างหนึ่ง ผู้ที่เข้าไปรับรู้ คือ วิญญาณ นั่นก็อย่างหนึ่งแน่นอน มันเป็นคนละอย่างกัน แต่เหมือนดูเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยเราแยกแยะได้ไม่ชัดเจนเพราะความรักใคร่พอใจคือตัณหา ที่มีรากคืออวิชชามาปกปิดบังเอาไว้ เราจะคลี่แจงแจกให้เกิดความผ่องใสได้ เริ่มต้นจากการปฏิบัติสมาธิ ฟังใคร่ครวญธรรมเป็นอย่างดี ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างดีได้”แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.56 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 16, 201957 min

เข้าใจขันธ์ 5 ได้ ต้องหมั่นเจริญมรรค 6228-3d

สีลวันตสูตร/สีลสูตรว่าด้วยธรรมที่ควรใส่ใจโดยแยบคาย เป็นเรื่องราวของท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะ สนทนาปรารภเรื่องภิกษุผู้มีศีลควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย? คนที่มีศีลเป็นพื้นฐาน หมั่นฟังธรรมอยู่เป็นประจำแล้ว ควรจะมนสิการโดยแยบคายในอุปาทานขันธ์ 5 โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรปรวน เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พิจารณาลงไปจนเห็นชัดว่า ไม่มีอะไรเป็นสาระควรค่าแก่การยึดถือการแยกแยะแจกแจงถึงความเป็นอริยบุคคล 4 ประเภทนี้…ทำให้ละเอียดแยบคายลึกซึ้งลงไปเป็นขั้นตอน ๆ เหมือนนายขมังธนูที่คอยฝึกซ้อม ซ้อมแล้วซ้อมอีก ยิงท่าเดิม ลูกศรแบบเดิม แต่ความชำนาญมันมีมากขึ้น โดยดูจากความทุกข์ที่ลดลงไปทุกขั้นตอนของการปฏิบัตินั่นเอง ดูจากจิตของเราที่มีความนุ่มลงสงบลงนั่นเอง ดูตรงนี้ จะสามารถทำให้มีความก้าวหน้าในทางปฏิบัติได้…มรรคแปดต้องทำให้มาก หมั่นเจริญให้มาก มีการพิจารณาอยู่อย่างนี้ เราปฏิบัติตามมรรค 8 จะเข้าใจขันธ์ 5 ได้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.37 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 9, 201952 min

ทานและผลของกรรมเก่า 6227-3d

"ทาน" เป็นหัวข้อธรรมะแรกที่มาในอนุปุพพิกถาที่แสดงไปตามลำดับ เรื่องของทานจึงมีความสำคัญจึงยกตัวอย่างเรื่องราวที่มาใน ปฐมาปุตตกสูตรที่ ๙ และ ทุติยาปุตตกสูตรที่ ๑๐ ปรารภเรื่องกรรมและผลแห่งกรรมของเศรษฐี 2 คนที่ไม่มีบุตร เพื่อทำความเข้าใจบุญกุศลในเรื่องของทาน (จาคานุสสติ) ให้มีความกว้างขวางในการปฏิบัติที่จะเป็นส่วนประกอบของทางที่จะให้ไปสู่นิพพานได้เต็มขึ้นมา"ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงินทอง หรือข้าวของ ที่หวงแหนอย่าง ใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ทาส กรรมกร คนใช้ และผู้อาศัยของ เขา พึงพาเอาไปไม่ได้ทั้งหมด จะต้องถึงซึ่งการละทิ้งไว้ ทั้งหมด ฯ ก็บุคคลทำกรรมใด ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรม นั้นแหละ เป็นของ ๆ เขา และเขาย่อมพาเอากรรมนั้นไป อนึ่งกรรมนั้นย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตน ฉะนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลควรทำกรรมดี สั่งสมไว้สำหรับภพหน้า บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า ฯ"…ทุติยาปุตตกสูตรที่ ๑๐แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.53 , นิทานพรรณนา Ep.30 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 2, 201930 min

พรหมวิหาร 4 ประกอบพร้อมโพชฌงค์ 7 6226-3d

อัปปมัญญา 4 (พรหมวิหาร 4: คุณธรรมที่จะทำให้ไปอยู่กับพรหม) คือ การตั้งจิตไว้ด้วยกับเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แผ่ออกไปอย่างกว้างขวางใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วทุกทิศทุกทางโดยไม่ระบุเจาะจง ไม่มียกเว้น สิ่งที่น่าสนใจในที่นี้ก็คือ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน เมตตาสูตร ว่าด้วยเรื่องของ อัปปมัญญา 4 ในขั้นที่สูงขึ้นไปจนถึงเจโตวิมุติ (การหลุดพ้นแห่งจิต) โดยการนำเอาเรื่องพรหมวิหาร 4 มารวมกันไว้กับโพชฌงค์ทั้ง 7 นี้คือความสวยงามในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สามารถนำเอาธรรมะมาเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปในหมวดธรรมะอื่น ๆ ได้อย่างยิ่ง ๆ ขึ้นไปอธิบายพระสูตรในรายละเอียด: วิธีเจริญพรหมวิหาร 4 ประกอบพร้อมโพชฌงค์ 7, ทำความชำนาญในการเห็นเป็นสิ่งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลในสิ่งต่าง ๆ, ที่สุดจบในแต่ละขั้น ๆ เมื่อนำธรรมะ 2 หมวดข้างต้น มาประกอบพร้อมการเห็นสิ่งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลในสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยกายวิเวก จิตตวิเวก อาศัยวิราคะ (ความคลายกำหนัด) อาศัยนิโรธ สังเกตเห็นความดับไปต่าง ๆ ที่อยู่ในจิต และน้อมไปเพื่อการสลัดคืน ไม่ก้าวลงไปในสิ่งอื่น ๆ อีก เมื่อทำให้ชำนาญอินทรีย์มีความแก่กล้า จะมีสุภวิโมกข์ และอรูปสัญญา 3 ขั้น เป็นที่สุดจบ เกิดการหลุดพ้นเป็นขั้น ๆ ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 25, 201929 min

ทานกับการบรรลุธรรม 6225-3d

"บุคคลเหล่าใดมีใจผ่องใส ย่อมให้ข้าวด้วยศรัทธา บุคคลเหล่านั้นย่อมได้ข้าวนั้นเอง ทั้งโลกนี้และโลกหน้า เพราะเหตุนั้นพึงเปลื้องความตระหนี่เสีย แล้วให้ทาน บุญเท่านั้น เป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกหน้า"…จากเสรีสูตรพระพุทธเจ้าได้ทรงจำแนกแจกแจง ในเรื่องของ "ทาน" ไว้อย่างละเอียดในแง่มุมต่าง ๆ โดยยกหัวข้อในเรื่องของลักษณะรูปแบบของการให้ว่า ทานคือการให้ จาคะคือการสละออก เป็นสิ่งที่ควรทำ, การแบ่งจ่ายทรัพย์ในหน้าที่ให้ถูกต้อง, การตั้งเจตนาใน 3 กาล คือ ก่อน ระหว่าง และหลังการให้, วัตถุทานที่เหมาะสม, ลักษณะการให้ทานใน 2 นัยยะของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ ให้อย่างไรถึงมีผลมีอานิสงส์มาก, ลำดับของอานิสงส์ในการให้ทาน (มีผลมาก-น้อย) ตามผู้ที่ควรรับ, ความบริสุทธิ์แห่งทานของทั้งผู้ให้และผู้รับ, อานิสงส์ของการให้ทาน โดยรายละเอียด และเพื่อให้เกิดประโยชน์ ทั้งในโลกนี้ โลกหน้า และประโยชน์อย่างยิ่งคือ เรื่องของมรรคผลนิพพาน นั่นเอง"ผู้ขอบ่อย ๆ ย่อมเป็นที่รังเกียจของผู้อื่นฉันใด ผู้ให้ก็ย่อมเป็นที่รักของผู้อื่นฉันนั้น ด้วยเหตุนี้ การให้จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ ทำแล้วให้เกิดความดีขึ้นมาได้ ให้เกิดจิตใจที่ตั้งไว้ในกุศลธรรมขึ้นมาได้…เป็นธรรมเครื่องปรุงแต่งจิต สามารถบรรลุธรรมด้วยอำนาจของบุญที่เกิดจากการให้ทาน"แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.49 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 18, 201954 min

