
3 ใต้ร่มโพธิบท
413 episodes — Page 3 of 9

S67 Ep 25ธรรมเพื่อการพัฒนาตนเอง [6725-3d]
ภาวนา คือ การพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นทุกด้าน คนเราต้องมีการพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า ให้เจริญงอกงาม หมวดธรรมะที่จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาตนเองที่จะนำมากล่าวในที่นี้ได้แก่วุฑฒิธรรม 4 : ธรรมเป็นเครื่องเจริญงอกงามแห่งปัญญา 4 ประการ1.สัปปุริสังเสวะ: การคบหาสัตบุรุษ2.สัทธัมมัสสวนะ: ฟังสัทธรรม,เอาใจใส่เล่าเรียน3.โยนิโสมนสิการ: การทำในใจโดยแยบคาย4.ธัมมานุธัมมปฏิบัติ: ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมวัฒนมุข 6 ธรรมอันเป็นประตูแห่งประโยชน์ที่จะเปิดออกไปให้ก้าวหน้าสู่ความเจริญงอกงามของชีวิต ที่พระพุทธเจ้าได้เคยกล่าวไว้ในครั้งที่เป็นโพธิสัตว์ ได้แก่ 1.อาโรคยะ : ความไม่มีโรค2.ศีล : ความมีระเบียบวินัย3.พุทธานุมัต : ศึกษาแนวทางแบบอย่างจากผู้เป็นบัณฑิต4.สุตะ : การใฝ่ฟังศึกษาหาความรู้5.ธรรมานุวัติ : การดำเนินชีวิตในทางชอบธรรม6.อลีนตา : ความเพียรพยายามไม่ย่อหย่อนอธิษฐานธรรม 4 คือ ธรรมเป็นฐานที่มั่นคงของบุคคล เป็นธรรมที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จสูงสุดที่หมายไว้ได้ ได้แก่1.ปัญญา : หยั่งรู้ชัดในเหตุผล2.สัจจะ : พูดอย่างไรทำอย่างนั้น3.จาคะ : การสละความไม่ดีออก4.อุปสมะ: ความสงบธรรม 3 หมวดนี้เป็นธรรมที่เป็นไปในแนวเดียวกัน ที่เมื่อได้นำไปประพฤติปฏิบัติแล้วก็จะเกิดการพัฒนา ก้าวหน้า และนำไปสู่ความเจริญงอกงามในชีวิตได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 24อปริหานิยธรรม : ธรรมะอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม [6724-3d]
อปริหานิยธรรม คือธรรมะอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นธรรมที่อาศัยการรักษาเหตุปัจจัยแห่งความไม่เสื่อมและเหตุปัจจัยแห่งความเจริญ โดยแบ่งเป็นหลายนัยยะได้แก่นัยยะแรก1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์2. พร้อมเพรียงกันประชุม3. ศึกษาและไม่ล้มล้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้4. เคารพภิกษุผู้เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก5. ไม่ลุอำนาจตัณหาคือความอยากที่เกิดขึ้น6. ยินดีในเสนาสนะป่า7. ตั้งสติระลึกไว้ในใจว่า เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีลงาม ซึ่งยังไม่มา ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอให้อยู่ผาสุกนัยยะที่ 2 คือคุณธรรมในตนเองจะเจริญขึ้นหรือถอยลงด้วย 7 ประการนี้ คือ ไม่ยินดีการงาน ไม่ยินดีการคุย ไม่ยินดีความหลับ ไม่ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ไม่คบมิตรชั่ว ไม่ถึงความท้อถอยในระหว่างที่บรรลุคุณวิเศษเพียงเล็กน้อย นัยยะที่ 3 อริยะทรัพย์ 7 ประการได้แก่ เป็นผู้มีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีหิริ เป็นผู้มีโอตตัปปะ เป็นพหุสูต ปรารภความเพียร เป็นผู้มีสติ เป็นผู้มีปัญญานัยยะที่ 4 เจริญโพชฌงค์ 7ได้แก่ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์นัยยะที่ 5 เจริญสัญญา 7 ประการ ได้แก่ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา จวิราคสัญญา นิโรธสัญญานัยยะที่ 6 คือเจริญสาราณียธรรม 6 ประการนี่คือนัยยะต่างๆของ อปริหานิยธรรม ถ้าเรามีเหตุเงื่อนไขปัจจัยเหล่านี้แล้ว จะมีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว ความเสื่อมจะไม่ปรากฎขึ้นเลย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

สาราณียธรรม [6723-3d]
บทสวด สาราณียะธัมมะสูตตัง เป็นบทที่กล่าวถึงสาราณียธรรม6 ซึ่งเป็นธรรมอันเป็นไปเพื่อความระลึกถึงกันและกัน คือธรรมแห่งการสร้างความสามัคคี เป็นบทสวดที่มาจากพระสูตรที่พระภิกษุจะมักสวดกันในวันเข้าพรรษา บทสวดนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุไว้ที่เมืองสาวัตถี ณ วัดเชตวัน โดยกล่าวถึงธรรม 6 ประการ ที่เมื่อนำไปปฏิบัติแล้วจะเป็นธรรมเครื่องก่อให้เกิดอานิสงส์ 7 ประการ คือ 1.สาราณียา(ระลึกถึงกัน)2.ปิยะกะระณา(เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่รักกัน) 3.คะรุกะระณา(เป็นที่เคารพซึ่งกันและกัน) 4.สังคะหายะ(เป็นไปเพื่อ ความสงเคราะห์ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล) 5.อะวิวาทายะ(ไม่วิวาทกัน) 6.สามัคคิยา(เกิดความพร้อมเพรียงกัน) 7.เอกีภาวายะ(ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน)โดยองค์ประกอบของสาราณียธรรม 6 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงคือ1.เมตตาทางกายทั้งต่อหน้าและลับหลัง2.เมตตาทางวาจาทั้งต่อหน้าและลับหลัง3.เมตตาทางใจทั้งต่อหน้าและลับหลัง4.การแบ่งปันลาภที่ได้มาโดยธรรม5.มีศีลเสมอกัน ศีลไม่ทะลุไม่ด่างพร้อย 6.มีทิฏฐิอันประเสริฐ คือรู้เจาะจงในอริยสัจ 4 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 22ความฉลาดในธาตุ และอายตนะ [6722-3d]
การทำอะไรซ้ำๆ ย้ำๆ อยู่บ่อยๆ จะทำให้เราเกิดความชำนาญในสิ่งนั้น เช่นเดียวกับการพิจารณาใคร่ครวญธรรม ถ้าเราใคร่ครวญทำย้ำๆซ้ำๆ อยู่บ่อยๆ อยู่เรื่อยๆ จะทำให้เกิดปัญญา(ญาณ)รู้ชัดขึ้นมา เป็นผู้ฉลาดรู้แจ้งในธรรมนั้นวิธีการพิจารณาใคร่ครวญโดยความเป็นธาตุ คือ ธาตุ 6 โดยพิจารณาเจาะแยกลงไป แยกออกๆจนเหลือหน่วยเล็กที่สุดและพิจารณาประกอบกันเข้ามาแล้วจึงมีหน่วยใหญ่ขึ้นวิธีการพิจารณาใคร่ครวญโดยความเป็นอายตนะ คืออายตนะภายใน และภายนอกเชื่อมต่อกันทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น โดยพิจารณาจากการที่อาศัยเหตุปัจจัยอื่นปรุงแต่งแล้วจึงเกิดขึ้น มีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เมื่อพิจารณาใคร่ครวญอยู่บ่อยๆจะเกิด “กุสลตา”คือ ความฉลาดรู้แจ้งชัดซึ่งธาตุ และอายตนะ จะเป็นผลทำให้คลายกำหนัด และปล่อยวาง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 21ฐานะที่พึงพิจารณาเพื่อการหลุดพ้น [6721-3d]
ปัญญาการรอบรู้ในทุกข์ของผู้ถึงซึ่งพระนิพพานหรือกล่าวอีกนัยยะหนึ่งได้ว่าเป็นปัญญาของพระอรหันต์นั่นเองโดยได้ยก “สัตตัฎฐานสูตร” ว่าด้วย ผู้มีปัญญาฉลาดรอบรู้ขันธ์ 5 ในฐานะ 7 ประการได้แก่1. รู้ชัดซึ่ง (รู้ลักษณะ) รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ2. รู้ถึงเหตุเกิดขึ้น ของ รูป...ฯ คืออาศัยเหตุเกิด3. รู้ถึงความดับ ของ รูป...ฯ คือ เมื่อเหตุดับ-ผลย่อมดับ4. วิธีข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ ของ รูป..ฯ คือ มรรค 85. รู้ชัดซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย/ข้อดี) ของ รูป...ฯ คือ สุขที่เกิดขึ้น6. รู้ชัดซึ่งอาทีนวะ (โทษ/ข้อเสีย) ของ รูป...ฯ คือ ไม่เที่ยง7. รู้ชัดซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องสลัดออก) จาก รูป...ฯ คือ ปัญญาเห็นความไม่เที่ยง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 20นิวรณ์ 5 [6720-3d]
“นิวรณ์ 5” ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา เป็นกิเลสประเภทหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในช่องทางใจระหว่างการปฏิบัติสมาธิภาวนา เป็นเครื่องขวางกั้น ทำให้จิตขุ่นมัว ไม่เป็นสมาธิการจะระงับนิวรณ์ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การมีสติ” ระลึกรู้ถึงนิวรณ์ที่เกิดขึ้น และการใช้ “กำลังของสติ” ไม่ให้จิตน้อมไปตามความคิดเหล่านั้น นั่นจะทำให้นิวรณ์อ่อนกำลังและดับไป นอกจากนี้ การไม่ตั้งความพอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเจริญพรหมวิหาร4 รวมถึงการเจริญโพชฌงค์7 ก็ทำให้นิวรณ์ระงับได้เช่นเดียวกันทั้งนี้ในการเจริญสมาธิภาวนา เราอาจใช้นิวรณ์เป็นกรอบนิมิตได้ว่า สมาธิช่วงไหนควรเป็นไปเพื่อจิตสงบ หรือช่วงไหนควรเป็นไปเพื่อการพิจารณาให้เกิดปัญญาได้อีกด้วย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 19แก้ปัญหาด้วยสัญญา 7 ประการ [6719-3d]
ตัณหา ได้ชื่อว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ และเป็นที่มาของปัญหาต่างๆในชีวิตของคนเรา การมาเจริญภาวนาในสัญญา 7 ประการนี้ คือเมื่อมีการพิจารณาให้มากในสัญญาเหล่านี้ จิตจะไม่หวนกลับกำเริบและมีนิพพานเป็นที่สุดปัญหาของตัณหาและกิเลสแก้โดยสัญญา 7 ประการ ดังนี้ยินดีในเพศตรงข้าม(เมถุนธรรม) แก้โดย พิจารณา อสุภสัญญารักตัวกลัวตาย (รักชีวิต) แก้โดยพิจารณา มรณสัญญาติดในรสอาหาร แก้โดย พิจารณา อาหาเรปฏิกูลสัญญาความวิจิตรแห่งโลก แก้โดย พิจารณา สัพพโลเกอนภิรตสัญญาลาภสักการะ และความสรรเสริญ แก้โดย พิจารณา อนิจจสัญญาความเฉื่อยชา เกียจค้าน ท้อถอย ประมาท ไม่ประกอบความเพียร แก้โดย พิจารณา อนิจเจทุกขสัญญา (ความเห็นทุกข์เป็นสิ่งไม่เที่ยงทั้งหลาย)ทิฐิ และมานะ แก้โดย พิจารณา ทุกเขอนัตตสัญญา (เห็นความเป็นอนัตตาในความทุกข์นั้น) Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 18บทสวดธชัคคสูตร [6718-3d]
