PLAY PODCASTS
3 ใต้ร่มโพธิบท

3 ใต้ร่มโพธิบท

413 episodes — Page 2 of 9

S68 Ep 23เรื่องธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา [6823-3d]

การศึกษาปฏิบัติธรรม เปรียบเสมือน ”การจับงูพิษ” ถ้าจับไม่ถูกต้อง ไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะเกิดอันตรายกับตนเองและผู้อื่นได้ แทนที่จะละวางความยึดถือลงแต่กลับยึดถือขึ้นมาแทน“ธรรม” ที่ดูเหมือนจะเป็น “เรื่องธรรมดา ที่ไม่ธรรมดานี้” หมายถึง เรื่องพื้นฐานแต่มีความสำคัญ จึงต้องหยิบมาทำการศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างละเอียด โดยได้ยกพุทธพจน์ คำอุทาน พระสูตร มาประกอบ พอจะสรุปได้ดังนี้1. สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งหมดย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา2. สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด3. ฐานะ 5 ประการ ที่ใครๆ ก็ไม่พึงได้ คือ ขอสิ่งที่มีความแก่- เจ็บ- ตาย- ความสิ้นไป-ฉิบหายไป ว่า อย่าแก่เลย…ฯ4. เราจะมาได้ตามความปรารถนาใน “สิ่งที่มีความแตกดับเป็นธรรมดา” ว่า อย่าเสื่อม อย่าสิ้นไป มันจะไม่ได้5. มาพิจารณาอยู่เนืองๆว่าเรามีความแก่ / ความเจ็บ / ความตาย / ความพลัดพราก / กรรมของตนการมาพิจารณาอยู่เนือง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริงในสังขารทั้งหลาย จะทำให้เราเกิดปัญญา วางความยึดถือด้วยเรื่องพื้นฐาน สูงขึ้นจนถึงระดับโลกุตระได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 3, 202557 min

S68 Ep 22ว่าด้วยเรื่องของ "ลม" [6822-3d]

วาโยธาตุ หรือที่เราเรียกว่า “ธาตุลม” เป็น 1 ใน มหาภูตรูป 4ธาตุลมประกอบไปด้วย :-ลมภายนอก คือ ธรรมชาติที่พัดไปมาอยู่นอกกาย เช่น ลมร้อน ลมหนาว ลมมีฝุ่น หรือ ลมไม่มีฝุ่น ลมตะวันออก..ฯลฯลมภายใน คือ ลมอันแล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ในร่างกาย เช่น ลมในกระเพาะ ลมในลำไส้ ลมหายใจเข้า-ออกลมภายในแบ่งได้เป็น :-ลมปราณ คือ ลมหายใจเข้า-ออก1. ลมหายใจต่อกาย-ทิ้งกาย หมายถึง ลมทำหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงร่างกาย และทำลายร่างกายไปในกระบวนการเดียวกัน (มีการเผาผลาญในกาย)2. ลมหายใจต่อจิต (การมีสติสัมปชัญญะรู้ลมหายใจ) / ทิ้งจิต (ปล่อยสติเผลอเพลิน)ลมปาก คือ ลมที่ผ่านหลอดเสียง ที่ออกจากกายไปสู่ภายนอก เป็นลักษณะของสัญญาเปลี่ยนแปลงไปตามการปรุงแต่ง (สังขาร) และสื่อออกมาทางลมปาก ได้แก่1) ลมเหม็น (คูถภาณี) คือ ผู้มีวาจาภาษาพูดเหมือนคูถหรืออุจจาระ เกิดจากจิตที่เป็นอกุศลที่ปรุ่งแต่งออกมาทางวาจา เป็น “วจีทุจริต” ได้แก่ 1.1 การพูดเท็จ พูดปด พูดไม่จริง พูดบิดเบือน ไม่เกิดประโยชน์1.2 พูดส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน บาดหมาง พูดใส่ร้าย-ป้ายสี1.3 พูดคำหยาบ ได้แก่ “คำหยาบคาย” คือ พูดทิ่มแทงให้เจ็บใจ แดกดัน เสียดสี เหน็บแนม / “คำหยาบโลน” คือ พูดภาษาใต้สะดือ ใช้สรรพนามของสัตว์แทนคน1.4 พูดเพ้อเจ้อ ได้แก่ “พูดพล่าม” คือ คำพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้ง ไร้สาระ หาประโยชน์ไม่ได้ (พูดเยอะแต่ไม่เกิดประโยชน์) / “พูดเหลวไหล” คือ คำพูดเลอะเทอะ ไม่มีหลักฐานอ้างอิง หาประโยชน์ไม่ได้ เช่น คำพูดมุกตลก2) ลมหอม (ปุปผภาณี) คือ ผู้มีวาจาพูดภาษาดอกไม้ ได้แก่ พูดคำจริง ไม่พูดเท็จ3) ลมหวาน (มธุภาณี) คือ ผู้มีวาจาพูดภาษาน้ำผึ้ง ได้แก่ พูดความจริงไพเราะจับใจ ประกอบไปด้วยพรหมวิหาร เป็นผู้ละเว้นคำหยาบ3.1 พูดจริง ดี มีประโยชน์ รู้กาลที่เหมาะสมแล้วจึงพูด / เว้นคำพูดจริงแต่ไม่มีประโยชน์ ไม่ประกอบด้วยกาล3.2 พูดสมานไมตรี ให้เกิดความสามัคคีกันมากยิ่งขึ้น3.3 พูดไพเราะ เป็นคำพูดที่ “อ่อนหวาน” สุภาพ มีถ้อยคำที่สละสลวย ฟังแล้วลื่นหู / “คำพูดดื่มด่ำดูดดื่ม” มีคติธรรม ฟังแล้วจับใจ3.4 พูดมีประโยชน์ มีหลักฐานอ้างอิง เป็นคำจริง ประกอบด้วยกาลเทศะ*ลักษณะคำพูดที่หอมหวานนั้นคือ เป็นมงคล เป็นวาจาสุภาษิต ฟังแล้วเกิดความรู้สึกซาบซึ้งเบิกบาน เป็นวาจาที่หาโทษมิได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 27, 202558 min