อุปมาด้วยบัว 4 เหล่า และ บัว 3 เหล่า 6224-3d

ยกหัวข้อว่าด้วยเรื่องของ บุคคล 4 จำพวก ขึ้นมา โดยสืบค้นกลับไปที่ตัวแม่บท หัวข้อนี้มีมาใน อุคฆฏิตัญญูสูตร พระพุทธเจ้าทรงตรัสแบ่งบุคคลออกเป็น 4 จำพวก คือ 1) อุคฆฏิตัญญู ผู้ที่รู้เข้าใจได้ฉับพลัน เพียงแค่ยกหัวข้อขึ้นเท่านั้น 2) วิปจิตัญญู ผู้ที่รู้เข้าใจก็ต่อเมื่อขยายความโดยในรายละเอียด 3) เนยยะ ผู้ที่พอแนะนำต่อไปตามลำดับได้ และ 4) ปทปรมะ ผู้ที่รู้ได้เพียงแต่ตัวบท (พยัญชนะ) คือ ถ้อยคำเท่านั้นเอง ไม่อาจจะเข้าใจความหมายในรายละเอียดได้โดยนัยยะเกี่ยวกับ บัว 4 เหล่า มีปรากฏในพระวินัยปิฎกตอนต้น ในส่วนของพุทธประวัติย่อ ๆ โดยนำเอาบุคคล 4 จำพวกข้างต้นมาเปรียบเทียบกับดอกบัว 4 เหล่าไว้ตรงนี้โดยลำดับว่าเป็นดอกบัวพ้นน้ำแล้ว, เป็นดอกบัวที่โคนดอกเสมอด้วยพื้นน้ำ, เป็นดอกบัวที่ยังอยู่ใต้น้ำ แต่ใกล้ที่จะโผล่พ้นน้ำแล้ว และสุดท้ายเป็นดอกบัวยังจมน้ำลึกอยู่ เป็นอาหารของเต่าปลาได้และมีในพระบาลีที่เป็นพุทธประวัติเช่นกัน ซึ่งที่ครบถ้วนจะอยู่ใน โพธิราชกุมารสูตร ในคราวที่ตรัสรู้ใหม่ ๆ พระพุทธเจ้าทรงมีจิตน้อมไปในทางขวนขวายน้อยไม่น้อมไปเพื่อการแสดงธรรม เดือนร้อนถึงท้าวสหัมบหดีพรหมได้มาทูลอาราธนาขอไว้ จึงได้เห็นแก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อยบ้าง มากบ้าง ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าบ้าง อ่อนบ้าง มีอาการดีบ้าง เลวบ้าง จะพึงสอนให้รู้ได้ง่ายบ้าง ยากบ้าง บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกโดยเป็นภัยอยู่ก็มี โดยอุปมาอุปไมยว่าด้วย ดอกบัว 3 เหล่า อยู่ในสระน้ำ มีดอกบัวบางเหล่าที่ 1) เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ 2) เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ อยู่เสมอน้ำ 3) เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ขึ้นพ้นน้ำ อันน้ำไม่ถูกต้องแล้ว พระพุทธองค์ทรงเห็นบุคคลมีความแตกต่างกันเช่นนี้ในส่วนเพิ่มเติม ได้นำเรื่องของ นักพูด 4 จำพวก มาใน วาทีสูตร ได้แก่ 1) นักพูดที่จำนนต่ออรรถะ แต่ไม่จนต่อพยัญชนะ 2) นักพูดที่จำนนต่อพยัญชนะ แต่ไม่จนต่ออรรถะ 3) นักพูดที่จำนนทั้งต่ออรรถะและต่อพยัญชนะ 4) นักพูดที่ไม่จำนนทั้งต่ออรรถะและต่อพยัญชนะ…ในบรรดานักพูดซึ่งประกอบด้วยปฏิสัมภิทา 4 แล้ว จะเป็นไปไม่ได้เลยที่พึงจำนนทั้งต่ออรรถะและต่อพยัญชนะสรุป ผู้ที่มาศึกษาคำสอนจะต้องรู้ที่มาที่ไป นำมาเปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่างได้ ดังนั้นในการศึกษาวิเคราะห์จึงต้องจำแนกแจกแจงทั้งอรรถะและพยัญชนะด้วย จะทำให้ความรู้ของเรามีความกว้างขวางออกไป ประเด็นในที่นี้จะเห็นว่า คนเราไม่เท่ากัน ถึงแม้จะพยายามที่จะให้บุคคลมีสิทธิเท่าเทียมกันด้วยเหตุอย่างไร ๆ ก็ตาม คนก็ไม่เท่ากัน เพราะด้วยเหตุปัจจัยที่มีมามันแตกต่างกัน จะให้มาเท่ากัน นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นได้ ถ้าเราจะแสวงหาความยุติธรรมไม่ว่าในบุคคลประเภทไหนก็ตาม มันก็จะมีความที่ต่างกันเหมือนกันอยู่ ความที่จะให้จบแล้วให้เหมือนกันไปหมด มันไม่มี มันจะมีส่วนที่เป็นความทุกข์ มีส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนกันแน่นอน แต่จุดที่จะให้เหมือนกันได้ เข้ากันได้โดยสนิท ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย คือ ที่ที่จะมีความดับ ที่ที่มีความเย็น ปฏิบัติตามมรรค 8 แล้วจะจบลงที่นิพพานได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 11, 201956 min

การละอาสวะกิเลส 6223-3d

ถ้าเมื่อวันหนึ่งที่เรามีลาภ มียศ มีตำแหน่ง มีเงินทอง มีประสบการณ์ เก่งขึ้น มีลูกน้อง มีคนนับหน้าถือตา แล้วเราจะยังคงความดีอยู่ได้หรือไม่…เพราะจิตใจสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ตอนแรกรักษาได้ แต่พอเวลาผ่านไป คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุปัจจัย เปลี่ยนเป็นดีขึ้นได้ เปลี่ยนเป็นเลวลงได้ ธรรม 6 อย่างต่อไปนี้ จะเป็นเครื่องป้องกันรักษาไม่ให้เราเปลี่ยนไปเป็นคนไม่ดีเมื่อมีอาสวัฏฐานิยธรรมเกิดขึ้น โดยต้องพึงละกิเลสเครื่องเศร้าหมองจิตด้วยการสำรวมสังวรในอินทรีย์ทั้ง 6, การพิจารณาแล้วจึงบริโภค (เสพ), การอดทน อดกลั้น, การงดเว้น, การบรรเทา (ละ) และการภาวนาบุคคลที่ตามประกอบในธรรม 6 ข้อนี้ จะเป็นผู้ที่น่านับถือบูชาอย่างยิ่ง เป็นบุคคลที่ควรยกย่อง เป็นบุคคลตัวอย่าง เป็นปูชนียบุคคล เพราะกิเลสไม่เกิดขึ้นในใจของเขา ทั้งยังสามารถรักษาความดี รักษาอุดมการณ์ รักษาความบริสุทธิ์ในจิตใจอยู่ได้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท - อาสวัฏฐานิยธรรม ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 4, 20191h 0m