ธรรม 4 ประการที่เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป หรือ สัทธรรมปฏิรูป คือ1.บทพยัญชนะ อรรถแห่งบทพยัญชนะที่สืบทอดกันมาไม่ดี2. ภิกษุเป็นคนว่ายาก3.ผู้เป็นพหูสูต ไม่ถ่ายทอดสูตรแก่ทายาท4.พระเถระเป็นผู้เดินในทางทราม หากมีการสืบทอดบทพยัญชนะ กันมาอย่างดีคือจำเนื้อหาได้ถูกต้อง ออกเสียงอักขระชัดเจน รู้ความหมายอย่างถูกต้องก็จะทำให้พระสัทธรรมแท้ยังคงอยู่และเจริญขึ้นได้ โดยการกล่าวสวดบทพยัญชนะนี้จะต้องแม่นยำทั้งบท(ตัวหนังสือ) และพยัญชนะ(การออกเสียง) การสวดมนต์นี้จึงเป็นรูปแบบของการรักษาศาสนาอย่างหนึ่ง บทสวดธชัคคสูตร(ธะชัคคะสุตตัง) เป็นบทสวดที่กล่าวถึงวิธีระงับความกลัว โดย พระพุทธเจ้ากล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตนานมาแล้วที่เทวดารบกับอสูรโดยท้าวสักกะได้บอกกับเหล่าเทวดาว่า หากเกิดความกลัวหวาดสะดุ้ง ขนพองสยองเกล้าขึ้น ให้มองไปที่ยอดธงของหัวหน้าเทวดาทั้ง 4 จะทำให้ความกลัวหายไป แต่พระพุทธเจ้ากล่าวว่าความกลัวของเหล่าเทวดาก็ยังมีอยู่ เหตุเพราะหัวหน้าเทวดาทั้ง 4 ยังมีราคะ โทสะ โมหะอยู่ พระพุทธเจ้าจึงกล่าวต่อภิกษุว่าหากภิกษุไปอยู่ป่า อยู่โคนไม้ อยู่เรือนว่าง หากระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ภัยความกลัว ความสะดุ้ง ความขนพองสยองเกล้าจะไม่มี เหตุเพราะผู้มีกิเลสสิ้นไปแล้ว ก็จะไม่สะดุ้งหวาดกลัวภัยอันตรายใดๆเลย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 17หิริ โอตตัปปะ : ธรรมคุ้มครองโลก [6717-3d]
“โลกบาล” เป็นหลักคุ้มครองรักษาโลก ที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อันประกอบด้วยหลักธรรม 2 ประการที่จะมาคู่กันเสมอในจิตใจ ที่จะทำให้บุคคลทำแต่ความดี คือหิริและโอตตัปปะ “หิริ” แปลว่าความละอายต่อบาป และ “โอตตัปปะ” แปลว่าความกลัวต่อบาปบุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะ มีสติสัมปชัญญะ มีการสำรวมอินทรีย์ ศีลสมบูรณ์ เป็นเครื่องที่ทำให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงถึงพระนิพพานได้ในที่สุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 16โอกาสดี 4 ประการเพื่อการบรรลุธรรม [6716-3d]
ขณะ หรือเวลา หรือโอกาส ใน 4 อย่างนี้ ได้แก่ การที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น การที่ได้เกิดในพื้นที่หรือประเทศที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า การที่มีสัมมาทิฎฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) และการที่มีอายตนะ 6 อย่างครบสมบรูณ์ (ไม่พิการ)…โอกาสดีทั้ง 4 ประการ ที่ได้ยากขนาดนี้เกิดขึ้นแล้ว อย่าไปรีรอ อย่าให้ล่วงเลยไปเสีย โอกาสนี้ไม่ได้มีอยู่เรื่อย ๆ ตอนนี้อยู่ในช่วงโปรโมชั่น ครั้งนึงครั้งเดียวคือตอนนี้แหละ ตรงนี้แหละ ช่องที่เราอยู่ในกัปนี้ ที่ยังมีคำสอนพระพุทธเจ้าโคตมอยู่ในตอนนี้ เพราะมันไม่แน่ว่าชาติหน้าที่เราเกิดมาอาจจะไปเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ในนรก เกิดเป็นสัตว์ที่เกิดในของโสโครก เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปเกิดเป็นสัตว์ในอรูปพรหม หรือแม้แต่ไปเกิดในประเทศที่ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่… มันไม่แน่ไม่นอนว่าโอกาสหน้าที่จะมาต่อไป มันจะมีหรือไม่ แต่ถ้ามีอยู่ตอนนี้ รีบเลย คือให้เป็นโสดาปัตติผลให้ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 15มรรค ผล นิพพาน [6715-3d]
บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติตามธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ ผลที่จะพึงหวังได้ คือความผาสุก ซึ่งจะปรากฏเป็นความเบาบางของกิเลส นำไปสู่การสิ้นสุดของการเวียนว่ายตัดภพชาติให้น้อยลงไปตามลำดับ การเดินตามทางนั้นเป็นมรรค เมื่อมาถึงจุดหมายปลายทางแล้วเรียกว่าผลและมีนิพพานเป็นที่สุดแห่งการประพฤติปฏิบัติพึงเห็นโทษของการเวียนว่ายตายเกิดว่า เป็นสิ่งที่ไม่น่ายินดี พึงเห็นคุณของพระธรรมคำสอน ว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ และน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติเพื่อที่สุดแห่งพรหมจรรย์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 14วิธีละกิเลส [6714-3d]
"กิเลส" เป็นเหตุแห่งทุกข์ต้องละเสีย จึงอ้างอิงในส่วนของอังคุตตรนิการ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในหมวด 6 ว่าด้วยวิธีการละกิเลส อาศัยธรรมหมวด 5 เป็นเหตุทำให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสได้ กล่าวคือ การฟังธรรม การเทศน์สอน การทบทวน การคิดใคร่ครวญในธรรม หรือการทำสมาธิ ธรรม 5 อย่างนี้ เมื่อปฏิบัติให้บ่อยแม้ข้อใดข้อหนึ่งก็จะเกิดความรู้ในอรรถธรรมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความปราโมทย์ ปีติ ทำให้กายระงับ และจิตเป็นสุข มีสติและสมาธิตั้งมั่นเป็นอารมณ์อันเดียว ซึ่งจิตที่มีสติตั้งมั่นนี้เองเป็นเหตุปัจจัยหมวด 6 ว่าด้วยการละกิเลส คือการสำรวม การพิจารณาก่อนเสพสิ่งต่าง ๆ การงดเว้นสิ่งควรงด การอดทน การละเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน รวมถึงการภาวนาเพื่อให้เกิดโพชฌงค์ด้วย จะเห็นว่าธรรม 2 หมวดนี้ สอดคล้องรับกัน เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์หรือมรรค 8 นั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 13ความมั่นคงและไม่หวั่นไหวแห่งจิต [6713-3d]
อินทรีย์ 5 และพละ 5 นั้น ต่างมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา หากจะเปรียบเทียบ สติ ย่อมเทียบได้กับหัวธนู วิริยะ คู่กับ สมาธิ ช่วยพยุงธนูไว้ ศรัทธา คู่กับ ปัญญา พยุงด้านปลายของธนู หากอินทรีย์หรือพละตัวใดมากไป ธนูนั้นย่อมขาดความสมดุล ไม่สามารถแล่นตรงสู่เป้าหมายได้กล่าวได้ว่าอินทรีย์ 5 และพละ5 นั้น เหมือนกันโดยองค์ธรรมเพียงแต่ใช้อธิบายคนละนัยยะ คือความเป็นใหญ่ และความไม่หวั่นไหวเปรียบเสมือนแม่น้ำใหญ่ที่มีเกาะอยู่กึ่งกลาง แบ่งแม่น้ำออกเป็นสองสาย แม่น้ำทั้งสองที่ถูกแบ่งนั้น ย่อมเป็นสายน้ำเดียวกัน และไหลบรรจบกันในที่สุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 12คุณสมบัติของคนดี [6712-3d]
“สัตบุรุษหรือสัปปบุรุษ” หมายถึง คนดี เป็นผู้ประกอบด้วยสัทธรรม ตามจูฬปุณณมสูตร คือผู้มี “ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสุต ความเพียร สติมั่นคง และปัญญา” โดยทั่วไปเราจะพิจารณาว่าใครเป็นคนดี ก็โดยเทียบกับคุณธรรมที่กล่าวนี้ จากมิตรสหายที่บุคคลนั้นคบหา จากความคิด การให้คำปรึกษา วาจา4 การกระทำ ทิฐิความเห็น และทานที่ให้นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของ “อุบาสกธรรม7” คือคุณสมบัติของชาวพุทธที่ดี และ”กัลยาณมิตรธรรม7” คือคุณสมบัติของมิตรแท้ และ “สัปปุริสธรรม7” ในธัมมัญญสูตร อันเป็นคุณสมบัติของสัตบุรุษ ที่เปรียบดั่งคุณธรรมของพระเจ้าจักรพรรดิคุณธรรมเหล่านี้ ศึกษาเพื่อเป็นบรรทัดฐาน พัฒนาจุดที่ยังมีน้อยอยู่ หรือหากมีคุณสมบัติเหล่านี้แล้ว ก็รักษาคงไว้เพื่อความดีงาม และความเจริญต่อไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 11มงคลชีวิต35 # จิตที่ไกลจากกิเลส (6711-3d]
มงคลชีวิต 4 ข้อสุดท้ายนี้เป็นภูมิจิตของผู้ที่ไกลจากกิเลส กล่าวคือจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม คือ เมื่อถูกโลกธรรมฝ่ายอิฏฐารมณ์มากระทบก็ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่น่าพอใจน่าปรารถนานั้น และเมื่อถูกฝ่ายอนิฏฐารมณ์มากระทบก็ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนานั้น จิตจะเข้าถึงความคงที่อย่างนี้ได้ ต้องประกอบด้วยปัญญาที่เห็นการทำงานของขันธ์ที่เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์จิตไม่โศก คือจิตที่หลุดจากบ่วงสิเน่หา เพราะความโศกเกิดจากความรัก จะไม่ให้โศกก็อย่าให้มีความรัก ความรักเปรียบเหมือนยางเหนียวทำให้จิตติดอารมณ์นั้น พอความรักหายไปก็เศร้าโศก จิตพระอรหันต์ท่านไม่มีรักเพราะฉะนั้นจึงไม่โศกจิตปราศจากธุลี ธุลี คือความเศร้าหมองของจิตที่เกิดจากเทือกของกิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ) จะกำจัดกิเลสได้ด้วย อริยมรรคมีองค์8 จิตหมดธุลี คือจิตที่พ้นแล้วจากกิเลสจิตเกษม เป็นจิตที่ถึงแดนเกษมคือแดนที่ปลอดภัยจากกิเลสเครื่องกวนใจ ตัดเครื่องผูกรัด คือกามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ อวิชชาโยคะ พ้นแล้วจาก ความเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 10มงคลชีวิต 34 #เห็นอริยสัจและทำให้แจ้งในนิพพาน [6710-3d]