S68 Ep 21ธรรมสมาธิ 5 ประการ [6821-3d]

“ธรรมสมาธิ” คือ ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เป็นธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง และกำจัดความสงสัยเสียได้ เมื่อเกิดความมั่นสนิทในธรรมแล้ว ก็จะเกิดจิตตสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิตตามมา ธรรมสมาธิมี 5 ประการ คือ1) ปราโมทย์ คือ ความชื่นบานใจ ความร่าเริงสดใส เป็นความชื่นบานใจในธรรม ความร่าเริงสดใสในธรรม เป็นปราโมทย์ที่ไม่อาศัยอามิส2) ปีติ คือ ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ เป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติธรรม มี 5 ระดับ คือ ขุททกาปีติ ขณิกาปีติ โอกกันติกาปีติ อุพเพงคาปีติ และผรณาปีติ 3) ปัสสัทธิ ความสงบระงับภายใน ความสงบเย็นกายเย็นใจ ความผ่อนคลายรื่นสบาย ไม่มีความเดือดร้อนกระวนกระวายใจมารบกวนให้หงุดหงิดรำคาญใจ 4) โสมนัส ความสุข ความสบาย ความรื่นใจไร้ความข้องขัด ปราศจากความทุกข์ร้อนใด ๆ ที่จะมารบกวนขัดขวางให้ไม่อยากปฏิบัติธรรม มีแต่ความสุขสบายกายและใจ ยินดีในการปฏิบัติธรรม5) สมาธิ ความสงบตั้งมั่นของจิต ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิไม่วอกแวก ไม่มีอารมณ์ภายนอกมารบกวนให้หงุดหงิดรำคาญใจธรรมทั้ง 5 ประการนี้ เป็นกระบวนการที่เป็นส่วนสนับสนุนให้บุคคลเกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรม มีความแช่มชื่นยินดีในการปฏิบัติธรรมให้เกิดผลสำเร็จ เป็นธรรมหรือคุณสมบัติสำคัญของจิตใจที่ทุกคนควรทำให้เกิดมีอยู่เสมอ ธรรมสมาธิ 5 ประการนี้ จะเกิดขึ้นต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ การใคร่ควรโดยแยบคาย ซึ่งมีอยู่หลายแนวทาง ในตอนนี้จะยกเอาแนววิธีการที่ท่านพระอนุรุทธะได้ทำไว้มากล่าว และพระพุทธเจ้าทรงเรียกแนวทางนี้ว่า มหาปุริสวิตก 8 ประการ ได้แก่ธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้มักน้อย มิใช่ของผู้มักมากธรรมคำสอนนี้สำหรับของบุคคลผู้สันโดษ มิใช่ของผู้ไม่สันโดษธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้สงัด มิใช่ของผู้ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้ปรารภความเพียร มิใช่ของผู้เกียจคร้านธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น มิใช่ของผู้มีสติหลงลืมธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้มีจิตมั่นคงเป็นสมาธิ มิใช่ของผู้มีจิตไม่มั่นคงธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้มีปัญญา มิใช่ของผู้มีปัญญาทรามธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้ยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า มิใช่ของผู้ยินดีในธรรม Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 20, 202553 min

S68 Ep 20ตัณหา [6820-3d]

ตัณหา เป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก มีความเป็นสภาวะขึ้นมา ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน อันเป็นเครื่องให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้นๆ เพราะฉะนั้นต้องประกอบด้วยการเกิดอีกให้เป็นสภาวะขึ้นมา เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มีความกำหนัด มีความเพลิน โดยนัยยะนี้ได้แบ่งตัณหาเป็น 3 อย่างดังนี้1.กามตัณหา คือความกำหนัดยินดีพอใจและความเพลินในรูปผ่านทางตา เสียงผ่านทางหู กลิ่นผ่านทางจมูก รสผ่านทางลิ้น และโผฏฐัพพะผ่านทางกาย และความอยากได้กามคุณคือสิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้งห้า2.ภวตัณหา คือ ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ความอยากมี อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป3.วิภวตัณหา คือ ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา ความไม่อยากเป็น อยากดับสูญส่วนตัณหา 108 นั้นมาจากคำว่าตัณหาวิจริตคือความนึกที่แผ่ซ่านด้วยอำนาจของตัณหาคือความเพลินซ่านไปแผ่ไป โดยแผ่ซ่านกระจายไปในขันธ์อันเป็นภายใน 18 อย่าง ขันธ์อันเป็นภายนอกอีก18อย่าง ทั้ง 2 นี้ รวม 36 อย่าง 3 กาลคือ ปัจจุบัน อดีต และอนาคต จึงเป็นตัณหา 108 นั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 13, 202556 min

S68 Ep 19เวทนากับทางไปแห่งจิต 36 ทาง [6819-3d]