อาสวัฏฐานิยธรรม ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ

พอมีคำสอนมากขึ้น คนศึกษากันมากขึ้น ๆ แล้ว ก็มีอาสวะมากขึ้น พอมีอาสวะมากขึ้นแล้ว ก็ต้องมีการบัญญัติพระวินัยขึ้นมาแก้ พอมีสิกขาวินัยมากขึ้น คนก็ศึกษามากขึ้น พอศึกษามากขึ้น อาสวัฏฐานิยธรรม คือ ธรรมที่จะทำให้อาสวะเกิดขึ้นได้ ทำให้มีข้อที่ไม่ดีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น เมื่อมันเกิดมีมากขึ้น ก็เลยต้องยิ่งบัญญัติมากขึ้น จึงทำให้มันก็มีแต่เสื่อมลง ๆ อาสวัฏฐานิยธรรมทั้ง 5 ข้อนี้ ถ้าเราดูผิวเผิน มีหมู่ใหญ่ มีลาภสักการะ มียศ เป็นพหูสูต รู้ราตรีนาน ก็จะไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่เพราะสิ่งเหล่านี้ มันเนื่องอยู่ในขันธ์ 5 อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ เขาจึงเรียกอุปาทานขันธ์ มันสามาถทำให้เกิดความยึดถือได้ เศร้าหมองได้ ทำให้เกิดความเสื่อมได้ วิธีป้องกัน 6 อย่างที่ไม่ให้ไปตามอำนาจกิเลส โดยหัวข้อ คือ ด้วยการเสพ, การอดทน, การสำรวมอินทรีย์, การภาวนา, การงดเว้นในสิ่งที่เป็นอโคจร, การละมิจฉาสังกัปปะ และจะอธิบายโดยรายละเอียดต่อไปในตอนหน้า Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 28, 20191h 1m

อาสีวิสสูตร 6221-3d

ยก อาสีวิสสูตร ขึ้นมาอธิบาย เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องอริยสัจ 4 โดยสั้น กระชับ เข้าใจง่าย ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงใช้การอุปมาอุปไมยไล่มาตั้งแต่ในเรื่องของขันธ์ 5 (ทุกข์), นันทิราคะ (สมุทัย), อริยมรรคมีองค์ 8 (มรรค) และ ฝั่งโน้นคือนิพพาน (นิโรธ)เรื่องราวเหล่านี้ ให้เราฟังซ้ำฟังย้ำ พิจารณาใคร่ครวญให้ขึ้นใจในอุปมาอุปไมยเปรียบกับข้อธรรมต่าง ๆและจะเห็นถึงความงดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง งดงามในที่สุดลงรอบ นี้จึงเป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้อย่างดีแล้วTime Index[0:52] เริ่มต้นการปฏิบัติด้วยการตั้งสติขึ้นอยู่กับลมหายใจ พิจารณาเข้ามาในกายอันประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนัตตา เพื่อปล่อยวางความยึดถือในกายนี้ด้วยกำลังปัญญาที่เราเห็นตามความเป็นจริง [14:33] พุทธภาษิต เรื่อง “เหตุที่กล้าบันลือสีหนาท” (สีหสูตรที่ 2 (๔๕๑)) [17:50] ใต้ร่มโพธิบท ยก อาสีวิสสูตร ขึ้นมาอธิบาย [31:26] ธาตุ 4 / งูพิษ [37:22] ขันธ์ 5 / เพชฌฆาต [39:46] นันทิราคะ (กำหนัดไปด้วยอำนาจความเพลิน) / เพชฌฆาตคนที่ 6 [46:38] อายตนะภายใน / บ้านร้าง, อายตนะภายนอก / โจร [55:03] โอฆะ 4 / ภัยในห้วงน้ำใหญ่ [58:02] พ่วงแพ / อริยมรรคมีองค์ 8, ด้วยมือและเท้า / ความเพียร [59:04] สรุป ยก อาสีวิสสูตร ขึ้นมา เพื่ออธิบาย โดยใช้การอุปมาอุปไมยให้เข้าใจในเรื่องอริยสัจ 4 อย่างสั้น กระชับ เข้าใจง่าย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 21, 201911 min

มหาบุรษ 32, มหาสุบิน 5, ถูปารหบุคคล 4 6220-3d

เนื่องในช่วงสัปดาห์ของวันวิสาขบูชา เพื่อเป็นการน้อมมาระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงยกเรื่องของพระองค์ขึ้นมาพูดคุยกันในเรื่องการประสูติ: ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ, ก่อนการตรัสรู้: มหาสุบิน 5 อย่าง และก่อนการปรินิพพาน: ถูปารหบุคคล 4 จำพวกลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ เกิดจากสร้างเหตุเช่นนั้นๆ จึงได้ผลเช่นนี้ ๆการตีความความฝันของพระพุทธเจ้าก่อนการตรัสรู้บุคคล 4 จำพวกที่ควรแก่การสร้างสถูปเจดีย์เพื่อเป็นที่ระลึกถึง ให้เกิดความเสื่อมใสศรัทธาหัวข้อที่ยกมาพูดคุย ไม่ใช่เป็นไปในเรื่องของความงมงาย แต่ให้เข้าใจความเป็นเหตุเป็นผลที่ถูกต้อง เข้าใจเรื่องของกรรม ตั้งมั่นอยู่ในความดีความงาม ชีวิตที่มีศึกษาธรรมะนั้นจะเป็นประโยชน์มากTime Index[0:43] เริ่มต้นการปฏิบัติด้วยการตั้งสติขึ้น ทำจิตใจของเราให้น้อมมาระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า มีการเจริญพุทธานุสสติอยู่[14:10] พุทธภาษิต เรื่อง “ทรงเป็นพระธรรมราชา” (พาเวรุชาดก (๖๕๖))[17:25] ใต้ร่มโพธิบท ในเรื่องลักษณะมหาบุรุษ 32, มหาสุบิน 5 และถูปารหบุคคล 4[20:14] มหาบุรุษ 32 ประการ[47:02] มหาสุบิน 5[50:20] ถูปารหบุคคล 4 จำพวก[53:16] สรุป อย่าไปเชื่อเรื่องงมงาย แต่ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องในความเป็นเหตุเป็นผล เข้าใจเรื่องของกรรม จึงมั่นสร้างความดีงามให้เกิดขึ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 14, 201955 min