ในทางปฏิบัติเราจำเป็นต้องรู้เรื่องอริยสัจไว้บ้าง เพราะเวลาที่เราไปรับรู้เห็นนิมิตอะไรมา เราอาจจะหลงหรือเข้าใจผิดสำคัญว่าตนมีคุณวิเศษหรือได้บรรลุธรรมแล้วพระพุทธเจ้าได้สละความสุขส่วนพระองค์เพื่อที่จะออกค้นหาศาสตร์ความจริงที่จะช่วยให้คนพ้นจากทุกข์ ความแก่ ความตาย ซึ่งศาสตร์ที่พระองค์ค้นพบนี้เรียก “อริยสัจ 4”การเห็นอริยสัจ (ญาณในอริยสัจ 4) ที่แท้จริงนั้นต้องมีปริวัฏฏ์ 3 มีอาการ 12 จึงจะเป็นความพ้นทุกข์ที่แท้จริง คือเป็นจิตที่พ้นจากกิเลสโดยสิ้นเชิง เป็นความแจ้งในนิพพานนิพพานธาตุ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สอุปาทิเสสนิพพาน คือ ยังมีชีวิตอยู่ อินทรีย์ห้ายังอยู่ เสวยเวทนาอยู่ และอนุปาทิเสสนิพพาน คือการดับภพและเวทนาได้สิ้นเชิง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 9มงคลชีวิต32 # ความเพียรเผากิเลส [6709-3d]
ในคำสอนของพระพุทธเจ้า การบำเพ็ญตบะ คือการเพียรเผากิเลส เพียรกำจัดกิเลสออกไป จะมุ่งเน้นมาในจิตใจ ชนิดของกิเลสนั้นมีทั้งที่เป็นฝ่ายกุศล คือกิเลสอย่างละเอียดทำให้เกิดโมหะเช่นบุญ ทำให้เกิดการยึดถือเมาบุญได้ และฝ่ายอกุศลได้แก่ ราคะ โทสะ กิเลศทั้งสองนี้ ทำให้เราเวียนไปสูง-ไปต่ำ วนอยู่ในวัฏฏะนี้การบำเพ็ญตบะจึงจำเป็นต้องอาศัยความอดทนอย่างยิ่งในการเผากิเลสที่อยู่กับเรามานานให้หลุดลอกออกไป ถ้าเราอดทนไม่ได้ก็คือ “ตบะแตก”การอดทนนั้นต้องประกอบด้วยปัญญาวิธีทำตบะ คือข้อปฏิบัติทั้งหมดที่ฝืนความต้องการของกิเลส ได้แก่ สัลเลขธรรม-การขัดเกลากิเลส และธุดงควัตร13-การกำจัดกิเลส ตบะในชีวิตประจำวันทำได้ด้วยการมีสติ สำรวมอินทรีย์ มีหิริโอตตัปปะจะเป็นเหตุให้เกิดอินทรีย์สังวร มีศีล สมาธิ ปัญญา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 8มงคลชีวิต28 # ความอดทน [6708-3d]
“ขันติ” ความอดทน คือ การรักษาภาวะปกติไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบอย่างไรก็ตาม เช่นเมื่อถูกกระทบให้ลุ่มหลงก็ไม่ลุ่มหลงไปตามหรือถูกกระทบให้ไม่พอใจขยะแขยงก็อดทนอยู่ในภาวะเดิมไว้ได้ ความอดทนนั้นจะมีลักษณะของความอดกลั้นไว้ไม่คิดที่จะก่อทุกข์ให้ผู้อื่นและตนเองก็มีความเบิกบานแจ่มใสอยู่เป็นนิตย์ด้วย ซึ่งความอดทนไม่เหมือนกับดื้อด้าน หรือเก็บกด เพราะความอดทนนั้นจะประกอบด้วยปัญญา มีความเพียรชำระสิ่งที่เป็นอกุศลออกจากจิตใจของเราความอดทนแบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือ 1.จากภายนอกกระทบ เช่นอากาศร้อน หนาว จากทุกขเวทนาในกาย เช่น เจ็บป่วย 3.อดทนต่อความเจ็บใจ เช่น คำพูดล่วงเกิน 4.อดทนต่ออำนาจของกิเลส ซึ่งหมายเอา 2ข้อหลังนี้มาเป็นอุบายในการฝึกความอดทน ให้ดูคุณธรรมจาก เตมิยชาดก ปุณโณวาทสูตร เวปจิตติสูตรเรื่องของความอดทนคือขันตินั้นจะทำให้จิตใจของเรามีความก้าวหน้าขึ้นไป เป็นเหมือนการบ่มให้คุณธรรมดีๆเติบโตได้มากยิ่งขึ้น เป็นคุณธรรมของนักปราชญ์บัณฑิตที่เมื่อรักษาแล้วจะเป็นมงคลในชีวิตเรานั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 7มงคลชีวิต 20 #การงดเว้นจากบาป [6707-3d]
มงคลชีวิตข้อ19 “อารตี วิรตี ปาปา” การงดเว้นจากบาป คำว่า “บาป”ตรงกันข้ามกับ “บุญ” บุญท่านเคยบอกว่าเป็นชื่อของความสุขแสดงว่าบาปนั้นก็จะเป็นชื่อของความทุกข์ แต่ต้องดูให้ลึกซึ้งคือให้ดูถึงภายในจิต บุญหรือบาปนั้นสะสมไว้ภายในจิต ไม่ได้สะสมไว้ในอาการของจิต ดังนั้นบาปคืออกุศลต่างๆที่ทำให้จิตเสีย ทำให้จิตตกต่ำ ทำให้จิตเกิดทุกข์นั่นเองการจะงดเว้นจากบาปได้นั้นต้องอาศัยหลักธรรมคือ “หิริ” ความละอาย รังเกียจบาป และ“โอตตัปปะ”ความกลัวต่อบาป หากมีหิริและโอตตัปปะแล้วก็จะยังผลให้เรางดเว้นจากการทำบาปได้นั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 6มงคลชีวิต 15 #ทำงานไม่คั่งค้าง [6706-3d]
“งาน” คือ อะไรก็ได้ที่เป็นระบบ เป็นขั้นตอน มีวิธีการปฏิบัติ และจะเกิดความเป็นมงคลได้นั้น คุณธรรมในการทำงานให้สำเร็จ คือ อิทธิบาท 4การเจริญอิทธิบาท 4 ต้องเข้าใจให้ถูก ต้องมีองค์ประกอบอีก 2 อย่าง คือ “ธรรมเครื่องปรุงแต่ง” หรือเป้าหมาย และประกอบด้วย “สมาธิ” ที่จะมาเชื่อมกับกิจแต่ละอย่างๆ คือ“ฉันทะ” ความพอใจความเต็มใจ ที่ทำให้เริ่มลงมือทำ“วิริยะ” ความเพียร ความกล้า ความกระตือรือร้น ความมีระเบียบวินัย ทำให้งานสำเร็จได้“จิตตะ” ความใส่ใจ ถูกต้อง ตรวจสอบ ทำให้งานมีความต่อเนื่อง“วิมังสา” การพินิจพิเคราะห์ แยกแยะพิจารณา เปลี่ยนแปลงให้งานนั้นๆ ดีขึ้นด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ ตั้งไว้แล้ว จะทำให้การทำการงานนั้น ไม่ย่อหย่อน ไม่เกียจคร้าน ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่สยบในภายใน แต่สำเร็จ “การงานไม่อากูล” ลุล่วงไปได้นั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 5มงคลชีวิต 7 # “ตั้งตนไว้ชอบ” [6705-3d]
อตฺตสมฺมาปณิธิ จ หมายถึง ตั้งตนไว้ชอบ ในที่นี้คือ การตั้งจิตเพื่อรักษากายและจิตใจให้อยู่ในทางที่เป็นกุศลธรรมในปัจจุบันซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ทางที่ปลอดภัยไว้ให้แล้ว คือ อริยมรรคมีองค์8 ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา การตั้งจิตไว้ถูกไม่ว่าจะเจอผัสสะที่น่าพอใจหรือไม่ นั่นจึงเป็นมงคล ท่านยังทรงตรัสให้เรานึกถึงศีล นึกถึงโสตาปัตติยังคะ4 ให้มีปีติสุข อันเกิดจากศรัทธาที่หยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ซึ่งจะช่วยให้ชนะอุปสรรคได้เช่นกัน ทั้งนี้หากตั้งจิตไว้ชอบแล้วก็จะสามารถไปถึงเป้าหมายทั้งชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูงสุดได้อย่างแน่นอน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 4ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ [6704-3d]
ธรรมของสัตบุรุษ มีสัทธรรม 3 อย่างคือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธปริยัติ คือการศึกษาเล่าเรียนในระบบคำสอนที่เรารวบรวมมาโดยรอบแล้วนั่นคือคำสอนของพระศาสดามีองค์ 9 (นวังคสัตถุศาสน์)ได้แก่ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูติธรรม เวทัลละปริยัติแบ่งตามรูปแบบการศึกษาได้ 3 อย่างดังนี้1.อลคัททูปริยัติ การศึกษาแบบเป็นงูพิษคือศึกษาธรรมเพื่อลาภสักการะ เพื่อข่มผู้อื่น2.นิสสรณัตถปริยัติ การศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการออกไปจากทุกข์ คือศึกษาเจาะจงลงไปในเรื่องที่จะออกจากทุกข์ได้3.ภัณฑาคาริกปริยัติ การศึกษาแบบขุนคลังคือการศึกษาเพื่อที่จะเก็บรักษาองค์ความรู้เหล่านั้นไม่ให้เสื่อมสูญไปปฏิบัติ คือ นำความรู้มาลงมือทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างที่ต้องการ การลงมือทำนั้นต้องไม่ยกตนข่มผู้อื่น การปฏิบัตินั้นมีได้หลายรูปแบบ การปฏิบัติต้องถูกต้องกับสิ่งนั้น ๆปฏิเวธ คือ การรู้ธรรมเป็นขั้นๆไป รู้ว่าธรรมนี้เป็นอย่างนี้ รู้แทงตลอดในธรรมเป็นขั้นเป็นขั้นขึ้นไป ในส่วนของปฏิเวธนี้ก็จะหมายถึงการบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งด้วยปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธนี้ ต้องมาด้วยกันจะมีผลแทงตลอดได้จะต้องลงมือปฏิบัติจะปฏิบัติได้ต้องรู้วิธีการว่าต้องทำอย่างไรไม่ให้เกิดความข้องความกังวลผลที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นขั้น ๆ ไป หมุนวนไปแบบนี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 3ตัณหา [6703-3d]
ตัณหา เป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก มีความเป็นสภาวะขึ้นมา ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน อันเป็นเครื่องให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้นๆ เพราะฉะนั้นต้องประกอบด้วยการเกิดอีกให้เป็นสภาวะขึ้นมา เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มีความกำหนัด มีความเพลิน โดยนัยยะนี้ได้แบ่งตัณหาเป็น 3 อย่างดังนี้1.กามตัณหา คือความกำหนัดยินดีพอใจและความเพลินในรูปผ่านทางตา เสียงผ่านทางหู กลิ่นผ่านทางจมูก รสผ่านทางลิ้น และโผฏฐัพพะผ่านทางกาย และความอยากได้กามคุณคือสิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้งห้า2.ภวตัณหา คือ ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ความอยากมี อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป3.วิภวตัณหา คือ ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา ความไม่อยากเป็น อยากดับสูญส่วนตัณหา 108 นั้นมาจากคำว่าตัณหาวิจริตคือความนึกที่แผ่ซ่านด้วยอำนาจของตัณหาคือความเพลินซ่านไปแผ่ไป โดยแผ่ซ่านกระจายไปในขันธ์อันเป็นภายใน 18 อย่าง ขันธ์อันเป็นภายนอกอีก18อย่าง ทั้ง 2 นี้ รวม 36 อย่าง X 3 กาลคือ ปัจจุบัน อดีต และอนาคต จึงเป็นตัณหา 108 นั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 2จรณะ 15 [6702-3d]