เวทนา หมายถึงการเสวยอารมณ์ ความรู้สึก คือความรู้สึกสุข(โสมนัส) ทุกข์(โทมนัส) หรือเฉยๆ(อุเบกขา)ที่เกิดขึ้นที่กายที่ใจ ในที่นี้จะกล่าวถึงเวทนาคือทางไปของจิต จิตของเรานั้นมักจะมีความยึดถือในสิ่งต่างๆ ในการยึดถือนั้นก็เพื่อจะให้เกิดสุขเวทนา หลีกหนีออกจากทุกขเวทนา กล่าวคือทางที่ไปแห่งจิตของสัตว์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเทวดา พรหม มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน หรือแม้แต่สัตว์นรก ก็เพื่อจะให้เกิดสุขเวทนา หลีกหนีออกจากทุกขเวทนาด้วยกันทั้งสิ้นพระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวถึงเวทนาทางไปแห่งจิตของสัตว์ 36 อย่าง ไว้ดังนี้เวทนาทางไปแห่งจิตที่เกี่ยวข้องกับเหย้าเรือน คือยังเกี่ยวข้องกับกามคุณอยู่ ได้แก่ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน 6 อย่าง คือสุขที่เนื่องด้วยสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจความโทมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน 6 อย่าง คือทุกข์ที่เนื่องด้วยสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอุเบกขาเนื่องด้วยเหย้าเรือน 6 อย่าง คือความวางเฉยที่เนื่องด้วยสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเวทนาทางไปของจิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหย้าเรือน คือหลีกออกจากกามคุณ ได้แก่ความโสมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน 6 อย่างคือสุขที่เกิดจากการมีปัญญาพิจารณาเห็น ถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจความโทมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน 6 อย่างคือทุกข์เกิดจากการที่เข้าใจ ถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และมีความตั้งใจ ขวนขวาย เพื่อที่จะให้มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง แต่ไม่สามารถบรรลุได้ ก็จึงเกิดความเสียใจ ทุกข์ใจ โทมนัส อุเบกขาเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน 6 อย่าง คือเมื่อมีปัญญาพิจารณาเห็น ถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมีความวางเฉยในปัญญาที่เกิดขึ้นมานั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 6, 202556 min

S68 Ep 18วัดความก้าวหน้าทางธรรม [6818-3d]

ธรรมที่วัดความก้าวหน้าสำหรับผู้บริโภคกาม ได้แก่กามโภคี 10 แบ่งกลุ่มตามตัวแปรคือ 1.การได้มาของทรัพย์นั้น 2. ได้ทรัพย์มาแล้วใช้จ่ายอย่างถูกต้องเหมาะสม 3. ต้องรู้จักใช้ทรัพย์นั้นในการทำความดีและบำเพ็ญบุญ เมื่อนำ3 เกณฑ์นี้มาจัดกลุ่มได้ ดังนี้กลุ่มที่แสวงหาโดยไม่ชอบธรรม 1.ได้ทรัพย์มาแล้วไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์ทำความดี  2.ได้ทรัพย์แล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุขแต่ไม่เผื่อแผ่จ่ายแบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี  3. ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งเผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดี  กลุ่มที่แสวงหาโดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง 4.ได้ทรัพย์มาแล้ว ไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุข ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี  5.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขแต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี  6.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งเผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดี กลุ่มที่แสวงหาโดยชอบธรรม7.ได้ทรัพย์มาแล้ว ไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุข ไม่เผื่อแผ่แบ่งและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี  8.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุข แต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี  9. ได้ทรัพย์มาแล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์ทำความดี แต่ยังติดยังหมกมุ่น กินใช้ทรัพย์สมบัติโดยไม่รู้เท่าทันเห็นโทษ ไม่มีปัญญาที่จะทำตนให้เป็นอิสระเป็นนายเหนือโภคทรัพย์   กลุ่มพิเศษ: แสวงหาชอบธรรม และกินใช้อย่างมีสติสัมปชัญญะ มิจิตใจเป็นอิสระ10.ผู้ที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม แล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดีไม่ลุ่มหลง ไม่หมกมุ่นมัวเมา กินใช้ทรัพย์สมบัติโดยรู้เท่าทัน เห็นคุณโทษทางดีทางเสียของมัน มีปัญญาทำตนให้เป็นอิสระ เป็นชาวบ้านชนิดที่เลิศ ประเสริฐ สูงสุด  ธรรมที่วัดความก้าวหน้าสำหรับบรรพชิต คือ1) เราเป็นผู้มีเพศต่างจากคฤหัสถ์ 2)การเลี้ยงชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น  3)อากัปกิริยาอย่างอื่นอันเราควรทำมีอยู่ 4)เราย่อมติเตียนตนเองได้โดยศีลหรือไม่ 5)เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญูชนพิจารณาแล้ว ติเตียนเราได้โดยศีลหรือไม่ 6)เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น 7) เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจักทำกรรมใดดีหรือชั่วก็ตาม เราจักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น 8)วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ 9)เราย่อมยินดีในเรือนว่างเปล่าหรือไม่ 10) คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 29, 202557 min

S68 Ep 17หิริ โอตตัปปะ : ธรรมคุ้มครองโลก [6817-3d]

โลกบาล” เป็นหลักคุ้มครองรักษาโลก ที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อันประกอบด้วยหลักธรรม 2 ประการที่จะมาคู่กันเสมอในจิตใจ ที่จะทำให้บุคคลทำแต่ความดี คือหิริและโอตตัปปะ “หิริ” แปลว่าความละอายต่อบาป และ “โอตตัปปะ” แปลว่าความกลัวต่อบาปบุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะ มีสติสัมปชัญญะ มีการสำรวมอินทรีย์ ศีลสมบูรณ์ เป็นเครื่องที่ทำให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงถึงพระนิพพานได้ในที่สุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 22, 202557 min

S68 Ep 16ธรรมเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า [6816-3d]