อปริหานิยธรรม 7 ทำให้ไม่เสื่อม 6219-1d

“อปริหานิยธรรม 7” คือ ข้อปฏิบัติหรือธรรมอันเป็นเหตุไม่ให้เกิดความเสื่อม ซึ่งมีหลายนัยยะ แต่ที่ได้ยกมานี้เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงลักษณะการการปกครองบ้านเมืองตามหลักอปริหานิยธรรมของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี แคว้นวัชชี เป็น “ราชอปริหานิยธรรม” ที่เมื่อประพฤติปฏิบัติตามแล้วจะทำให้เกิดความไม่เสื่อม เป็นธรรมะที่จะทำให้มีความสามัคคี มีความพร้อมเพรียงกัน เป็นธรรมะที่จะทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองท่าเดียวTime Index[02:00] เริ่มด้วยการทำจิตให้สงบ ฝึกปฏิบัติสมาธิ ถวายเป็นพระราชกุศลฯ ฝึกตั้งสติ ให้มาระลึกรู้ถึงลมหายใจอยู่ ณ ตำแหน่งเดียว[06:02] แยกแยะความคิดนึกที่เป็นเรื่องอกุศลและกุศล…เมื่อเราคิดนึกตริตรึกไปในทางไหนมาก จิตเราก็น้อมไปในทางนั้น จิตเราน้อมไปในในทางไหน สิ่งนั้นมันก็เข้ามากลุ้มรุมห่อหุ้มจิตของเรา มีอำนาจเหนือจิตของเราได้[12:02] จิตของเราจะไปทางกุศลได้ก็ด้วยรู้จักที่จะมีสติสัมปชัญญะ แบ่งสิ่งดีและไม่ได้ออก แล้วให้พิจารณาเห็นโทษในสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ เหล่านั้น เราจะละได้ พิจารณาให้เห็นคุณประโยชน์ของสิ่งที่ดี ๆ ต่าง ๆ เหล่านั้น เราก็จะทำให้มันเกิดขึ้นในจิตใจของเราได้[12:48] เจริญเมตตา[15:50] พุทธภาษิต เรื่อง “ทรงมีจิตเป็นสมาธิดี” (ติกรรณสูตร)[18:20] ใต้ร่มโพธิบท เรื่องของ “ราชอปริหานิยธรรม” เป็นข้อปฏิบัติหรือคุณธรรมในการปกครองชาติบ้านเมือง[20:39] สมมุติขึ้นมาก็เพื่อเรียกอย่างใดอย่างหนึ่งให้เข้าใจตรงกัน[24:57] วิธีรักษาเหตุปัจจัยให้มันดีอยู่ตลอดได้ ให้มันเกิดมีผลสืบเนื่องต่อไป เราจึงจะต้องมีอันธรรมอันเป็นเหตุไม่ให้เกิดความเสื่อม ยกตัวอย่างเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีเป็นผู้ปกครอง แคว้นวัชชี ที่ดำรงอยู่ในข้อปฏิบัติหรือธรรมที่เรียกว่า “อปริหานิยธรรม” ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองมีแต่ความเจริญ ไม่เสื่อม[29:05] อธิบายรายละเอียดข้อปฏิบัติทั้ง 7 ข้อ[42:05] ความเจริญรุ่งเรืองที่เกิดจากการดำรงอยู่ใน “ราชอปริหานิยธรรม” สามารถป้องกันภัยที่จะมาจากภายนอกได้[44:10] แต่ความเสื่อมจะมีได้ เกิดขึ้นจากภัยภายใน ด้วยการยุแยงทำให้แตกกัน ทำให้ไม่ไว้ใจกัน[52:30] สรุป จะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่อย่างต่อเนื่องได้ ก็ด้วยการดำรงอยู่ในธรรมอันเป็นเหตุไม่ให้เกิดความเสื่อม คือ อปริหานิยธรรม Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 5, 201955 min

มีธรรมคุ้มใจ อาชญาก็ไม่ต้องใช้ ศาสตราก็ไม่ต้องกลัว

ในคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาสตรา แต่อาชญา ศาสตรา มันมีอยู่ในโลก ที่การกำหนดบทลงโทษ ใช้ทั้งอาชญาและใช้ศาสตรา ใช้กฎหมายบังคับให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย แต่นี้เป็นการแก้ไขป้องกันในระยะสั้น ในธรรมวินัยนี้ไม่ใช่จะใช้อาชญาหรือศาสตราในการลงโทษ แต่ใช้หลักที่ว่า สิ่งใดที่เป็นกุศลหรืออกุศล เป็นความเชื่อที่ถูกต้องในเรื่องของกรรม ผลของกรรม และการปฏิบัติตามทางมรรค 8 เป็นการแก้ไขป้องกันในระยะยาว “หิริโอตตัปปะ” เป็นธรรมะที่ใช้คุ้มครองใจ ที่บุคคลจะเกิดความละอาย และความเกรงกลัวต่อบาป ต่อการกระทำไม่ดี ที่เมื่อเรากระทำแล้ว จะมีความกลัวต่อการติเตียนตนด้วยตน, มีความกลัวต่อการติเตียนจากผู้อื่น, มีความกลัวต่ออาชญา และมีความกลัวต่อทุคติ ความกลัวความละอายที่เกิดขึ้น จะทำให้เราจะสามารถแก้ไขปรับปรุงตัวของเราเองได้โดยไม่ต้องไปถึงจุดที่ต้องใช้อาชญา ใช้ศาสตรา คนที่มาปฏิบัติธรรมได้จะไม่ใช่ด้วยการบังคับ แต่เกิดจากการสมัครใจ เกิดจากหิริโอตตัปปะที่มีอยู่ในใจ จึงสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ Time Index [00:01] เริ่มการปฏิบัติด้วยการพิจารณาเข้ามาในกายของตนเอง ตั้งสติไว้ในกาย คือ กายคตาสติ เห็นกายโดยความเป็นจริง โดยเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นอนัตตา จะมีความหน่าย มีความคลายกำหนัด ปล่อยวางได้ ละความยึดถือได้ [13:07] แผ่เมตตา [16:00] พุทธภาษิต เรื่อง “การปรินิพพานทำให้มหาชนเดือดร้อน” [19:54] ใต้ร่มโพธิบท เรื่องของ “อาชญาและศาสตรา” เปรียบเทียบให้เห็นว่าในคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาสตรา แต่อาชญา ศาสตรา มันมีอยู่ในโลก [21:02] ความกลัวต่ออาชญา ความกลัวต่อศาสตรา จึงไม่ทำบาป [22:55] พุทธพจน์ “เทวทูตสูตร” (การสั่งลงโทษของพระราชา) [29:33] ความกลัวต่อคำด่าว่าของคนอื่น [30:00] ความกลัวต่อการติเตียนตน [34:58] ความกลัวต่อนรก มหานรก [48:22] หิริโตตัปปะ [53:06] สรุป กรรมดีมีความชั่วมี กฏแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ แก้ไขปรับปรุงชีวิตเราให้ดีด้วยปฏิบัติตามมรรค อาชญาก็ไม่ต้องใช้ ศาสตราก็ไม่ต้องกลัว Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 30, 201956 min

ธรรมอันเป็นรากแห่งความสุข 6217-3d

เมื่อปรารถนาที่จะแสวงหาให้ได้มาซึ่งความสุขอันเป็นที่น่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ หาได้โดยยากในโลก…จะทำอย่างไรให้ได้มาซึ่งความสุขในชีวิตเหล่านี้จุดเริ่มต้นที่คุณสามารถทำเองได้ในปัจจุบันขณะ พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนธรรมที่เหมาะแก่ฆราวาสผู้ครองเรือน แก่ผู้ที่ยังยินดีด้วยกาม ที่เมื่อพึงประกอบในธรรมอันเป็นรากฐานนี้แล้ว จะเป็นแนวทางดำเนินชีวิตให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรม) และความสุขในภายหน้า (สัมปรายะ)การที่เราจะดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีความสุข โดยให้เป็นไปตามธรรม การครองเรือนนั้นบางทีมันก็มีเรื่องราว จิตที่ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ ได้แก่ ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขได้ จะไม่ปล่อยให้เรื่องราวสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นเติบโตไปในทางที่ไม่ดี เราจึงรีบดับเสียด้วยธรรมะ แม่บทที่ยกมาในวันนี้คือ หัวข้อที่พระพุทธเจ้าบอกสอนไว้กับพยัคฆปัชชะและอนาถบิณฑิกเศรษฐี ให้เข้าใจถึงความหมายในแง่มุมที่ว่า เมื่อแจกแจงแยกแยะออกแล้ว จะทำให้เกิดความร่มเย็น จะทำให้เรามีธรรมะได้อย่างไร Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 23, 20191h 0m