จรณะคือข้อปฏิบัติให้ถึงปัญญาข้อปฏิบัติที่ทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้ ข้อปฏิบัตินี้มี 15 อย่าง จรณะมีความหมายเดียวกันกับเสขะปฏิปทาคือข้อปฏิบัติของผู้ที่ยังต้องฝึกต้องปฏิบัติต่อ ข้อปฏิบัติของผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูง บุคคลที่ต้องการบรรลุธรรมจึงต้องปฏิบัติตามเสขะปฏิปทา ดังนั้นจรณะ15 ก็คือเสขะปฏิปทาที่มีเนื้อหาแจงออกเป็น 15 ประการ ตามนัยยะของเสขะปฏิปทาสูตร ประกอบด้วย 4 หมวดคือ ศีล1, อปัณณกปฏิปทา3,สัปปุริสัทธรรม 7 และฌาน4 ซึ่งแจกแจงได้ดังนี้1.ศีล ได้แก่ ศีล5 ศีล8 ศีล10 และศีล2272.อปัณณกปฏิปทา3 คือข้อปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม ได้แก่ 1.อินทรีสังวร(สำรวมอินทรีย์) 2.โภชเนมัตตันญุตา(รู้จักประมาณในการบริโภค) 3.ชาคริยานุโยค(การประกอบความเพียรอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น)3.สัปปุริสัทธรรม7 ได้แก่ 1.มีศรัทธา 2.มีหิริ 3.มีโอตตัปปะ 4.เป็นพหูสูต 5.มีความเพียรอันปรารภแล้ว 6.มีสติ7. มีปัญญา4.ฌาน4 คือการเพ่ง,สมาธิ ได้แก่ 1.ปฐมฌาน(วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคคตา) 2.ทุติยฌาน(ปีติ สุข เอกัคคตา) 3.ตติยฌาน(สุข เอกัคคตา) 4.จตุตถฌาน(อุเบกขา เอกัคคตา)จรณะ 15 อย่าง คือข้อปฏิบัติที่เจาะจงลงมาสำหรับบุคคลที่ยังไม่บรรลุธรรม เมื่อนำธรรมนี้ไปประพฤติปฏิบัติก็จะสามารถทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S67 Ep 1พร 9 ประการ สมปรารถนาด้วยธรรม [6701-3d]
ขึ้นชื่อคำว่า “พร” เป็นสิ่งที่ใครๆก็ปรารถนาเพื่อต้องการให้เกิดความสุขความสมหวังในชีวิตทั้งนั้น ในที่นี้ได้รวบรวมพรดีๆ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจากสูตรต่างๆอันได้แก่ จักกวัตติสูตร อิฏฐสูตร และจูฬกัมมวิภังคะสูตร ได้ 9 ประการดังนี้ 1.มีอายุยืน 2.วรรณะงาม 3.มีความสุข 4.มีโภคะเงินทอง 5.มีสุขภาพแข็งแรงมีโรคน้อย 6.มียศถาบรรดาศักดิ์มีอำนาจใหญ่โต 7.การเกิดในตระกูลสูง 8.มีปัญญามีความฉลาดหลักแหลม 9.ตายแล้วได้เกิดในสวรรค์ ถ้า ใครได้รับพร 9 ข้อนี้ แม้เพียงข้อใดข้อหนึ่งต้องดีต่อจิตใจแน่ แต่หากเราทำความเข้าใจในความหมายที่ลึกซึ้งลงไปตามนัยยะคำสอนของพระพุทธเจ้าจากพระสูตร พรทั้ง 9 ประการนี้ก็จะดีต่อเรายิ่งขึ้นไปอีก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 52วิธีเลือกครูบาอาจารย์ [6652-3d]
กัลยาณมิตร หมายถึงบุคคลที่ปรารถนาดีและนำสิ่งดีงามและเป็นกุศลมาสู่เรา กัลยาณมิตรมีหลายแบบได้แก่ 1.กัลยาณมิตรที่เป็นองค์ความรู้อันได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 2.เพื่อนที่ดีคือฆราวาสผู้พร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา 3.พระสงฆ์ครูบาอาจารย์ 4.พระพุทธเจ้า ในครั้งนี้จะกล่าวรายละเอียดถึงกัลยาณมิตรแบบที่3 คือพระสงฆ์ครูอาจารย์ เราจะเลือกเอาพระสงฆ์ครูอาจารย์แบบใดมาเป็นกัลยาณมิตรที่ควรคบหาควรเข้าใกล้ถึงแม้ว่าจะถูกไล่หนีก็ตาม พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงคุณสมบัติของพระสงฆ์ที่ควรเข้าใกล้ไว้ 7 ประการดังนี้ 1.เป็นผู้มีความน่ารักใคร่พอใจ (ปิโย) คือเป็นลักษณะมีความเมตตา แผ่มาให้เกิดความรักใคร่พอใจ2.เป็นที่เคารพ (ครุ) คือเป็นผู้ที่มีความหนักแน่น มีหลักเกณฑ์หลักการ คุ้มครองให้ในทิศทั้งปวง3.เป็นผู้ควรสรรเสริญ (ภาวนีโย) คือ เป็นผู้มีความรู้จริง มีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอควรเอาเป็นแบบอย่าง4.เป็นผู้ฉลาดพูด (วตฺตา) คือรู้จังหวะรู้เวลาที่จะพูดที่จะสอนได้ และเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ดีได้5.เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ (วจนกฺขโม) คืออดทนที่จะพูดซ้ำๆในเรื่องเดิมๆได้โดยไม่เบื่อหน่าย6.เป็นผู้พูดถ้อยคำลึกซึ้งได้ (คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา) คือสามารถแจกแจงคำสอนได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง7.เป็นผู้ไม่ชักนำไปในอฐานะ (จฎฺฐาเน นิโยชเย) คือไม่ชักนำไปในทางที่ไม่ดีทางที่เสื่อมเสีย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 51โพธิปักขิยธรรม 37 องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ [6651-3d]
โพธิปักขิยธรรมคือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ มี 7 หมวด 37 ประการได้แก่ สติปัฏฐาน4 สัมมัปปธาน4 อิทธิบาท4 อินทรีย์5 พละ5 โพชฌงค์7 มรรคมีองค์8 องค์ธรรมทั้ง 7 หมวดนี้ คือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรมเหมือนกัน ในครั้งนี้จะกล่าวให้เห็นความเหมือนและต่างกันขององค์ธรรมเหล่านี้ คู่แรกคือ “อินทรีย์5” กับ “พละ5” เหมือนกันโดยองค์รวม คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แต่อธิบายคนละนัยยะ คือความเป็นใหญ่และความไม่หวั่นไหว พระพุทธเจ้าได้อุปมาธรรม 2 หมวดนี้ เปรียบเหมือนแม่น้ำสองสายที่แบ่งโดยเกาะกลางแต่ก็เป็นแม่น้ำสายเดียวกันและย่อมจะมาบรรจบกัน “สติปัฏฐาน”คือฐานที่ตั้งให้เกิดการระลึกถึงคือตั้งจิตเกาะติดไว้ให้มั่นที่กาย เวทนา จิต ธรรม ส่วน“สัมมัปปธาน”คือความเพียร เป็นลักษณะของการต้องขูดเกลาต้องพัฒนา กำจัดอกุศลธรรมรักษากุศลธรรมให้มีมากขึ้น สัมมัปปธานก็คือสัมมาวายามะนั่นเอง “อิทธิบาท” คือฐานที่ตั้งแห่งความสำเร็จ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา “ โพชฌงค์” ได้แก่ สติสัมโพชฌงค์ก็คือสติปัฏฐาน4 พอมีสติแล้วก็จะเห็นตามจริงทำให้เกิดธัมมวิจยะ ให้เกิดวิริยะ เกิดปิติ เกิดความสงบ เกิดสมาธินำสู่อุเบกขาได้ ทางทั้งหลายที่เดินมานี้ท่านเปรียบเหมือนรอยเท้าของสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดคือรอยเท้าช้าง เปรียบธรรมะทั้งหมดที่กล่าวมานี้อยู่ใน “มรรค8”ทั้งหมดเลย มรรค8 คือ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง ดังนั้น โพธิปักขิยธรรม จึงเป็นธรรมะที่จะนำพาจิตของเราให้ไปสู่นิพพานได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 50อุปมาจิต 9 อย่าง [6650-3d]
สตินี่แหละจะเป็นตัวช่วยจัดระเบียบจิตใจของเรา สติที่ท่านพระสารีบุตรอธิบายเจาะจงลงไป คือเครื่องมือที่ชื่อว่ากายคตาสติ โดยท่านอุปมาลักษณะของจิตไว้ 9 อย่าง คือ1 จิตเสมอด้วยดิน จิตที่มีสติตั้งไว้ก็จะเหมือนกับดินไม่ว่าใครจะทิ้งของสะอาดหรือไม่สะอาด ดินก็ยังเป็นดินเสมอ2 จิตเสมอด้วยน้ำ จิตที่มีสติตั้งไว้ก็จะเหมือนกับน้ำไม่ว่าใครจะทิ้งของสะอาดหรือไม่สะอาด น้ำก็ยังเป็นน้ำเสมอ3 จิตเสมอด้วยไฟ จิตที่มีสติตั้งไว้จะเหมือนกับไฟจะไม่อึดอัดเปลี่ยนแปลงตามสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ จะกว้างขวางเสมอกัน4 จิตเสมอด้วยลม จิตที่มีสติตั้งไว้ก็จะเหมือนกับลมเมื่อมีสิ่งใดมากระทบกับอารมณ์ไม่ว่าดีหรือไม่ดีก็ตาม ย่อมเสมอกันหมด5 จิตเปรียบด้วยผ้าเช็ดธุลี จิตที่มีสติตั้งไว้จะเป็นจิตกว้างขวางรับทั้งสิ่งดีและไม่ดีโดยไม่รังเกียจเหมือนผ้าขี้ริ้วที่เช็ดได้ทุกอย่าง6 มีจิตเหมือนเด็กจัณฑาล ถ้ามีสติตั้งไว้แล้วก็จะมีจิตเหมือนจิตเด็กจัณฑาลที่นอบน้อม อดทน7 มีจิตเหมือนโคเขาขาด จิตที่มีสติตั้งไว้จะเหมือนโคที่เขาขาดจะเจียมตัวและระมัดระวังเสมอ8 มีจิตเหมือนคนรักสวยรักงามที่มีซากศพ ซากงู มาแขวนคล้องคอไว้ จิตที่มีสติตั้งไว้จะไม่ยึดถือกายว่าเป็นของเรา9 มีจิตเหมือนภาชนะที่ก้นทะลุใส่น้ำมันไว้ต้องคอยประคับประคองไม่ให้น้ำมันล้นออก จิตที่มีสติตั้งไว้จะบริหารกายอย่างระมัดระวัง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 49ชนะด้วยปัญญา [6649-3d]
ปัญญาจัดเป็นอันดับสูงสุด จะลับปัญญาให้แหลมคมได้ต้องมีคุณธรรมต่างๆมาประกอบเข้าด้วยกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งคุณธรรมที่ท่านกล่าวถึง คือ เวสารัชชกรณธรรม 5 (คุณธรรมที่จะทำให้เกิดความแกล้วกล้า ความกล้าหาญ ) ได้แก่1.ศรัทธา ความเชื่อใจ ความมั่นใจ ความลงใจ ในการตรัสรู้ของพระพุทธ ในคำสอนของพระพุทธเจ้า และในหมู่สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า2.ศีล ความประพฤติถูกต้องดีงาม ไม่ผิดระเบียบวินัย ศีลถือเป็นพื้นฐานสำหรับทุกอย่าง ศีลเป็นความปกติ ที่ต้องปฏิบัติให้เป็นนิสัย3.พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก มีทั้งเป็นรูปแบบและไม่เป็นรูปแบบ4.วิริยารัมภะ ปรารภความเพียร คือ การที่ได้เริ่มลงมือทำความเพียรพยายามในกิจการนั้นๆ อยู่แล้วอย่างมั่นคงจริงจัง จนเป็นเหตุให้เกิดความชำนาญ 5.ปัญญา ความรอบรู้ เข้าใจซึ้งในเหตุผล ดี ชั่ว ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ อันเกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงและปัญญาที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดผลสะท้อนกลับ ( feedback loop) พิจารณาว่าสิ่งที่เราทำมามันใช่ไหม ถูกไหม เป็นผลสะท้อนกลับให้เราไปปรับ ศรัทธา ศีล ปรับองค์ความรู้ ปรับการลงมือทำ ปรับเป็นวงกลมหมุนไปวนไป เพื่อให้ปัญญาของเราแหลมคมยิ่งขึ้น เห็นตามความเป็นจริง จนถึงที่สุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 48ธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุก [6648-3d]
ธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุกในที่นี้จะกล่าวไว้ ๒ กรณี กรณีที่ ๑ คือผู้ที่อยู่คนเดียวจะอยู่อย่างไรให้ผาสุกอยู่ได้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็น ๒ นัยยะได้แก่นัยยะที่ตรัสไว้กับภิกษุทั้งหลายว่าธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุกคือ ฌาน ๑/ ฌาน ๒/ ฌาน๓/ ฌาน๔ /การทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ ส่วนนัยยะที่ ๒ได้ปรารภในคหบดีเจาะจงสำหรับผู้ครองเรือนไว้ คือโสตาปัตติยังคะ ๔ เป็นธรรมะที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติตามแล้วหยั่งลงสู่อมตะธรรมได้ ได้แก่ มีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นด้วยปัญญาในพระพุทธเจ้า /มีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นด้วยปัญญาในพระธรรม / มีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นด้วยปัญญาในพระสงฆ์ / มีศีลสมบูรณ์ โดยทั้ง ๒ นัยยะนี้พระพุทธเจ้าหมายถึงตัวเราเองเท่านั้นกรณีที่ ๒ คือธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุกของผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ คือ ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ๕ ประการ ได้แก่ เข้าไปตั้งกายกรรมอันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง /เข้าไปตั้งวจีกรรมอันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งต่อหน้าและลับหลังเข้าไปตั้งมโนกรรมอันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง / เป็นผู้มีศีลที่สมบูรณ์ไม่ทะลุด่างพร้อย เป็นศีลที่เสมอกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง / เป็นผู้มีมีทิฐิอันเป็นอริยะหมายถึงความเห็นที่ประเสริฐให้เสมอกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 47กรรมดับได้ด้วยทางสายกลาง [6647-3d]
พระพุทธเจ้าทรงตรัสกับสหัมบดีพรหมไว้ที่ใต้ต้นไทรว่า ประตูสู่นิพพานอันเป็นอมตะเราเปิดไว้แล้ว ทางที่ท่านบอกไว้ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ‘‘สัตว์เหล่าใดที่จะมาตามทางนี้จงปลงศรัทธาลงไปเถิด’’ ทางสายกลางอันประเสริฐ 8 อย่าง (อริยอัฏฐังคิกมรรค) คือ ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง ขวาสุด คือ ชุ่มด้วยกามยึดถือยินดีในกามคุณ ซ้ายสุด คือ ไม่เอาอะไรสักอย่างปฏิเสธหมดทุกอย่าง อย่างไรจึงจะเรียกว่ากลางพอดี นั่นคือ มัชฌิมาปฏิปทา ช่องทางนี้แหละ คือ เส้นทางที่จะออกไปได้ รอดไปได้ โดยต้องอาศัยศรัทธาที่มากพอทุ่มลงไปพระพุทธเจ้าทรงเรียกทางสายกลางอีกหลายชื่อ ได้แก่ สามัญญะ ใครที่ปฏิบัติแล้วได้ผลเหมือนกัน/พรหมมัญญะ/พรหมะจริยะ การประพฤติพรหมจรรย์/สัมมัตตะ มี สัมมัตตะ 8, สัมมัตตะ 10/กุศลธรรมะ/สัมมาปฏิปทา/สัมมาปฏิปัตติ/สมถะวิปัสสนา/มัชฌิมาปฏิปทามรรค 8 มี 2 ลักษณะ คือ ผู้ที่ยังไม่ถึง ยังไม่บรรลุธรรมต้องปฏิบัติตามมรรค 8 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้ามฝั่งให้ได้/ผู้ถึงแล้วจะต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ต่อไปแต่ทำไปในลักษณะที่ไม่ต้องถึงอะไรแล้ว เพราะว่ากิจที่จะต้องทำด้วยความไม่ประมาทนี้มันหมดแล้ว มันจบแล้ว เพราะฉะนั้นหนทางที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 8 อย่าง คือ อริยอัฏฐังคิกมรรคสามารถที่จะดับกรรมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 46เรื่องของ "กรรม" ตอนที่ 3 (จบ) [6646-3d]
กรรม คือ เจตนาที่มีการปรุงแต่ง (สังขาร) ออกไปทางกาย วาจา ใจ เมื่อมีการปรุงแต่งกระทำออกไปแล้ว ย่อมมีผลหรือมีวิบากของกรรมนั้นอย่างแน่นอน เรื่องของกรรมเป็น “อจินไตย” คือ เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด เพราะถ้าคิดแล้วอาจจะทำให้เป็นบ้าได้ ในที่นี้หมายถึง เป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน (ตามนัยยะ อจินติตสูตร) ตราบใดที่เมื่อยังมีการปรุงแต่งกรรมอยู่ การให้ผล (วิบาก) ของกรรมนั้น ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยของกรรมนั้นเสมอ ผลของกรรมจึงมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ความคิดที่ว่า “ผลของกรรม เกิดจากรรมเก่าอย่างเดียวเท่านั้น” ความคิดอย่างนี้ยังไม่ถูกต้อง เพราะผลของกรรมไม่ได้เกิดจากกรรมเก่าอย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของสังขารนาม-รูปในปัจจุบัน (ตามนัยยะ 8 อย่างใน สีวกสูตร) ประเภทผลของกรรม แบ่งออกเป็น 4 หมวด แต่ละหมวดแยกเป็น 4 ประเภท (รวม 16 ประเภท)1.แบ่งโดยหน้าที่ คือ กรรมที่ให้ไปเกิด (ยังวิบากให้เกิดขึ้น-มีสภาวะการเกิด) / อุปถัมภ์สนับสนุนให้กรรมนั้นมีพลังมากยิ่งขึ้น / เบียดเบียนกรรมนั้นให้อ่อนกำลังลง / ตัดรอนกรรมนั้นไม่ให้ส่งผล2.แบ่งตามลำดับการให้ผล คือ ให้ผลในลำดับแรกก่อน / ให้ผลเวลาใกล้ตาย / กรรมที่กระทำบ่อยๆ สั่งสมไว้ ให้ผลในชาติต่อมา / กรรมที่ผู้กระทำไม่มีเจตนา แต่ย่อมให้ผล (ในห้วงของสังสารวัฏ)3.แบ่งตามเวลา คือ ให้ผลรวดเร็วปัจจุบันทันด่วน / ให้ผลในชาติหน้า / ให้ผลในชาติต่อๆ มา / ไม่มีโอกาสให้ผล4.แบ่งตามฐานะการให้ผล คือ ให้ผลไปเกิดในอบายภูมิ / สุคติภูมิ / รูปพรหม / อรูปพรหม Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 45เรื่องของ “กรรม” (ตอนที่ 2)-กรรมเป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ [6645-3d]
กรรม (กัมมะ) คือ เจตนาของจิตที่เมื่อมีผัสสะมากระทบแล้วเกิดการปรุงแต่งออกไป ทางกาย (กายกรรม) วาจา (วจีกรรม) และใจ (มโนกรรม) เป็นอกุศลกรรมบ้าง หรือกุศลกรรมบ้าง หรือเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม (อริยมรรคมีองค์ 8)กรรมเป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ - ทำความเข้าใจกรรมผ่าน “นิพเพธิกสูตร”· เรากล่าวซึ่ง “เจตนา ว่าเป็นกรรม” เพราะว่าบุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ หมายถึง เจตนาที่อยู่ในจิตที่ประกอบไปด้วย ราคะ โทสะ และโมหะ (กิเลส) จากมากไปจนถึงเบาบาง (อกุศล-กุศล) หรือจนไม่เหลือ จึงพ้นจากกรรม คือ “สิ้นกิเลส สิ้นกรรม” ด้วย อริยมรรคมีองค์ 8· เหตุเกิดแห่งกรรม คือ ผัสสะ (อาศัยผัสสะเป็นแดนเกิด)· ความมีประมาณต่าง ๆ แห่งกรรม คือ กรรมที่ทำให้ไปเกิดในอบาย, มนุษยโลก, เทวโลก ได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 และกุศลกรรมบถ 10· วิบาก คือ ผลแห่งกรรม มีระยะเวลาการให้ผล คือในปัจจุบันทันควัน / ในเวลาต่อมา / ในเวลาต่อ ๆ มา· ความดับไม่เหลือแห่งกรรม คือ ความดับแห่งผัสสะ (เมื่อมีผัสสะกระทบแล้วไม่เข้าถึงจิต)· ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งกรรม คือ อริยมรรคมีองค์ 8การเข้าถึงกระบวนการสิ้นกรรม คือ ให้เราปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 จนครบจนเต็มรอบ ผลแห่งความสมบูรณ์ในการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 จะทำให้เราพ้นจากกรรมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 44เรื่องของ “กรรม” (ตอนที่ 1) [6644-3d]
“กรรม” คือ การกระทำที่เกิดจากเจตนาของจิตที่ถูกกระตุ้นผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แล้วปรุงแต่งออกไป ทาง 3 ช่องทาง คือ 1. ทางกาย เป็น กายกรรม 2. ทางวาจา เป็น วจีกรรม 3. ทางใจ เป็น มโนกรรมทำความเข้าใจเรื่องของ “กรรม” ผ่านพุทธพจน์ที่ว่า..“เรามีกรรมเป็นของๆตน เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น” หมายถึง เมื่อมีเหตุแล้ว ย่อมมีผล“เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์” คำว่า “เผ่าพันธ์” หมายถึง ผลของการกระทำนั้น“เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้” คำว่า “ที่พึ่งอาศัย” หมายถึง ลักษณะที่สะสมอยู่ในจิต หรือ “อาสวะ”“เป็นกรรมดีก็ตาม เป็นกรรมชั่วก็ตาม” คือ กุศลกรรม หรือ อกุศลกรรม“เราจักต้องเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น” คือ ได้รับผลของการกระทำนั้น“เราทั้งหลายพึงพิจารณาเนืองๆอย่างนี้แล” ผลของการพิจารณา คือ เกิดปัญญา และ มีอุเบกขา กรรม 4 อย่าง1. กรรมดำ มีวิบากดำ - กรรมชั่ว การปรุงแต่งไปในทางเบียดเบียน ผลคือ เข้าถึงความเป็นสัตว์นรก2. กรรมขาว มีวิบากขาว - กรรมดี ปรุงแต่งไปในทางไม่เบียดเบียน ผลคือ เข้าถึงสวรรค์ 3. กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว - ปรุงแต่งไปในทางเบียดเบียนบ้างไม่เบียดเบียนบ้าง เสวยเวทนาสุขและทุกข์เจือปน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางพวก4. กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม คือ อริยมรรคมีองค์ 8การทำที่สุดแห่งทุกข์ปรากฏขึ้นได้ เพราะการกระทำกรรมเรากำหนดได้จากการกระทำของเรา อยู่ที่ว่าจะตั้งเจตนาของจิตให้ปรุงแต่งไปในทางไหน ไปในทางสิ้นกรรม คือ ไม่มี ราคะ โทสะ และโมหะประกอบอยู่ในกรรม กรรมจึงอยู่ตรงที่เราเลือก เราจะอยู่เหนือกรรมได้ก็เพราะการกระทำของเราตรงนี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 43เรื่องธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา [6643-3d]