หมวดธรรม 4 ประการ 2 อย่าง ที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ได้แก่สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 คือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า1.สัทธาสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือความมั่นใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์2.สีลสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยศีล คือศีล 5 ที่ตั้งขึ้นด้วยเจตนางดเว้น3.จาคสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ คือสละสิ่งของ สละกิเลส4.ปัญญาสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยปัญญา คือปัญญาที่เข้าใจในความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆบางครั้งการจะพัฒนาจิตใจให้ก้าวหน้านั้นอาจต้องพบเจออุปสรรค มีธรรมอีกหมวดหนึ่งที่เรานำมาใช้ร่วมกันแล้วจะสนับสนุนให้ชีวิตเราเจริญ คือ อปัสเสนธรรม 4 คือธรรมดุจเป็นพนักพิง ธรรมเป็นที่พึ่งพิงอาศัย ได้แก่ 1.พิจารณาแล้วเสพ ได้แก่ สิ่งของปัจจัย 42.พิจารณาแล้วอดทน อดกลั้น ได้แก่ อนิฏฐารมณ์ต่างๆ มีหนาว ร้อน และทุกขเวทนาเป็นต้น3. พิจารณาแล้วเว้นเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษก่ออันตรายแก่ร่างกาย และ จิตใจ4. พิจารณาแล้วบรรเทาเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษและเกิดขึ้นแล้ว เช่น อกุศลวิตก มีกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นต้นหมวดธรรม 4 ข้อ ของ 2 นัยยะที่ยกมานี้คือธรรมที่จะสนับสนุนเกื้อกูลให้การพัฒนาจิตของเรานั้นก้าวหน้าขึ้นมาได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 15, 202555 min

S68 Ep 15ภัยอันตรายที่พึงพิจารณา [6815-3d]

พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งภัยในโลกนี้ไว้ 2 อย่างคือ ภัยที่ช่วยเหลือกันได้ และภัยที่ช่วยกันไม่ได้ 1.ภัยที่พอช่วยเหลือกันได้ ได้แก่ 1.ภัยน้ำท่วม 2.ภัยเกิดจากไฟไหม้ 3.ภัยเกิดจากโจรขโมยและสงคราม ภัยเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังพอช่วยเหลือให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ตามสถานการณ์2.ภัยที่ช่วยกันไม่ได้ ถึงแม้จะเป็น พ่อ แม่ ลูก ที่รักและห่วงใยกันแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยกันได้เลย ได้แก่ 1. ภัยจากความแก่(ชราภัย) 2.ภัยจากความเจ็บไข้(พยาธิภัย) 3. ภัยจากความตาย(มรณะภัย) ภัยเหล่านี้เป็นภัยที่หากเกิดขึ้นแก่ผู้แล้วไม่มีใครที่จะสามารถช่วยแบ่งเบา หรือรับเอาภัยนั้นมาแทนกันได้เลย พระพุทธองค์ทรงชี้ทางออกไว้ให้ว่าหากผู้ใดเป็นผู้ที่มีอริยมรรคมีองค์ 8 ประกอบอยู่ในจิตของตน ผู้นั้นก็จะสามารถพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจาก ความแก่ ความเจ็บ และความตายในอนาคตได้อย่างแน่นอน โดยอริยมรรคมีองค์ 8นี้ได้แก่ 1.ศีล คือสัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ,สัมมาอาชีวะ 2.สมาธิ คือสัมมาวายามะ,สัมมาสติ,สัมมาสมาธิ 3.ปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะภัยต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประสบภัยนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในที่นี้จะกล่าวถึงหมวดธรรมที่ทำให้เห็นว่าสุข-ทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นสิ่งใดทำให้เกิด โดยจะกล่าวหมวดธรรม 3 ข้อที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ได้แก่1.สุข ทุกข์ เกิดจากผู้อื่นทำให้ 2.สุข ทุกข์ เกิดจาก กรรมเก่า 3.สุข ทุกข์ เกิดจาก ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย หากผู้ใดมีมิจฉาทิฏฐิทั้ง 3 ข้อนี้ ก็จะเป็นผู้ที่ไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ละในสิ่งที่ควรละ จะทำให้อกุศลเกิดขึ้นในจิตใจได้ และเมื่อใดก็ตามที่อกุศลเกิด แต่กุศลไม่เกิดในจิตใจ เมื่อนั้นก็จะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 8, 202557 min

S68 Ep 14การภาวนา 4 ประการ [6814-3d]

การภาวนา คือการเจริญ การพัฒนา การฝึกอบรมให้ดีขึ้น ในตอนนี้จะกล่าวถึงการภาวนา 4 ประการที่หากไม่เจริญไม่ฝึกอบรมให้ดีจะก่อให้เกิด อนาคตภัย 5 ประการ ขึ้นได้ การภาวนาทั้ง 4 ประการนี้คือ1. กายภาวนา คือการเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย โดยการฝึกสำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภค ดูแลร่างกายเพียงเพื่อให้ได้ประพฤติพรหมจรรย์ 2. สีลภาวนา คือการเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล โดยตั้งอยู่ในระเบียบวินัย มีความประพฤติที่ดี ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน 3.จิตภาวนา คือการเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ โดยฝึกให้จิตมีสมาธิมีความมั่นคง มีที่ตั้งคือสติ เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตา กรุณา ขยันหมั่นเพียร อดทนเข้มแข็ง และสดชื่น เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น4. ปัญญาภาวนา คือการเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา หากไม่เจริญกาย เจริญศีล เจริญจิต และเจริญปัญญา จะก่อให้เกิด อนาคตภัย 5 ประการดังนี้1.จะทำให้พระธรรม พระวินัยเลอะเลือน ทำให้ความศรัทธาเลื่อมใสลดลง2.จะทำให้ไม่สามารถแนะนำอบรมพระ เณร รุ่นหลังเรื่องพระธรรม พระวินัยได้ถูกต้อง จะทำให้พระธรรม พระวินัยเลอะเลือน ทำให้ความศรัทธาเลื่อมใสลดลง3.จะถลำลงสู่ธรรมที่ผิด(ธรรมดำ)โดยไม่รู้ตัว4.จะทำให้ไม่มีใครฟังธรรมะอันลึกซึ้ง อันเป็นโลกุตระ อันประกอบด้วยสุญญตาธรรมของพระพุทธเจ้า แต่จะไปสนใจสูตรต่างๆ ที่นักกวีแต่งไว้5.จะทำให้ภิกษุเถระประพฤติย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในความล่วงละเมิด ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรม ที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ชนรุ่นหลังก็จักถือเป็นตัวอย่าง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 1, 202557 min