การนอน 4 อย่าง 6216-3d

นอนอย่างไรจึงเรียก “ตถาคตไสยา”…วิธีการนอนอย่างพระพุทธเจ้า คือ ให้สำเร็จการนอนอย่างราชสีห์ (สีหไสยา) และมีการเจริญสติสัมปชัญญะ มีจิตเป็นสมาธิในทุกอิริยบถ มีการประกอบในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น (ชาคริยธรรม) ไม่เพลิดเพลินหลงไหลไปตามกิเลส, ตื่นในที่นี้คือ พุทโธ นั่นเองการนอนอย่างตถาคตที่มีความเอ็นดูในสัตว์โลกทั้งปวง ถึงแม้อยู่ในท่านอน ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อความหลับไหล ไม่ได้เป็นไปด้วยความซบเซาหรือมัวเมา แต่เป็นไปด้วยจิตที่มีความเมตตากรุณาในสรรพสัตว์ทั้งหลาย อยู่ในอิริยาบถใดมันสบาย มีจิตใจที่อ่อนโยนดีงามตื่นอยู่Time Index[00:01] เริ่มการปฏิบัติด้วยตั้งสติขึ้น ทำความสงบไว้ในใจ เจริญเมตตาภาวนา เจริญพรหมวิหาร[13:16] แกะรอยธรรม ในหัวข้อเรื่องของ “ไสยาคือการนอน” ใน 4 แบบ (เปต, กามโภคี, สีหะ, ตถาคต) พร้อมอธิบายโดยรายละเอียด[24:40] โรคนอนไม่หลับ vs การพักผ่อนด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ไม่ว่าจะด้วยอิริยาบถใด[29:19] ชาคริยธรรม (ธรรมอันเป็นเครื่องตื่น), นอนอย่างไรให้ตื่น, อิริยาบถกับความตื่นในใจมันคนละอย่างกัน[39:05] บุคคล 5 จำพวกที่ตื่นในเวลากลางคืน[45:47] การนอนกลางวัน[52:00] สรุป ไม่ว่าจะนอนท่าไหน หรืออยู่ในอิริยาบถใด หากเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ มีจิตเป็นสมาธิ มีจิตใจที่สูงที่ประเสริฐ ก็ถือว่าเป็นผู้ไม่หลับไหล แม้นอนก็ชื่อว่าเป็นผู้ตื่นอยู่ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 16, 201953 min

ทำความเข้าใจในสีลัพพตปรามาส 6215-1d

คนที่จะละสีลัพพตปรามาสได้ จะต้องมีศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ และมีพร้อมด้วยปัญญาที่สามารถแยกแยะในเรื่องของกรรมได้อย่างถูกต้องTime Index[02:39] นำปฏิบัติธรรม ฝึกจิตให้เป็นสมาธิให้เกิดปัญญาขึ้นมา ด้วยการเริ่มตั้งสติโดยใช้อนุสติ10[15:30] ความหมายของสีลัพพตปรามาส[19:54] ตัวอย่างของสีลัพพตปรามาสที่เห็นได้ในชีวิตจริง[30:27] ความเข้าใจที่ถูกต้องคือเรื่องของกรรมและเหตุผล แยกแยะ พร้อมกับฟังสุตะ[37:41] รูปแบบการบูชา[42:29] การปฏิบัติที่ถูกต้อง[46:15] ข้อควรระวัง[52:18] สรุปว่าต้องมีศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ และมีพร้อมด้วยปัญญาที่สามารถแยกแยะในเรื่องของกรรมได้อย่างถูกต้อง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 7, 201955 min

ขันติคือรักษาปกติตน 6214-1d

เมื่อขันติจะกลายเป็นขันแตก จะอดทนไม่ได้แล้ว เราจะมีวิธีปฏิบัติตนอย่างไรลักษณะความอดทนที่ถูกต้อง, ประเภทของความอดทน , วิธีฝึกให้มีความอดทน และอานิสงส์การมีความอดทนการละอาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการอดกลั้นยกตัวอย่างชาดก ครั้งที่มีพระชาติเป็นพระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมีขันติ คือ ความอดทนจะเป็นตบะที่คอยเผาผลาญกำจัดกิเลสให้ออกไปจากจิตใจของเราได้แน่นอน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 31, 201952 min

สามัคคีเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 6213-3d

สุขหรือทุกข์ ทำไมขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น ตามอำนาจของสิ่งภายนอก ถ้าเรายึดถือสิ่งใดมาก ความยึดถือที่มีมาก จะทำให้เราทุกข์ ความสามัคคี จะไม่ได้เห็นแก่สุขหรือทุกข์ แต่เห็นแก่ว่า “ต้องลงกันได้เข้ากันได้” คนที่มีธรรมะอยู่ในใจ สามารถที่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ได้มากกว่าประโยชน์ส่วนตนการตั้งจิตที่จะให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมได้ คือ ต้องละเรื่องของกามให้ได้ ซึ่งถ้าเรามีศีล สมาธิ ปัญญา รักษาไว้ให้ดี จิตใจของเรา จะไม่เขวเป๋ไปในทางที่ไม่ดีนั้นได้ ต้องมีมรรค 8 แทรกอยู่ตลอด คำพูดต้องเป็นสัมมาวาจา การคิดนึกให้เป็นสัมมาสังกัปปะ การกระทำให้เป็นสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะจะทำได้ต้องมีสติระลึกถึงความดีไว้ตลอดTime Index[0.33] นำปฏิบัติด้วยการระลึกถึงลมหายใจและแผ่เมตตา [18.22] บริบทเรื่องการเมือง ทำอย่างไรในครอบครัวจะมีความสุข[21.51] สามัคคีไม่ได้เพราะยึดถือ[30.22] สัมมาวาจา พูดสิ่งที่เข้ากันลงกันได้[33.55] สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสังกัปปะ[35.55] สติ ตัด ละ กำจัดความยึดถือ[38.48] สามัคคีทำให้เกิดสันติภาพและสันติสุข[42.01] ยึดถือที่มากทำให้สุดโต่ง ยึดถือที่ลดเพราะมรรคที่เจริญ[46.00] ตั้งจิตที่จะละกาม[48.05] เรื่องที่ต้องระวัง 2 อย่าง คือ กิเลสกาม ตัณหาอวิชชา มันดักเราไว้ทุกทิศทุกทาง และทุกอย่างไม่ได้จีรังยั่งยืน แม้กระทั่งสิ่งที่คิดว่า “ดี” จะดีหรือไม่ดี ต้องอยู่ในเส้นทางของมรรค 8 ต้องแล้วแต่สถานการณ์ แล้วแต่บริบทและองค์ประกอบที่เปลี่ยนแปลงไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 26, 201952 min