การมาศึกษาปฏิบัติธรรม เปรียบเสมือน ”การจับงูพิษ” ถ้าจับไม่ถูกต้อง ไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะเกิดอันตรายกับตนเองและผู้อื่นได้ แทนที่จะละวางความยึดถือลงแต่กลับยึดถือขึ้นมาแทน“ธรรม” ที่ดูเหมือนจะเป็น “เรื่องธรรมดา ที่ไม่ธรรมดานี้” หมายถึง เรื่องพื้นฐานแต่มีความสำคัญ จึงต้องหยิบมาทำการศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างละเอียด โดยได้ยกพุทธพจน์ คำอุทาน พระสูตร มาประกอบ พอจะสรุปได้ดังนี้1. สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งหมดย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา2. สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด3. ฐานะ 5 ประการ ที่ใครๆ ก็ไม่พึงได้ คือ ขอสิ่งที่มีความแก่- เจ็บ- ตาย- ความสิ้นไป-ฉิบหายไป ว่า อย่าแก่เลย…ฯ4. เราจะมาได้ตามความปรารถนาใน “สิ่งที่มีความแตกดับเป็นธรรมดา” ว่า อย่าเสื่อม อย่าสิ้นไป มันจะไม่ได้5. มาพิจารณาอยู่เนืองๆว่าเรามีความแก่ / ความเจ็บ / ความตาย / ความพลัดพราก / กรรมของตนการมาพิจารณาอยู่เนือง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริงในสังขารทั้งหลาย จะทำให้เราเกิดปัญญา วางความยึดถือด้วยเรื่องพื้นฐาน สูงขึ้นจนถึงระดับโลกุตระได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 42“ขันติ” ความอดทนคือทุกสิ่ง [6642-3d]
ปฏิปทาอันยิ่งยวดอย่างหนึ่งใน “ทศบารมี” นั้นก็คือ “ขันติ” คือ ความอดทนอดกลั้น เป็นตบะแผดเผากิเลสอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งด้วยสิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนา หรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม จะสามารถรักษาความเป็นปกติเอาไว้ได้ ผู้ที่ผ่านการฝึกฝนปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 ย่อมทำคุณธรรม “ขันติ” ให้ปรากฏขึ้นเป็นของแจ่มแจ้งแก่ตนเองได้ด้วย “ปัญญา” และถ้าพิจารณากันให้ดี ๆ จะเห็นว่า คุณธรรมที่ทำให้มีความอดทนนั้น มีอยู่มากมาย จึงอาจกล่าวได้ว่า “ขันติ” ความอดทนคือทุกสิ่งความอดทนแบ่งตามเหตุที่มากระทบ ได้แก่อดทนต่อความลำบากตรากตรำ อดทนต่อทุกขเวทนาทางกาย และทางใจ อดทนต่อกิเลสเปรียบความอดทนไว้กับทางไปสู่นิพพาน ถ้าคุณเจอสิ่งกระทบในระหว่างทาง คุณยังจะอดทนรักษามรรคไว้ได้อยู่ไหม? หรือจะเลือกเดินออกนอกมรรคไปไม่ถึงนิพพานขันติแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คืออธิวาสนขันติ คือ ยังมีอารมณ์โกรธอยู่ แต่อดกลั้นไว้ได้ ไม่แสดงสิ่งที่เป็นอกุศลทางกาย วาจา ใจ ออกไปตีติกขาขันติ คือ ปฏิบัติได้เป็นปกติใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพราะผ่านการฝึกฝน ทำซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ อยู่บ่อย ๆ ในขั้น “อธิวาสนขันติ”คุณธรรมความอดทน ตัวอย่างในเรื่องของท่านพระปุณณะ พระสารีบุตร และท้าวสักกะ เป็นคุณธรรมที่แสดงให้เห็นการบ่ม อินทรย์ พละ ศีล สมาธิ ปัญญา พรมหมวิหารอานิสงส์ของความอดทน คือ ย่อมเป็นที่รักของคนเป็นอันมาก เป็นผู้ไม่มากด้วยเวรไม่มากด้วยโทษ เป็นผู้ไม่หลงกระทำกาละตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 41อยู่กับทุกข์ โดยไม่ทุกข์-อนาคตภัย [6641-3d]
ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจากภัยในอนาคต 5 ประการ คือ ความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ทุพภิกขภัย-อาหารหายาก ภัยจากโจร-สงคราม และสมัยที่สงฆ์แตกกัน เรายังจะผาสุกอยู่ได้ไหม และสิ่งใดที่เราต้องรีบทำก่อนที่ภัยนั้นจะมาถึงท่านพระพุทธเจ้าทรงเตือนไว้ เราควรร้อนใจในการเร่งทำความเพียรตอนนี้ ด้วยการเจริญมรรค 8 เพื่อให้เกิด “ปัญญา” เป็นอันดับสูงสุด ซึ่งจิตจะมีปัญญาได้ ต้องมี ‘สติรักษาจิตให้เป็นสมาธิ’ ไม่ให้ไปเสวยอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งสุขหรือทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ พิจารณาเห็นเวทนาเป็นของไม่เที่ยง ไม่ควรยึดถือ ตัดความยึดถือ คือ อุปาทาน นั้นด้วยปัญญา “แยกกายแยกจิตออกจากกัน”อนาคตเมื่อร่างกายเกิดทุกข์ เพราะความชรา เจ็บป่วยบ้าง ยากต่อการอยู่อย่างสงบ เพราะอาหารขาดแคลน หรือสงครามบ้าง หรือเพราะสงฆ์ และคำสอนที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง เราก็จะยังอยู่ผาสุกได้ด้วย “จิตที่มีปัญญา” นี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 40ธัมมะนคร–นครแห่งธรรม [6640-3d]
การนำเอาหัวข้อหลักธรรมะต่างๆ มาอุปมาเชิงเปรียบเทียบกับการสร้าง “นคร” ซึ่งองค์ประกอบของ ธัมมะนคร หรือ นครแห่งธรรม ได้กล่าวบรรยายไว้ 2 นัยยะ คือ นัยยะของท่านพระอุบาลี และ นัยยะของพระพุทธเจ้าธัมมะนครตามนัยยะคาถาของ “ท่านพระอุบาลี” เป็นคาถาเปล่งอุทานหลังจากที่ท่านพระอุบาลีได้บรรลุอรหันต์ โดยใจความของพระคาถาได้กล่าวถึงการได้เข้ามาอยู่ใต้ร่มโพธิ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เปรียบได้กับความเจริญใจเมื่อได้เข้ามาสู่นครแห่งธรรม โดยเปรียบธัมมะนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้ดังนี้ว่า :- 1. พระองค์ มี “ศีล” เป็น กำแพง2. พระญาณ (ปัญญา) = ซุ้มประตู3. ศรัทธา = เสาระเนียด4. สังวร (สำรวมระวัง) = นายประตู5. สติปัฏฐาน = ป้อม6. ปัญญา = ทางสี่แพร่ง7. อิทธิบาท = ทางสามแพร่ง8. ธรรมวิถี = ถนนหนทาง9. พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม และ นวังคสัตถุศาสน์ = ธรรมสภา (ที่ประชุม)10. วิหารธรรม (ฌาน) = ธรรมกุฏิธัมมะนครตามนัยยะ “นคโรปมสูตร” ของพระพุทธเจ้า เปรียบไว้กับหัวเมืองชายแดนที่สำคัญ ที่จะคอยป้องกันนคร โดยได้อุปมาเปรียบไว้ดังนี้ :- 1. เสาระเนียด = ศรัทธา (หยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย)2. คู (ร่องน้ำ) = หิริ (ความละอายต่อบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย)3. เชิงเทินเดินรอบ = โอตตัปปะ (ความสดุ้งกลัวต่อบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย)4. อาวุธ = พหูสูต (แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ)5. กองกําลัง = ความเพียร (ละอกุศล / เจริญกุศล)6. ทหารยาม นายประตู = สติ (สติปัฏฐาน)7. กําแพง = ปัญญา (เป็นที่สูงสุด) Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 39ว่าด้วยเรื่องของ "ลม" [6639-3d]
วาโยธาตุ หรือที่เราเรียกว่า “ธาตุลม” เป็น 1 ใน มหาภูตรูป 4ธาตุลมประกอบไปด้วย :-ลมภายนอก คือ ธรรมชาติที่พัดไปมาอยู่นอกกาย เช่น ลมร้อน ลมหนาว ลมมีฝุ่น หรือ ลมไม่มีฝุ่น ลมตะวันออก..ฯลฯลมภายใน คือ ลมอันแล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ในร่างกาย เช่น ลมในกระเพาะ ลมในลำไส้ ลมหายใจเข้า-ออกลมภายในแบ่งได้เป็น :-ลมปราณ คือ ลมหายใจเข้า-ออก1. ลมหายใจต่อกาย-ทิ้งกาย หมายถึง ลมทำหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงร่างกาย และทำลายร่างกายไปในกระบวนการเดียวกัน (มีการเผาผลาญในกาย)2. ลมหายใจต่อจิต (การมีสติสัมปชัญญะรู้ลมหายใจ) / ทิ้งจิต (ปล่อยสติเผลอเพลิน)ลมปาก คือ ลมที่ผ่านหลอดเสียง ที่ออกจากกายไปสู่ภายนอก เป็นลักษณะของสัญญาเปลี่ยนแปลงไปตามการปรุงแต่ง (สังขาร) และสื่อออกมาทางลมปาก ได้แก่1. ลมเหม็น (คูถภาณี) คือ ผู้มีวาจาภาษาพูดเหมือนคูถหรืออุจจาระ เกิดจากจิตที่เป็นอกุศลที่ปรุ่งแต่งออกมาทางวาจา เป็น “วจีทุจริต” ได้แก่ 1.1 การพูดเท็จ พูดปด พูดไม่จริง พูดบิดเบือน ไม่เกิดประโยชน์1.2 พูดส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน บาดหมาง พูดใส่ร้าย-ป้ายสี1.3 พูดคำหยาบ ได้แก่ “คำหยาบคาย” คือ พูดทิ่มแทงให้เจ็บใจ แดกดัน เสียดสี เหน็บแนม / “คำหยาบโลน” คือ พูดภาษาใต้สะดือ ใช้สรรพนามของสัตว์แทนคน1.4 พูดเพ้อเจ้อ ได้แก่ “พูดพล่าม” คือ คำพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้ง ไร้สาระ หาประโยชน์ไม่ได้ (พูดเยอะแต่ไม่เกิดประโยชน์) / “พูดเหลวไหล” คือ คำพูดเลอะเทอะ ไม่มีหลักฐานอ้างอิง หาประโยชน์ไม่ได้ เช่น คำพูดมุกตลก 2. ลมหอม (ปุปผภาณี) คือ ผู้มีวาจาพูดภาษาดอกไม้ ได้แก่ พูดคำจริง ไม่พูดเท็จ3. ลมหวาน (มธุภาณี) คือ ผู้มีวาจาพูดภาษาน้ำผึ้ง ได้แก่ พูดความจริงไพเราะจับใจ ประกอบไปด้วยพรหมวิหาร เป็นผู้ละเว้นคำหยาบ3.1 พูดจริง ดี มีประโยชน์ รู้กาลที่เหมาะสมแล้วจึงพูด / เว้นคำพูดจริงแต่ไม่มีประโยชน์ ไม่ประกอบด้วยกาล3.2 พูดสมานไมตรี ให้เกิดความสามัคคีกันมากยิ่งขึ้น3.3 พูดไพเราะ เป็นคำพูดที่ “อ่อนหวาน” สุภาพ มีถ้อยคำที่สละสลวย ฟังแล้วลื่นหู / “คำพูดดื่มด่ำดูดดื่ม” มีคติธรรม ฟังแล้วจับใจ3.4 พูดมีประโยชน์ มีหลักฐานอ้างอิง เป็นคำจริง ประกอบด้วยกาลเทศะ*ลักษณะคำพูดที่หอมหวานนั้นคือ เป็นมงคล เป็นวาจาสุภาษิต ฟังแล้วเกิดความรู้สึกซาบซึ้งเบิกบาน เป็นวาจาที่หาโทษมิได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 38กิจญาณ - กิจที่ควรทำในอริยสัจ 4 [6638-3d]