S68 Ep 13วิธีเลือกครูบาอาจารย์ [6813-3d]

"กัลยาณมิตร" หมายถึง บุคคลที่ปรารถนาดี นำสิ่งดีงาม และเป็นกุศลมาสู่เรา กัลยาณมิตรมีหลายแบบได้แก่ 1) กัลยาณมิตรที่เป็นองค์ความรู้อันได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 2) เพื่อนที่ดี คือ ฆราวาสผู้พร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา 3) พระสงฆ์ครูบาอาจารย์ 4) พระพุทธเจ้า ในครั้งนี้จะกล่าวรายละเอียดถึงกัลยาณมิตรแบบที่ 3 คือพระสงฆ์ครูอาจารย์ เราจะเลือกเอาพระสงฆ์ครูอาจารย์แบบใดมาเป็นกัลยาณมิตรที่ควรคบหาควรเข้าใกล้ ถึงแม้ว่าจะถูกไล่หนีก็ตาม  พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงคุณสมบัติของพระสงฆ์ที่ควรเข้าใกล้ไว้ 7 ประการดังนี้ เป็นผู้มีความน่ารักใคร่พอใจ (ปิโย) คือเป็นลักษณะมีความเมตตา แผ่มาให้เกิดความรักใคร่พอใจเป็นที่เคารพ (ครุ) คือเป็นผู้ที่มีความหนักแน่น มีหลักเกณฑ์หลักการ คุ้มครองให้ในทิศทั้งปวงเป็นผู้ควรสรรเสริญ (ภาวนีโย) คือ เป็นผู้มีความรู้จริง มีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอควรเอาเป็นแบบอย่างเป็นผู้ฉลาดพูด (วตฺตา) คือรู้จังหวะรู้เวลาที่จะพูดที่จะสอนได้ และเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ดีได้เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ (วจนกฺขโม) คืออดทนที่จะพูดซ้ำๆในเรื่องเดิมๆได้โดยไม่เบื่อหน่ายเป็นผู้พูดถ้อยคำลึกซึ้งได้ (คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา) คือสามารถแจกแจงคำสอนได้อย่างละเอียดลึกซึ้งเป็นผู้ไม่ชักนำไปในอฐานะ (จฎฺฐาเน นิโยชเย) คือไม่ชักนำไปในทางที่ไม่ดีทางที่เสื่อมเสีย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 25, 202555 min

S68 Ep 12โอกาส 8 ที่ทำให้ได้ประพฤติพรหมจรรย์ [6812-3d]

“โอกาส” หมายถึง สถานที่หรือเวลา เปรียบเทียบในทางธรรมะของพระพุทธเจ้าคือภพ แปลว่าความเป็นสภาวะการมีสภาวะใดสภาวะหนึ่งสถานที่และเวลาเป็นเรื่องสำคัญ การที่เรามีโอกาสที่เหมาะสมคือ อยู่ถูกที่ถูกเวลาแล้วเราไม่ปล่อยโอกาสให้ล่วงเลยไป ใช้โอกาสนั้นอย่างผู้ชาญฉลาด เราจะประสบความสำเร็จได้ หรือหากสร้างโอกาสให้ตัวเองก็ยิ่งดี ยกตัวอย่างตามนิทานชาดก เรื่องพ่อค้าทางเรือเดินทะเลโอกาสในทางโลกหรือขณะในทางโลกนั้นมันเล็กน้อยมาก แต่โอกาสที่เหมาะสมจริง ๆ ในการที่จะให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้นมีอยู่ ท่านได้กล่าวถึงสิ่งที่จะทำให้เราไม่ได้โอกาสไว้ใน อักขณสูตร ประกอบด้วย 3 ส่วนคือส่วนที่ 1 มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นส่วนที่ 2 มีคำสอนแสดงไว้ส่วนที่ 3 ตัวเรา อยู่ในสถานะ 8 ประการนี้ คืออยู่ในกำเนิดสัตว์นรกอยู่ในกำเนิดเดรัชฉานอยู่ในกำเนิดเปรตวิสัยอยู่ในกำเนิดอรูปพรหมอยู่ในกำเนิดมนุษย์แต่ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในกำเนิดมนุษย์ที่อยู่ในที่ที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่มีมิจฉาทิฏฐิอยู่ในกำเนิดมนุษย์แต่ไม่มีปัญญาอยู่ในกำเนิดมนุษย์แต่มีคำสอนธรรมะไม่ละเอียดโอกาสที่ 3 สิ่งนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกันคือ 1) มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 2) มีคำสอนแสดงไว้อย่างละเอียด 3) ตัวเราได้กำเนิดเป็นมนุษย์ที่มีสัมมาทิฏฐิและมีปัญญาที่จะเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากเมื่อเราได้โอกาสนี้แล้วจึงควรพยายามเร่งความเพียร ปฏิบัติอย่างแน่วแน่ เดินตามทางที่มีองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่างเพื่อไม่ให้ผู้ที่ต้องร้อนใจในภายหลัง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 18, 202556 min