พึงสำรวมอินทรีย์ อย่าถือเอานิมิตด้วยจิตอกุศล

“นิมิต” หมายถึง เครื่องหมาย จุดนี้สำคัญ มันอยู่ที่เราแปลเครื่องหมายนี้อย่างไร เป็นไปทางสุจริต หรือ ทุจริต ในทางกาย วาจา และใจตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นหัวข้อที่พระพุทธเจ้ายกในเรื่องของ “กาม” ที่เรียกว่า “วัตถุกาม” เป็นวัตถุที่จะทำให้เกิดความกำหนัดยินดีพอใจขึ้นในจิตใจของเราได้ ซึ่งเกิดตอนที่ถือเอานิมิตนี้เองมโนสังขาร คือ การปรุงแต่งในทางใจ การปรุงแต่งนี้เกิดขึ้นตอนที่มีผัสสะ เพราะมีผัสสะจึงมีการปรุงแต่งแบบนี้เกิดขึ้นได้ การปรุงแต่งแบบนี้เป็นกรรมแล้ว เป็นกรรมในทางใจ กรรมในทางวาจา และกรรมในทางกาย ก็เกิดตามมา ในที่นี้มันเริ่มจากทางใจก่อนเป็นมโนทุจริต ก็เป็นวจีทุจริตต่อไป แล้วก็เป็นกายทุจริตต่อไป เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้นแล้ว มีสัญญาคือความหมายรู้โดยไม่รอบคอบ ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ ไม่มีสติสัมปชัญญะตั้งเอาไว้ ถือเอาโดยนิมิตที่ไม่แยบคาย เกิดกามสัญญาขึ้น มโนสังขารที่ปรุงแต่งก็เป็นเรื่องไปในทางกาม ความคิดฟุ้งซ่านไม่สงบก็เป็นมโนกรรมที่ไม่ดี มันเชื่อมต่อไหลกันไปรวดเร็วยิ่งกว่าลัดนิ้วมือจะสำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจได้ จะต้องสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ด้วยไม่ให้เห็นโดยนิมิต ไม่ให้เห็นโดยดูในลักษณะอนุพยัญชนะ เพื่อป้องกันอกุศลธรรมที่ยังไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้น, ลบ ละ เลิก ละ ทิ้งอกุศลธรรมที่มันมีอยู่แล้ว ให้มันลดลง, ทำกุศลธรรมใหม่ ๆ ที่ยังไม่มี ให้มันเกิดขึ้น, พัฒนาที่มีดีอยู่ ให้มันมีดีมากขึ้น สติเราเจริญขึ้น นี้เป็นการทำความเพียรถ้ามีผัสสะมากระทบ จะเป็นเครื่องทดสอบว่า เรายังอยู่ในมรรคได้หรือไม่? ถ้าเรายังอยู่ได้ นั่นจะเป็นทาง เป็นทางที่จะให้ความจริง ความรู้ คือ วิชชา เกิดขึ้นได้ จะทำให้เราพ้นจากเรื่องที่ไม่จริง เรื่องที่มันเป็นเท็จ พ้นจากอวิชชา พ้นจากตัณหาได้ นั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 24, 20193 min

อริยบุคคล 4 คู่ 8 6212-5d

บุคคลประเสริฐที่ไม่ใช่คนธรรมดา ๆ ไม่ได้ดูกันที่ผิวดำ ผิวขาว ดูเงินในกระเป๋าว่ามีมากหรือน้อย ไม่ได้ดูว่าขับรถยี่ห้ออะไร แต่คนธรรมดาดูกันที่แต่งตัวยังไง ใช้กระเป๋าเสื้อผ้ายี่ห้ออะไรพระพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคลไว้ 3 ระดับ มี ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นตัวแบ่งระดับของบุคคล โดยไม่ได้แบ่งความดีของคนด้วยปัจจัยภายนอก คือทรัพย์สิน เงินทอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 21, 20195 min

ให้รางวัลตนด้วยมรรค8 6212-1d

ยกกรณีการเกิด โยโย่เอฟเฟค (YOYO Effect)ขึ้นมา เปรียบเทียบสภาวะทางจิตของผู้ที่ตั้งเป้าหมายในชีวิตที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จ แต่พอสำเร็จแล้ว ทำไมมันถึงคืนคลายกลับมาเป็นอย่างเดิม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?พฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ผัสสะ มันจะก่อให้เกิดเวทนา เวทนาตรงนี้ที่เราเสพติดได้ คำว่า “เสพติด” คือ มีความพอใจ กำหนัด ยินดี ลุ่มหลง เพลิดเพลินไปในพฤติกรรมคือผัสสะแบบนั้น ๆ ก็จึงทำอยู่เรื่อย ๆ ยิ่งทำยิ่งมีเวทนาอย่างนี้มากขึ้น ยิ่งเสพติด ยิ่งพอใจ ยิ่งกำหนัด ยิ่งยินดี จนเกิดเป็น กามนุสัย/กามราคานุสัย เป็นนิสัย เป็นความเสพติดที่ติดอยู่ในจิตใจของเราหลักการที่สำคัญ 3 อย่าง คือ อย่าให้รางวัลตัวเองด้วยเรื่องของกาม, ต้องให้รางวัลตัวเองด้วยเรื่องของมรรค8, เพิ่มกำลังใจของเราให้มีมากขึ้นได้ด้วยการนั่งสมาธิอย่างเป็นรูปแบบ ใคร่ครวญพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยงไปในกายของเรา เห็นเป็นสิ่งที่ไม่น่าดูไม่สวยงาม เห็นโดยความที่มันอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ผลที่จะเกิดขึ้นนั้น คือ ความคิดที่เป็นไปทางกามที่เราลุ่มหลงเพลิดเพลินอยู่นั่น มันจะค่อยจางลงเบาบางลง จะทำให้เลิกพฤติกรรมอะไรที่มันไม่ดีได้แน่นอน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 17, 201952 min

ธรรมาธิปไตย 6211-7d

คำว่า “อธิปไตย” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประการได้ ดังนี้อัตตาธิปไตย หมายถึง การถือตัวเองเป็นใหญ่ โดยไม่นำพาว่าคนอื่นจะเห็นเป็นอย่างไร จึงน่าจะเทียบได้กับคำว่า เผด็จการ คุณชาตที่เกิดโดยทำตนให้เป็นใหญ่ ชื่อว่าอัตตาธิปไตย เธอทำตนเองแลให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์โลกาธิปไตย หมายถึง การถือกระแสโลกเป็นใหญ่ และโลกในที่นี้หมายถึงคน จะเห็นได้ในคำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า โลกคือหมู่สัตว์ ดังนั้นโลกาธิปไตยตามความหมายนี้เทียบได้กับคำว่า ประชาธิปไตยที่ถือคนส่วนใหญ่เป็นหลัก ทำโลกให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ธรรมาธิปไตย หมายถึง ถือความถูกต้องเป็นใหญ่ อันถือได้ว่าเป็นหัวใจที่ปรากฏอยู่ได้ทั้งในโลกาธิปไตย และอัตตาธิปไตย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำกับให้ผู้กระทำไม่ว่าจะถือโลกเป็นใหญ่ตามข้อ 1 หรือถือตัวเองเป็นใหญ่ตามข้อ 2 ดำรงอยู่ได้โดยที่ผู้คนในสังคมยอมรับ ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่มีธรรมาธิปไตยกำกับไม่ว่าจะเป็นโลกาธิปไตย หรืออัตตาธิปไตย ที่มีอำนาจล้นฟ้าแค่ไหนถึงจุดหนึ่งแล้วก็ต้องมีอันพังทลายลง เพราะผู้คนในสังคมมองเห็นภัย และลุกขึ้นมาต่อต้านพร้อมกัน โลกุตรธรรมนั่นแหละให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 16, 201956 min