ความจริงโดยทั่วๆ ไปที่เป็นข้อเท็จจริง (fact) ตามสมมุติของโลกนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขปัจจัยตามบริบทของสังคมหรือเวลา เช่น ข่าว งานวิจัย สิ่งของ เสื้อผ้า ที่สมมุติเรียกตามบริบทของเวลานั้น แต่อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 อย่างนี้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แสดงถึง สัจธรรมความจริง (truth) ที่ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยเวลากิจในอริยสัจ 4 (กิจญาณ) คือ หน้าที่ที่ต้องทำต่ออริยสัจ 4 แต่ละข้อ1. ทุกข์ คือ ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) หน้าที่คือ “ปริญญา” ควรรอบรู้ เข้าใจ ยอมรับมัน2. สมุทัย คือ ตัณหา หน้าที่คือ “ปหานะ” ควรละ กำจัด กว้างทิ้ง ไม่ถือเอา3. นิโรธ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์ หน้าที่คือ “สัจฉิกิริยา” ควรทำให้แจ้ง4. มรรค คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ หน้าที่คือ “ภาวนา” ควรเจริญ พัฒนา ทำให้มากการแยกแยะสิ่งต่างๆ ตามหลักอริยสัจ 4 คือ เมื่อเราเจอสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตของเรา ให้เรารู้จักแยกแยะสิ่งนั้นก่อนว่าคืออะไรในอริยสัจ 4 เมื่อแยกแยะแล้วก็ทำกิจให้ถูกต้อง กระบวนการแยกแยะนี้ เมื่อทำให้เกิดขึ้นได้อยู่บ่อยๆ จะทำให้เกิดญาณหยั่งรู้หรือญาณทัสสนะ (สัจญาณ, กิจญาณ, กตญาณ) Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 37ศรัทธาด้วยปัญญา-อาการวตีสัทธา [6637-3d]
ศรัทธาที่มีอาการประกอบไปด้วยเหตุผล จะทำให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริงในกุศลธรรมทั้งหลาย คิดใคร่ครวญเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา เป็นศรัทธาที่ประด้วยอาการของปัญญา “อาการวตีสัทธา”ลักษณะของศรัทธาที่ประกอบไปด้วยอาการ “อาการวตีสัทธา”1. มี 2 มิติ คือ (1.1) ระดับสมมุติของโลก - ความจริง/ข้อเท็จจริง (fact / fake) สมมุติว่าจริง สมมุติว่าเท็จ (1.2) ระดับเหนือสมมุติของโลก - สัจจะความจริงอันประเสริฐ (อริยสัจ 4)*ทั้ง 2 มิตินี้ ต้องปรับให้ตรงกัน อย่าให้มีกิเลส อย่าให้เป็นมิจฉา ให้มีสัมมาทิฐิ / สัมมาสังกัปปะ / สัมมาวาจา2. ศรัทธานั้นต้องให้เกิดการลงมือปฏิบัติ ทำจริงแน่วแน่จริง3. ศรัทธาที่มีอาการต้องประกอบไปด้วยปัญญาจากการคิดใคร่ครวญโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ในกาลมสูตร 10 และตามหลักของ “อปัณณกธรรม” ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดจากความเป็นอริยะ คือ ให้ ละ วิบัติ 3 ประการ และให้ถึงพร้อมด้วยสัมปทา 3 ประการ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 36ปฏิจจสมุปบาท (ตอนจบ)–ปัญญาจักษุ [6636-3d]
สำนวน “ตาบอดคลำช้าง” เป็นคำสอนเชิงเปรียบเทียบไว้กับผู้ที่มีความเข้าใจในบางสิ่งบางอย่างที่อาจยังไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง แล้วอาจทำให้เกิดการพูด วิจารณ์ ทุ่มเถียงกันไปตามความคิดเห็น ความเข้าใจผิดของตนส่วนผู้ที่เข้าใจในปฏิจจสมุปบาทนั้น จะไม่มายึดถือในทิฐิของตน จะเข้าใจถึง ความเป็นเหตุ-เป็นผล ความที่อาศัยเหตุปัจจัย แล้วจึงเกิดขึ้น ว่า “บุคคลสามารถที่จะเรียนรู้ แก้ไข เปลี่ยนแปลง ไปตามเหตุและผล ผู้ที่มีดวงตาที่มืดบอดมา ก็สามารถพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข ทำให้ละเอียด เกิดมีดวงตาที่สว่างเห็นธรรมขึ้นมาได้”อาการแต่ละคู่ในปฏิจจสมุปบาทนั้น สามารถเกิดขึ้นและดับลงได้ในแต่ละคู่ และเมื่อจะแสดงอาการให้ครบทั้ง 12 อาการ และ 11 คู่นั้น ก็จะแสดงให้เห็นถึงความที่มันเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์เชื่อมโยงกันจนเป็นทั้งสายเกิดและสายดับปฏิจจสมุปบาทเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกและวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ ล้วนเป็นเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้น ซึ่งมีเหตุเกิดมาจาก <- ความตระหนี่ <- ความจับอกจับใจ <- ความสยบมัวเมา <- ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ <- ปลงใจรัก <- มีการได้มา <- มีการแสวงหา <- มีตัณหา <- เวทนา *ซึ่งถ้าจะไม่ให้มีตัณหา ก็ต้องดับที่เวทนา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 35ปฏิจจสมุปบาท–การเกิด และการดับอาสวะ (ตอนที่ 9) [6635-3d]
พระผู้มีพระภาคทรงได้เคยตรัสกับท่านพระอานนท์ไว้ว่า “ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมอันลึกซึ้ง” ที่มิอาจจะพึงรู้ได้ด้วยการท่องจำ แต่ต้องอาศัยการพิจารณาโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ให้เห็นด้วยปัญญาเท่านั้น... และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำพระองค์เกิดความท้อใจในการที่จะแสดงธรรมอย่างไรก็ตาม..เราสามารถปฏิบัติให้มีปัญญาที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นมาได้ด้วยการปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ 8” จะมีนิพพานเป็นที่สุดจบได้นาฬิกาแห่งปฏิจจสมุปบาท จิตเปรียบเสมือนเข็มนาฬิกาตรงกลางที่ไปทำหน้าที่เข้าไปรับรู้อาการต่าง ๆ ถ้าเราสามารถกำหนดเห็นภาพนี้ปรากฎขึ้นในใจเราได้ เราก็จะเข้าใจกระบวนการทำงานของจิตกับอาการต่าง ๆ ในปฏิจจสมุปบาทได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นการเข้าถึงปฏิจจสมุปบาทเพื่อเข้าถึงการดับอาสวะ หรือการทำอาสวะให้สิ้นไปนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจธรรมชาติของการเกิดทุกข์ และการดับทุกข์เสียก่อน นั่นก็คือ “อริยสัจ 4” เมื่อจิตที่ประกอบด้วยปัญญา (ปฏิบัติตามมรรค 8 เกิดเป็นมรรคสามัคคีขึ้น) เห็นอริยสัจ 4 ด้วยอาการ 12 แล้ว จะยอมรับ และเข้าใจ เกิดความหน่าย คลายกำหนัด ปล่อยวางอุปาทานในขันธ์ 5 ได้ จะทำอาสวะให้สิ้นไปได้ด้วยกระบวนการนี้ ด้วยการทำย้ำ ๆ ทำซ้ำ ๆ (ทำให้เกิดวิมุตติขึ้นมาบ่อยๆ)ตัวอย่างการเกิดอาสวะ-ดับอาสวะ เช่น:- กลิ่นเหม็นและหอม, ดูซีรี่ย์หนังละคร, การเมือง ล้วนเกิดจากมีผัสสะเป็นเหตุเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาที่เป็นสุข หรือทุกข์ และเกิดตัณหา (อยาก/ไม่อยากได้เวทนานั้น) เพลินไปในสังขาร (การปรุงแต่ง) และวิญญาณ (การรับรู้) ไปเรื่อย ๆ ในแต่ละคู่อาการของปฏิจจสมุปบาทจนเชื่อมโยงเป็นสายเกิดอาสวะ เพราะอาศัยอวิชชาอาสวะจึงเกิด และกระบวนการดับอาสวะ คือ เมื่อเกิดเวทนาขึ้นแล้ว เห็นเวทนานั้นด้วยปัญญา ไม่เพลินไปในสังขาร (การปรุงแต่ง) ด้วยการมี “สติ” ในอนุสติ 10 -> สติปัฏฐาน 4 -> โพชฌงค์ 7 อาสวะก็ดับลง “อาสวะเกิดขึ้นได้ก็ตรงเวทนา จะดับอาสวะได้ก็ตรงที่เวทนา” Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 34ปฏิจจสมุปบาท–ญาณเพื่อความเป็นโสดาบัน (ตอนที่ 8) [6634-3d]
ทุกชีวิตล้วน “รักสุข เกลียดทุกข์” เวทนาจึงเป็นตัวผลักดันให้เกิดการกระทำที่อยาก และไม่อยาก ล้วนมีเหตุเกิดมาจากเวทนาต่าง ๆ “เพราะอาศัยเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา และเพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ” ซึ่งในแต่ละคู่ของปฏิจจสมุปบาทนั้น จะดับที่คู่ไหนก่อนก็ได้คู่ปัจจัยอย่างอื่นที่ต่อเนื่องกันเป็นสายก็จะดับตามกัน“เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ” ในพระอริยบุคคลที่ยังดำรงธาตุขันธ์อยู่นั้น ยังคงมีเวทนาอยู่เหมือนกัน เพียงแต่มีสติไม่เพลินไปตามเวทนาที่เสวยอยู่นั้น (เพราะเห็นแจ้งด้วยปัญญาในอริยสัจ 4) เมื่อไม่เพลินไปตัณหาจึงไม่เกิดขึ้น สัญญา สังขาร และวิญญาณก็ดับไปตามญาณวัตถุ 44 คือ การเอาอริยสัจ 4 ไปใส่ไว้ในปฏิจจสมุปบาทในแต่ละอาการทั้ง 11 อาการ รวมได้ 44 อย่าง เกิดญาณในธรรม (ธัมมญาณ) และ ญาณในการรู้ตาม (อันวยญาณ) คือ การนำธัมมญาณไปสู่นัยยะอันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน และกับทุกคน ญาณวัตถุ 77 คือ การนำเอาเหตุเกิดและเหตุดับ 2 ทั้งในอดีต 2 และอนาคต 2 และ ธัมมัฏฐิติญาณ 1 (ความเสื่อม จางคลาย ดับไป) ใส่ไว้ใน 11 คู่ของปฏิจจสมุปบาท รวมได้ 77 อย่าง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 33ปฏิจจสมุปบาท–ทางพ้นทุกข์มีซ้อนอยู่ในทุกข์ (ตอนที่ 7) [6633-3d]
วิญญาณในปฏิจจสมุปบาท และ ในขันธ์ 5 ความหมายจะเหมือนกัน แปลว่า การรับรู้ การที่จิตไปทำหน้าที่ในการรับรู้ วิญญาณในขันธ์ 5 อยู่ในช่องทางใจ ซึ่งไปทำหน้าที่รับรู้ รูป (อายตนะ) เวทนา สัญญา สังขาร เป็นกองทุกข์ อยู่ในทุกขอริยสัจ วิญญาณในปฏิจจสมุปบาท จะเป็นอาการที่แสดงถึงความเป็นเหตุปัจจัยเอื้อต่อกันเป็นคู่ต่อเนื่องกันไปเป็นสายใน 12 อาการ จัดเป็น “อริยสัจที่สมบูรณ์” (คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เป็นได้ทั้งสายเกิดทุกข์ และสายดับทุกข์จิตในปฏิจจสมุปบาทเปรียบปฏิจจสมุปบาทได้กับหน้าปัดของนาฬิกามี 12 อาการอยู่ในตัวเลขนั้น และ “จิต” ก็เปรียบได้กับเข็มนาฬิกาที่อยู่ตรงกลางวิ่งไปรับรู้ตามอาการต่างๆ ปลดล็อก 2 ทาง - เหตุของวิชชา1. โพชฌงค์ 7 ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ (สติ, ธัมมวิจยะ, วิริยะ, ปิติ, ปัสสัทธิ, สมาธิ, อุเบกขา) มีเหตุเกิดมาจาก <- สติปัฏฐาน 4 <- อนุสติ 10 <- สติ2. ทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยของศรัทธา เกิดปัญญา “ภวนามยปัญญา” (ปัญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ) -> ปราโมทย์ -> ปิติ -> ปัสสัทธิ -> สุข -> สมาธิ -> เห็นตามความเป็นจริง -> นิพพิทา(หน่าย) -> วิราคะ(คลายกำหนัด) -> วิมุตติ(พ้น) -> นิพพาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 32ปฏิจจสมุปบาท–เหตุเกิดวิชชา และวิมุตติ (ตอนที่ 6) [6632-3d]