S68 Ep 11“กรรม” ตอนที่3 (จบ) [6811-3d]

กรรม คือ เจตนาที่มีการปรุงแต่ง (สังขาร) ออกไปทางกาย วาจา ใจ เมื่อมีการปรุงแต่งกระทำออกไปแล้ว ย่อมมีผลหรือมีวิบากของกรรมนั้นอย่างแน่นอนเรื่องของกรรมเป็น “อจินไตย” คือ เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด เพราะถ้าคิดแล้วอาจจะทำให้เป็นบ้าได้ ในที่นี้หมายถึง เป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน (ตามนัยยะ อจินติตสูตร) ตราบใดที่เมื่อยังมีการปรุงแต่งกรรมอยู่ การให้ผล (วิบาก) ของกรรมนั้น ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยของกรรมนั้นเสมอ ผลของกรรมจึงมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอความคิดที่ว่า “ผลของกรรม เกิดจากรรมเก่าอย่างเดียวเท่านั้น” ความคิดอย่างนี้ยังไม่ถูกต้อง เพราะผลของกรรมไม่ได้เกิดจากกรรมเก่าอย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของสังขารนาม-รูปในปัจจุบัน (ตามนัยยะ 8 อย่างใน สีวกสูตร)ประเภทผลของกรรม แบ่งออกเป็น 4 หมวด แต่ละหมวดแยกเป็น 4 ประเภท (รวม 16 ประเภท)1. แบ่งโดยหน้าที่ คือ กรรมที่ให้ไปเกิด (ยังวิบากให้เกิดขึ้น-มีสภาวะการเกิด) / อุปถัมภ์สนับสนุนให้กรรมนั้นมีพลังมากยิ่งขึ้น / เบียดเบียนกรรมนั้นให้อ่อนกำลังลง / ตัดรอนกรรมนั้นไม่ให้ส่งผล2. แบ่งตามลำดับการให้ผล คือ ให้ผลในลำดับแรกก่อน / ให้ผลเวลาใกล้ตาย / กรรมที่กระทำบ่อยๆ สั่งสมไว้ ให้ผลในชาติต่อมา / กรรมที่ผู้กระทำไม่มีเจตนา แต่ย่อมให้ผล (ในห้วงของสังสารวัฏ)3. แบ่งตามเวลา คือ ให้ผลรวดเร็วปัจจุบันทันด่วน / ให้ผลในชาติหน้า / ให้ผลในชาติต่อๆ มา / ไม่มีโอกาสให้ผล4. แบ่งตามฐานะการให้ผล คือ ให้ผลไปเกิดในอบายภูมิ / สุคติภูมิ / รูปพรหม / อรูปพรหมฟัง “เรื่องของ “กรรม” (ตอนที่ 2)-กรรมเป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ”Time stamp 6811-3d: (00:32) ปฏิบัติภาวนา เจริญพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ(12:25) เรื่องของ “กรรม” ตอนที่ 3(15:45) เรื่องของกรรมเป็น “อจินไตย” (21:51) ทำกรรมอย่างไร ได้ผลของกรรมอย่างนั้น(26:54) สิวกสูตร ว่าด้วยสีวกปริพาชก(34:09) ประเภทของกรรม แบ่งเป็น 4 หมวด (รวม 16 ประเภท)(37:11) กรรมแบ่งตามหน้าที่ของกรรม(45:44) กรรมแบ่งตามเวลา(48:39) กรรมแบ่งตามลำดับการให้ผล(52:39) กรรมแบ่งตามฐานะการให้ผล Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 11, 202557 min

S68 Ep 10“กรรม” (ตอนที่ 2) : กรรมคือสิ่งที่บุคคลควรทราบ [6810-3d]

“กรรม” (กัมมะ) คือ เจตนาของจิตที่เมื่อมีผัสสะมากระทบแล้วเกิดการปรุงแต่งออกไป ทางกาย (กายกรรม) วาจา (วจีกรรม) และใจ (มโนกรรม) เป็นอกุศลกรรมบ้างหรือกุศลกรรมบ้าง หรือเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม (อริยมรรคมีองค์ 8)กรรมเป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ – ทำความเข้าใจกรรมผ่าน “นิพเพธิกสูตร”เรากล่าวซึ่ง “เจตนา ว่าเป็นกรรม” เพราะว่าบุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ หมายถึง เจตนาที่อยู่ในจิตที่ประกอบไปด้วย ราคะ โทสะ และโมหะ (กิเลส) จากมากไปจนถึงเบาบาง (อกุศล-กุศล) หรือจนไม่เหลือ จึงพ้นจากกรรม คือ “สิ้นกิเลส สิ้นกรรม” ด้วย อริยมรรคมีองค์ 8เหตุเกิดแห่งกรรม คือ ผัสสะ (อาศัยผัสสะเป็นแดนเกิด)ความมีประมาณต่าง ๆ แห่งกรรม คือ กรรมที่ทำให้ไปเกิดในอบาย, มนุษยโลก, เทวโลก ได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 และกุศลกรรมบถ 10วิบาก คือ ผลแห่งกรรม มีระยะเวลาการให้ผล คือในปัจจุบันทันควัน / ในเวลาต่อมา / ในเวลาต่อ ๆ มาความดับไม่เหลือแห่งกรรม คือ ความดับแห่งผัสสะ (เมื่อมีผัสสะกระทบแล้วไม่เข้าถึงจิต)ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งกรรม คือ อริยมรรคมีองค์ 8การเข้าถึงกระบวนการสิ้นกรรม คือให้เราปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 จนครบจนเต็มรอบ ผลแห่งความสมบูรณ์ในการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 จะทำให้เราพ้นจากกรรมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 4, 202557 min

S68 Ep 9“กรรม” (ตอนที่1) [6809-3d]