โต้ตอบคนพาลด้วยกำลังของบัณฑิต 6210-5d

พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะความโกรธด้วยความเมตตา เอาชนะคำไม่จริงด้วยคำจริง แล้วการที่จะเอาชนะสิ่งเหล่านั้นได้ สิ่งที่พระองค์ใช้มาตลอดก็คือ “ความอดทน”บนสวรรค์แม้แต่ท้าวสักกะก็ต้องอดทนเมื่อถูกท้าวเวปจิตด่าว่า ซึ่งยกตัวอย่างจาก “เวปจิตติสูตร”บุคคลผู้ไม่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธ ย่อมชื่อว่าชนะสงครามซึ่งเอาชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่า ผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายคนพาล คนโง่ คนไม่มีกำลัง … คนเหล่านี้ไม่มีปัญญา ไม่มีกำลังแต่คิดว่า ตัวเองมีกำลังเลยแสดงพลังของตัวเองด้วยคำด่า คำว่า เพราะคิดว่านั่นคือกำลังของตน แต่เป็นกำลังของคนโง่การอดทนที่ถูกคือ การอดทนแบบมีหิริโอตตัปปะ … มีความเมตตา อดทนต่อกัน เราจะมีสวรรค์เป็นที่ไป มีนิพพานเป็นที่ไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 7, 201951 min

วิธีการปล่อยวาง 6210-1d

การปล่อยวาง ไม่ใช่ ความไม่สนใจ ความไม่ใส่ใจ ปล่อย ๆ มันไป ละเลย มองไปทางอื่นเสีย ปล่อยทิ้งปล่อยขว้างกระบวนการปล่อยวางที่ถูกต้อง เป็นไปตามลำดับโดยรายละเอียดอย่าเอาตัณหากับมรรค 8 มาสับสนกัน เพราะว่าถ้าเราเอามาสับสนกันมากเท่าไหร่ ในการกระทำการประพฤติปฏิบัติของเรามันจะกลายเป็นการเพิ่มพูนตัณหา แต่กิจที่ควรทำในเรื่องของตัณหามันแตกต่างกันกับมรรค 8 เพราะตัณหานั้นพระพุทธเจ้าให้ละ ให้ทิ้ง ให้อย่าไปใส่ในมัน ให้ปล่อยปละละเลยมัน ให้มองไปทางอื่นเสีย ปล่อยทิ้งปล่อยขว้างมันเราจะวางสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันต้องวางที่ตัวตัณหา เพราะว่าถ้าเมื่อไรก็ตามที่เราละตัณหาได้ ทิ้งมันได้ ปล่อยมันได้ ไม่ถือเอาไว้ซึ่งตัณหาเหล่านี้แล้ว ขันธ์ 5 คือ ความทุกข์ทั้งหลายก็เป็นเหมือนละไปด้วย เหมือนทิ้งไปด้วย วางได้ปล่อยได้ สลัดคืนได้ เพราะอาศัยเหตุปัจจัยคือ ละ ทิ้ง วาง สละ ปล่อยคืนแล้วซึ่งตัณหา และเพราะว่าทั้งสองอย่างนี้มันพ่วงกันอยู่ มันติดกันอยู่ อันหนึ่งคว่ำ อีกอันหนึ่งก็คว่ำไปด้วย อันที่เป็นเหตุคว่ำไปนั้นคือตัณหา ความทุกข์ก็เป็นอันหลุด ละ เลิก ถอนไปได้ด้วยเหมือนกัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 3, 201954 min

การให้ทานที่ให้ผลมาก 6208-5d

ทำอย่างไรการให้ทานจึงจะได้ผลและอานิสงส์มากทานสูตร กล่าวถึงองค์ประกอบของผู้ให้ทานและผู้รับทานคำสอนของพระพุทธเจ้าสามารถช่วยรักษาใจยามเจ็บป่วยได้ หมอก็รักษาเราได้แค่ตอนนี้ …รักษาตามอาการ…แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้ารักษาใจไม่ให้วุ่นวาย แม้กายจะเจ็บปวด…ซึ่งความรู้ที่ทำให้จิตใจสูงขึ้นมาอดทนขนาดนั้นได้ คือ การรู้เรื่องอริยสัจ 4 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 21, 201951 min

สิ่งที่ยากยิ่งกว่าแทงขนทราย 6207-1d

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ยังมีการแทงตลอดอันยากยิ่งไปกว่าการที่ยิงลูกศรให้เข้าไปติด ๆ กันโดยรอดช่องดาลอันเล็กแต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด กับ การแทงปลายขนทรายด้วยปลายขนทรายที่แบ่งออกแล้วเป็น 7 ส่วน นั่นคือ บรรดาคนที่แทงตลอดตามความเป็นจริงซึ่งอริยสัจสี่เปรียบเทียบให้เห็นรายละเอียดถึงความยากใน 4 นัยยะคำว่า “ยาก” ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ แต่ต้องอาศัยการฝึกฝน ถ้าเราสร้างเหตุปัจจัยให้มันเกิดขึ้นได้ ลำบากหรือสบายก็ไม่ว่าอะไร ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ แต่ให้ทำ; ทำคือ สร้างเหตุปัจจัยในการที่จะรู้อริยสัจสี่ มันมีอยู่ ถ้าเส้นทางมีอยู่ เหตุปัจจัยมีอยู่ อะไรก็ไม่ยากใครก็ตาม ที่ทำตามกระบวนการนี้ อาศัยศรัทธา จะมีความเพียรในการทำจริงแน่วแน่จริง ในการฝึกฝน ในการที่จะทำอยู่อย่างต่อเนื่อง ในการที่จะไม่ย่อท้อต่อความลำบากหรือสบาย ทำแล้วมีสติ มีสมาธิ มีปัญญาเกิดขึ้น ชีวิตเราไปตามทางดีแน่นอน เป็นประโยชน์กับทั้งกับตัวเองและผู้อื่น เป็นประโยชน์กับคนหมู่ใหญ่ ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ว่าคุ้มค่ามาก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 10, 201948 min

เหตุที่ทำให้อายุยืน 6206-1d

“มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มา ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน ฯ”…โทณปากสูตรที่ ๓นมนุษย์ทั้งหลาย ความที่มี อายุ วรรณะ โภคสมบัติ ลาภยศ ฯลฯ เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ต้องการแสวงหา ในที่นี้จะเฉพาะเจาะจงมาในเรื่องของ “อายุ” ว่าเหตุที่จะทำให้อายุยืนมันคืออะไรซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในหลายพระสูตร ได้แก่ จูฬกัมมวิภังคสูตร , อนายุสสสูตร เป็นต้นการรู้จักอยู่ในที่มีอากาศสบาย สถานที่สะอาดเรียบร้อย และรู้จักระงับสติอารมณ์ไม่ให้มีความวิตกกังวล หรือขุ่นเคืองอยู่ในใจ ชื่อว่ารู้จักทำความสบายแก่ตนเอง เมื่อได้รับสิ่งที่สบายแก่ตนเอง ก็ต้องรู้จักประมาณ คือรู้จักความพอดีในสิ่งนั้น ไม่ทำตนให้สบายเกินไป อย่างนี้เรียกว่า รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย การบริโภคอาหารที่ละเอียดอ่อน เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ชื่อว่าบริโภคอาหารที่ย่อยง่าย การทำสิ่งใดรู้จักทำเป็นเวลา ทำพอเหมาะแก่เวลา พักผ่อนพอเหมาะแก่เวลา กินนอนเป็นเวลา อย่างนี้ชื่อว่าประพฤติเหมาะในเรื่องเวลา ผู้เป็นบรรพชิตถือพรหมจรรย์ ผู้เป็นคฤหัสถ์ รู้จักประมาณในกามกิจ ไม่มักมากในกาม ชื่อว่าถือพรหมจรรย์ ผู้ที่ปฏิบัติตามหลักอายุวัฒนธรรมดังกล่าวนี้ได้ ย่อมจะเป็นผู้ที่มีอายุยืน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 3, 201952 min