พระผู้มีพระภาคเจ้าหลังจากตรัสรู้ได้ใหม่ ๆ ทรงคิดใคร่ครวญในปฏิจจสมุปบาท โดยเริ่มจากทุกข์ว่า “เพราะอะไรหนอมี..ทุกข์จึงมี” ไล่หาเหตุไปเรื่อยๆ จนเจอ “อวิชชา คือ ความไม่รู้” และเมื่อจะบอกสอนต่อก็ได้เรียบเรียงบทพยัญชนะเพื่อให้เกิดความรัดกุมรอบคอบ โดยเริ่มจากสิ่งสำคัญที่สุดคือ “อวิชชา” ไล่ไปเรื่อย ๆ ใน 12 อาการ จะมีลักษณะคล้ายหน้าปัดนาฬิกาที่วนไปเรื่อยๆ อยู่อย่างนั้น (วัฏฏะ)เหตุเกิดของวิชชา และวิมุตติเมื่อใคร่ครวญมาว่า “เพราะอะไรมี อวิชชาจึงดับ” นั่นก็คือ วิชชา “เพราะมีวิชชา อวิชชาจึงดับ” และอะไรเป็นเหตุเกิดวิชชา คำตอบก็คือ วิมุตติ และอะไรเป็นเหตุเกิดวิชชา และวิมุตติ นั่นก็คือ “โพชฌงค์ 7” องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรมสติปัฏฐาน 4 ทำให้เกิดโพชฌงค์กระบวนการเกิดโพชฌงค์แต่ละข้อเริ่มมาจาก “สติ” เป็นเงื่อนไขปัจจัยต่อกัน เพราะอาศัยสติจึงเกิด -> ธัมมวิจยะ (เฟ้นธรรม) -> วิริยะ -> ปิติ (อิ่มใจ) -> ปัสสัทธิ (สงบระงับ) -> สมาธิ -> อุเบกขา (วางใจเป็นกลาง เห็นตามเป็นจริง) และเหตุเกิดสติปัฏฐาน 4 ก็คือ อนุสติ 10 เป็นกระแสแห่งการ “เกิดวิชชา-ดับอวิชชา”ทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยของศรัทธา ทุกข์มีผล 2 อย่าง คือ จมอยู่กับทุกข์ เพราะมีความหลงไหลเป็นเหตุ หรือ แสวงหาทางออกที่พึ่งภายนอก คือ มีศรัทธาเพื่อให้เกิดการปฏิบัติทำจริงแน่วแน่จริงเป็นกระแสไปจนถึงการดับทุกข์ “ทุกข์จึงเป็นที่ตั้งอาศัยของศรัทธา” Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 31ปฏิจจสมุปบาท–สิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่กัน (ตอนที่ 5) [6631-3d]
“ปฏิจจสมุปบาท” หรือ “ปัจจยาการ” คือ อาการที่สิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่กันหรือความเป็นเหตุเป็นปัจจัยของทุกข์ และการดับทุกข์ปฏิจจสมุปบาทนี้ มีองค์ประกอบอยู่ 12 หัวข้อที่เป็นปัจจัยเนื่องอาศัยสืบต่อกันไปเหมือน “หน้าปัดนาฬิกา” นับตั้งแต่อวิชชาถึงชรามรณะ (คือ อวิชชา -> สังขาร -> วิญญาณ -> นามรูป -> สฬายตนะ -> ผัสสะ -> เวทนา -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ ชาติ -> ชรามรณะ) การแสดงอาจจะเริ่มต้นที่องค์ประกอบข้อหนึ่งข้อใดในระหว่างก่อนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องครบ 12 หัวข้อระบบของปฎิจสมุปบาทโดยยกองค์ประกอบหัวข้อ นามรูป -> วิญญาณ / วิญญาณ -> นามรูป มาทำความเข้าใจในรูปแบบของทฤษฎี Quantum mind เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นอยู่ที่ว่าเราหยิบมุมไหนขึ้นมามอง ยกตัวอย่างเช่น :- เหรียญมี 2 ด้าน (หัว-ก้อย) และคนตาบอดคลำช้าง “เมื่อจิตจดจ่ออยู่ตรงไหน นามรูปก็ปรากฎอยู่ตรงนั้น” อย่างในตัวอย่างที่เห็นได้อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น :- พ่อแม่และลูก เพราะมีพ่อแม่จึงมีลูก และ Demand & Supply เพราะมีการซื้อจึงมีการขายมีนามรูป และวิญญาณจึงมีการการปรุงแต่งเรียกว่า สังขาร และเพราะมีความไม่รู้ คือ อวิชชา (นามรูป -> วิญญาณ -> สังขาร -> อวิชชา) จึงมีการปรุงแต่งต่อไปเรื่อยๆ การปรากฎแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 30ปฏิจจสมุปบาท–ธรรมชาติที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น (ตอนที่ 4) [6630-3d]
“ปฏิจจสมุปบาท” ธรรมอันเป็นธรรมชาติที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น คือเป็น ตถตา คือ ความเป็นอย่างนั้น,เป็น อวิตถตา คือ ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น,เป็น อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น,เป็น อิทัปปัจจยตา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น อาการของปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการ :- “เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป และเพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ”วิญญาณ คือ การเข้าไปรับรู้การกระทบกันของสฬายตนะเปรียบกับไม้อ้อสองกำเอามาพิงกันเอาไว้ เมื่อหยิบกำหนึ่งออกย่อมตั้งอยู่ไม่ได้, เปรียบกับการตกกระทบของแสงกับวัถตุ ที่เมื่อแสงตกกระทบกับวัตถุย่อมเห็นว่ามีแสงและวัตถุ, เปรียบกับกฏของ Quantum mind คือ สิ่ง ๆ เดียวเป็นได้หลายสภาวะอยู่ที่เราจะสังเกตุมองมุมไหน วิญญาณ คือ ผู้สังเกตุ“เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ และเพราะสังขารดับ วิญาณจึงดับ”สังขาร คือ การปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ“เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร และเพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ”อวิชชา คือ ความไม่รู้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 29ปฏิจจสมุปบาท–ธรรมที่อาศัยกัน (ตอนที่ 3) [6629-3d]
“สรรพสัตว์ล้วนรักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น” จึงแสวงหาแต่ความสุขและไม่อยากได้ทุกข์ แท้ที่จริงแล้วสุขนั้นก็ไม่มี เป็นเพียงแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้น และดับลงแค่นั้นเอง เวทนาทั้งหลายจึงรวมลงที่ทุกข์ คือ ความเป็นไตรลักษณ์การมาพิจารณาคิดใคร่ครวญอาการของปฏิจจสมุปบาทในแต่ละอาการ แต่ละคู่จนต่อเนื่องสัมพันธ์กันเป็นสาย จะทำให้เรามีความเข้าใจและเห็นถึงความเป็นเหตุ–เป็นผลของธรรมชาติที่อาศัยกันแล้วจึงเกิดขึ้น จะทำให้เราเกิดปัญญาเป็นวิชชา (ญาณ-ความรู้) ดับอวิชชาได้ (ความไม่รู้ในอริยสัจ 4)ปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการ:- ได้กล่าวถึง 6 อาการแต่ละคู่ไปกันแล้ว คือ ชรามรณะ-ชาติ-ภพ-อุปาทาน-ตัณหา-เวทนา และจะขอกล่าวถึงอาการที่เหลือ ได้แก่“เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา และเพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ”ผัสสะ คือ การกระทบกันของอายตนะภายนอกกับอายตนะภายในเวทนา คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่ใช่สุข-ไม่ใช่ทุกข์ ทางกายและใจ“เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ และเพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ”สฬายตนะ คือ อายตนะภายนอก และอายตนะภายใน“เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ และเพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ”นามรูป คือ กายและใจ“เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป และเพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ”วิญญาณ คือ การเข้าไปรับรู้การกระทบกันของสฬายตนะ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

S66 Ep 28ปฏิจจสมุปบาท-แต่ละอาการ (ตอนที่ 2) [6628-3d]
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเน้นสอนเรื่องเกี่ยวกับ “ความทุกข์และความดับทุกข์” ดั่งพุทธภาษิตที่ว่า “ภิกษุ ท. ก่อนแต่นี้ก็ดีบัดนี้ก็ดี ตถาคตบัญญัติ (เพื่อการสอน) เฉพาะเรื่องความทุกข์กับความดับแห่งทุกข์เท่านั้น” ปฏิจจสมุปบาท จึงจัดว่าเป็นหัวใจชองศาสนาและเป็นอริยสัจโดยสมบูรณ์เพราะแสดงให้เห็น ”ทุกข์” ด้วยลักษณะเป็นธรรมชาติที่ต่างอาศัยกันและกันแล้วเกิดขึ้นหรือดับลง กล่าวคือ ต่างอาศัยเหตุเกิด และเหตุดับความหมายของปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการ :- “เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ และเพราะชาติดับ ชรามรณะจึงดับ”ชรา คือ ความแก่ ความมีผมหงอก หนังเหี่ยว ความสิ้นไป ๆ แห่งอายุความแก่รอบแห่งอินทรีย์ในสัตวนิกายทั้งหลายมรณะ คือ การตาย การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายชาติ คือ การเกิด การบังเกิด“เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ และเพราะภพดับ ชาติจึงดับ”ภพ คือ ความเป็นสภาวะ (time & space) ในกามภพ รูปภพ และอรูปภพ“เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ และเพราะอุปาทาดับ ภพจึงดับ”อุปาทาน คือ ความยึดมั่นในกาม ในทิฏฐิ ในศีล–วัตร และในวาทะของตน“เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน และเพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ”ตัณหา คือ ความทะยานอยากในสัมผ้สทั้ง 5 แบ่งเป็น กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา“เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา และเพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ”เวทนา คือ ความรู้สึกที่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.