“กรรม” คือ การกระทำที่เกิดจากเจตนาของจิตที่ถูกกระตุ้นผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แล้วปรุงแต่งออกไป ทาง 3 ช่องทาง คือ 1. ทางกาย เป็น กายกรรม 2. ทางวาจา เป็น วจีกรรม 3. ทางใจ เป็น มโนกรรมทำความเข้าใจเรื่องของ “กรรม” ผ่านพุทธพจน์ที่ว่า..“เรามีกรรมเป็นของๆตน เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น” หมายถึง เมื่อมีเหตุแล้ว ย่อมมีผล“เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์” คำว่า “เผ่าพันธ์” หมายถึง ผลของการกระทำนั้น“เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้” คำว่า “ที่พึ่งอาศัย” หมายถึง ลักษณะที่สะสมอยู่ในจิต หรือ “อาสวะ”“เป็นกรรมดีก็ตาม เป็นกรรมชั่วก็ตาม” คือ กุศลกรรม หรือ อกุศลกรรม“เราจักต้องเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น” คือ ได้รับผลของการกระทำนั้น“เราทั้งหลายพึงพิจารณาเนืองๆอย่างนี้แล” ผลของการพิจารณา คือ เกิดปัญญา และ มีอุเบกขากรรม 4 อย่างกรรมดำ มีวิบากดำ – กรรมชั่ว การปรุงแต่งไปในทางเบียดเบียน ผลคือ เข้าถึงความเป็นสัตว์นรกกรรมขาว มีวิบากขาว – กรรมดี ปรุงแต่งไปในทางไม่เบียดเบียน ผลคือ เข้าถึงสวรรค์กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว – ปรุงแต่งไปในทางเบียดเบียนบ้างไม่เบียดเบียนบ้าง เสวยเวทนาสุขและทุกข์เจือปน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางพวกกรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม คือ อริยมรรคมีองค์ 8การทำที่สุดแห่งทุกข์ปรากฏขึ้นได้ เพราะการกระทำกรรมเรากำหนดได้จากการกระทำของเรา อยู่ที่ว่าจะตั้งเจตนาของจิตให้ปรุงแต่งไปในทางไหน ไปในทางสิ้นกรรม คือ ไม่มี ราคะ โทสะ และโมหะประกอบอยู่ในกรรม กรรมจึงอยู่ตรงที่เราเลือก เราจะอยู่เหนือกรรมได้ก็เพราะการกระทำของเราตรงนี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 25, 202556 min

S68 Ep 8จรณะ 15 [6808-3d]

จรณะคือข้อปฏิบัติให้ถึงปัญญาข้อปฏิบัติที่ทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้ ข้อปฏิบัตินี้มี 15 อย่าง จรณะมีความหมายเดียวกันกับเสขะปฏิปทาคือข้อปฏิบัติของผู้ที่ยังต้องฝึกต้องปฏิบัติต่อ ข้อปฏิบัติของผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูง บุคคลที่ต้องการบรรลุธรรมจึงต้องปฏิบัติตามเสขะปฏิปทา ดังนั้นจรณะ15 ก็คือเสขะปฏิปทาที่มีเนื้อหาแจงออกเป็น 15 ประการ ตามนัยยะของเสขะปฏิปทาสูตร ประกอบด้วย 4 หมวดคือ ศีล1, อปัณณกปฏิปทา3,สัปปุริสัทธรรม 7 และฌาน4 ซึ่งแจกแจงได้ดังนี้1.ศีล ได้แก่ ศีล5 ศีล8 ศีล10 และศีล2272.อปัณณกปฏิปทา3 คือข้อปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม ได้แก่ 1.อินทรีสังวร(สำรวมอินทรีย์) 2.โภชเนมัตตันญุตา(รู้จักประมาณในการบริโภค) 3.ชาคริยานุโยค(การประกอบความเพียรอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น)3.สัปปุริสัทธรรม7 ได้แก่ 1.มีศรัทธา 2.มีหิริ 3.มีโอตตัปปะ 4.เป็นพหูสูต 5.มีความเพียรอันปรารภแล้ว 6.มีสติ7. มีปัญญา4.ฌาน4 คือการเพ่ง,สมาธิ ได้แก่ 1.ปฐมฌาน(วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคคตา) 2.ทุติยฌาน(ปีติ สุข เอกัคคตา) 3.ตติยฌาน(สุข เอกัคคตา) 4.จตุตถฌาน(อุเบกขา เอกัคคตา)จรณะ 15 อย่าง คือข้อปฏิบัติที่เจาะจงลงมาสำหรับบุคคลที่ยังไม่บรรลุธรรม เมื่อนำธรรมนี้ไปประพฤติปฏิบัติก็จะสามารถทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 18, 202558 min

S68 Ep 7ความประสงค์ 5 อย่างของบุคคล 6 ประเภท [6807-3d]