เชิญชวนปฏิบัติธรรมที่วัดป่าดอนหายโศก 6205-3d

วัดป่าดอนหายโศก เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งที่ 5 ของจังหวัดอุดรธานี จัดให้มีการปฏิบัติธรรมทุกเดือน โดยใช้เวลา 7 วัน รวมวันเดินทางไปกลับเป็น 9 วัน สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ donhaisok.coคำสอนในธรรมวินัยนี้ มีระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติเป็นไปตามลำดับของอริยมรรคมีองค์แปด มีความลึกล้ำแยบคายลงไปเป็นขั้นๆ เหมือนกับไหล่ทะเลที่จะลาดเอียงลงไปๆ ไล่มาจากศรัทธา ศีล การเสพเสนาสนะอันสงัด โดยอาศัยการอยู่หลีกเร้น โดยอาศัยการอยู่วิเวก การฝึกตั้งสติ เมื่อสติมีกำลัง จิตมีอารมณ์อันเดียว มีสมาธิ แล้วจึงจะสามารถใคร่ครวญในใจ มีการพิจารณาโดยแยบคาย ซึ่งคำสอนของผู้รู้ทั้งหลายได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของอริยสัจสี่ขอเชิญชวนให้ท่านผู้ฟังลองมาปฏิบัติธรรมดู ข้าพเจ้านั่นแหละจะเป็นคนสอนให้ สอนกันแบบนี้มันไม่เห็นหน้า มันไม่เห็นตัว มาที่วัดปฏิบัติธรรม เห็นกัน ปฏิบัติกันจริง ๆ เราจะสามารถทำมรรคผลนิพพานให้แจ้งได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 29, 201955 min

สู้เพื่ออะไร 6204-1d

เมื่อใคร่ครวญถึงการตั้งเป้าหมายจุดหมายของการต่อสู้แล้ว จะขมวดลงมาได้เป็น 2 แบบ คือ เป้าหมายจุดหมายที่ผิดหรือที่ถูก และเส้นทางที่ไปสู่เป้าหมายจุดหมายนั้นก็มี 2 อย่างเช่นกัน คือ ผิดทาง (มิจฉามรรค) หรือว่า ถูกทาง (อริยมรรค)ฉะนั้น เมื่อเจอความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งต้องเลี้ยวขวา เลี้ยวขวานั้นเป็นอุปมาอุปไมยของทางที่จะไปสู่ทางที่ดี อย่าด่าเขา ให้อดทนเอา ให้ต้องจิตเอาไว้ให้ถูก พูดดี ๆ กันเป็นสัมมาวาจา นี่เลี้ยวมาถูกทาง ถ้าเลี้ยวมาถูกทางเป็นทางดีพระพุทธเจ้าตอนเป็นโพธิสัตว์ ท่านก็ต่อสู้ ฝ่าฟัน อดทน ตั้งเป้าหมายไว้ถูกแล้ว คือ แสวงหานิพพาน ต่อสู้เอาอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ นี้คือสูงสุดแล้ว เพราะไม่ได้แสวงหาความทุกข์มาทับถมตัวเอง แต่ว่าถ้าไปผิดทาง เป็นไปเพื่อมิจฉามรรค ก็จะเป็นไปดังที่พระองค์ทรงกล้าวแก่พระสารีบุตรข้างต้น เพราะ ว่าทำทุกรกิริยา นี้เป็นมิจฉามรรค ตั้งเป้าหมายไว้ถูกอยู่ก็จริง ถ้าไปผิดทาง ก็ไปไม่ได้ ตันตึก เป็นความทุกข์ความโศก ความเร้าร้อน เพราะไปไม่ถูกทาง จึงแก้ไขตนเอง เปลี่ยนแปลงจากเรื่องของมิจฉามรรค มาปฏิบัติตามทางสายกลางคือ อริยมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติตามถูกทางแล้วที่แหละ สร้างทางใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็คือทางเดิมที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านได้ดำเนินเอาไว้แล้ว ปรับปรุงแก้ไขให้มันดีขึ้นมา เป็นทางที่เกษม ที่ปลอดภัย ที่โล่งได้ บอกประกาศมาจนถึงทุกวันนี้“…ถึงแม้ไม่รู้ว่าจุดหมายฉันต้องการอะไร ไม่รู้ว่าเราเกิดมาทำไม อยู่เพื่ออะไร แต่อย่างน้อยถ้าคุณปฏิบัติเดินตามทาง คือ อริยมรรคมีองค์ 8 คุณจะปลอดภัย…” Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 20, 201943 min

ฐานที่ตั้งแห่งความเพียร หรือ เกียจคร้าน 6203-1d

ลักษณะความแตกต่าง 8 อย่างระหว่าง ผู้มีลักษณะแห่งความเกียจคร้าน (กุสีตวัตถุ) และผู้มีลักษณะแห่งการทำจริง แน่วแน่จริง (อารัพภวัตถุ)เหตุการณ์เดียวกัน เปรียบเหมือนเหรียญเดียวกัน แต่คนละด้าน สถานการณ์เดียวกัน แต่มองคนละมุม คนหนึ่งมองติดอยู่อยู่แค่เรื่องอาหาร เรื่องการเดินทาง เรื่องการงาน เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ..แต่อีกคนหนึ่งเห็นโอกาสแห่งการที่จะตั้งไว้ซึ่งความเพียรได้…เหตุการณ์อย่างเดียวกัน คุณใช้เป็นข้ออ้างในการที่จะกระทำชั่วก็ได้ เหตุการณ์อย่างเดียวกัน คุณใช้เป็นที่ตั้งที่จะทำความดีก็ได้ในขันธ์ 5 มีทั้งส่วนที่เป็นมิจฉามรรคที่เป็นไปในทางต่ำ ทั้งความขี้เกียจ และส่วนที่เป็นอริยมรรค ที่จะไปทางสูง เป็นที่ตั้งในการที่จะทำความเพียรได้ โดยในพระสูตรนี้ยกเอา 4 คู่นี้ขึ้นมาพูดอธิบายให้เห็น…สามารถขยายความมาในขันธ์ 5 ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนา หรือทุกขเวทนา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาความคิดนึกที่มันเป็นกุศลหรืออกุศลโผล่ขึ้นมาได้…เราจึงต้องไม่ตามความคิดที่ไม่ดี แต่ให้เราเอาตรงนี้มาเป็นที่ตั้งในการปรารภความเพียร ยิ่งทำสติให้มันมีมากขึ้น ไม่ตามสิ่งที่ไม่ดีนั้นไป สัญญาด้วย สังขารด้วย วิญญาณด้วย ตั้งไว้ให้มันดี ให้มันถูก ให้มันชอบ สามารถที่จะไม่ไปตามมิจฉามรรคเมื่อเราฟังเรื่องราวที่เป็นองค์ประกอบตรงนี้ ให้คิดไตร่ตรองใคร่ครวญว่า เราเป็นแบบไหนกัน? เหตุการณ์นี้เราจะใช้เป็นฐานที่ตั้งสำหรับในการทำอะไร? Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 13, 20191h 20m