ได้นำเอา ขัตติยสูตร ที่ว่าด้วยความประสงค์ 5 อย่างของบุคคล 6 ประเภท มาอธิบายขยายความ เพื่อให้ทราบถึงความต้องการที่เหมือนกัน หรือแตกต่างกันของบุคคลแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาความเข้าใจ และสานสัมพันธภาพที่ดีในระหว่างบุคคลเริ่มจากความประสงค์เพื่อให้สมตามสิ่งที่ปรารถนา ในบุคคลแต่ละประเภทนั้น ย่อมมีความประสงค์ต้องการเพื่อให้สมความปรารถนาสูงสุด อย่างเช่นกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี มีความประสงค์โภคทรัพย์ และนิยมปัญญาเหมือนกัน แต่สิ่งที่เสริมกำลังความมั่นใจเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการ และให้ถึงความเป็นที่สุดแตกต่างกันสตรี นิยมประดับตกแต่งเพื่อประสงค์บุรุษ มีบุตรเป็นกำลัง และไม่ต้องการหญิงอื่นร่วมสามี มีความเป็นใหญ่ในบ้านเป็นที่สุดโจร นิยมที่เร้นลับเพื่อประสงค์ลักทรัพย์ มีอาวุธเป็นกำลัง และต้องการที่มืด ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นล่วงรู้สมณะ นิยมปัญญา มีความประสงค์ขันติ และโสรัจจะ มีศีลเป็นกำลัง และต้องการความไม่มีกิเลสเครื่องกังวล มีนิพพานเป็นที่สุดข้อสังเกต ความต้องการที่เป็นไปเพื่อดับความต้องการ มีความเป็นอิสระพ้นจากอำนาจกิเลสเครื่องร้อยรัดมีในบุคคลผู้ที่มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริงอ่าน “ขัตติยสูตร” พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 11, 202556 min

การใช้งาน “พรหมวิหาร 4” [6806-3d]

ในโลกปัจจุบันนี้มีเรื่องขัดแย้งวุ่นวายเกิดขึ้นหลายเรื่องราว บางเรื่องก็หาทางออกไม่ได้เหตุเพราะมีเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้น การมีเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้นขึ้นนั้นมีเหตุเริ่มมาจาก “ตัณหา” คือ เมื่อมีตัณหาจะทำให้เกิดการแสวงหา ทำให้มีการได้ เมื่อได้มาทำให้มีการปลงใจรัก แล้วก่อให้เกิดความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ทำให้มีความสยบมัวเมาอย่างจับอกจับใจ จึงทำให้มีความตระหนี่ จึงทำให้มีการหวงกั้น แล้วจึงทำให้มีเรื่องราวจากการหวงกั้นนั้น ความขัดแย้งวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วย พรหมวิหาร4พรหมวิหาร4 คือ คุณธรรมสำหรับเป็นที่อยู่ของจิตใจแห่งพรหม คือผู้ใหญ่หรือผู้ประเสริฐ ประกอบด้วย1.เมตตา : ความรักความปรารถนาดีให้ผู้อื่นมีความสุข 2.กรุณา : อยากให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์3.มุทิตา : ยินดีพอใจเมื่อผู้อื่นมีความสุข 4.อุเบกขา : วางเฉยในผัสสะที่น่าพอใจไม่น่าพอใจการใช้งานพรหมวิหาร 4 ในแก้ไขเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้นนั้น ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 3 ลักษณะคือ ต้องไม่มีเงื่อนไข ต้องไม่มีประมาณ และไม่มีการผูกเวรคือไม่เว้นใครไว้  การนำพรหมวิหาร4 มาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องแสดงออกให้เห็นในลักษณะที่คนอื่นเขาจะรับรู้ได้ คือต้องแสดงออกมาให้เห็น ทั้งทาง กาย วาจา และใจ  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 4, 202553 min

S68 Ep 5โพธิปักขิยธรรม องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ [6805-3d]

“โพธิปักขิยธรรม” คือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ มี 7 หมวด 37 ประการได้แก่ สติปัฏฐาน4 สัมมัปปธาน4 อิทธิบาท4 อินทรีย์5 พละ5 โพชฌงค์7 มรรคมีองค์8 องค์ธรรมทั้ง 7 หมวดนี้คือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรมเหมือนกัน ในครั้งนี้จะกล่าวให้เห็นความเหมือนและต่างกันขององค์ธรรมเหล่านี้ คู่แรกคือ “อินทรีย์5” กับ “พละ5” เหมือนกันโดยองค์รวม คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แต่อธิบายคนละนัยยะ คือความเป็นใหญ่และความไม่หวั่นไหว พระพุทธเจ้าได้อุปมาธรรม 2 หมวดนี้ เปรียบเหมือนแม่น้ำสองสายที่แบ่งโดยเกาะกลางแต่ก็เป็นแม่น้ำสายเดียวกันและย่อมจะมาบรรจบกัน “สติปัฏฐาน”คือฐานที่ตั้งให้เกิดการระลึกถึงคือตั้งจิตเกาะติดไว้ให้มั่นที่กาย เวทนา จิต ธรรม ส่วน“สัมมัปปธาน”คือความเพียร เป็นลักษณะของการต้องขูดเกลาต้องพัฒนา กำจัดอกุศลธรรมรักษากุศลธรรมให้มีมากขึ้น สัมมัปปธานก็คือสัมมาวายามะ “อิทธิบาท” คือฐานที่ตั้งแห่งความสำเร็จ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา “ โพชฌงค์” ได้แก่ สติสัมโพชฌงค์ก็คือสติปัฏฐาน4 พอมีสติแล้วก็จะเห็นตามจริงทำให้เกิดธัมมวิจยะ ให้เกิดวิริยะ เกิดปิติ เกิดความสงบ เกิดสมาธินำสู่อุเบกขาได้ ทางทั้งหลายที่เดินมานี้ท่านเปรียบเหมือนรอยเท้าของสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดคือรอยเท้าช้าง เปรียบธรรมะทั้งหมดที่กล่าวมานี้อยู่ใน “มรรค8”ทั้งหมดเลย มรรค8คือ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง ดังนั้น โพธิปักขิยธรรม จึงเป็นธรรมะที่จะนำพาจิตของเราให้ไปสู่นิพพานได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 28, 202554 min

S68 Ep 4การแสวงหา 2 อย่าง ด้วยตา 2 ข้าง [6804-3d]

ผู้ที่มีดวงตา ก็จะสามารถใช้ตามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ และจะสามารถแสวงหาสิ่งที่ต้องการได้ ในตอนนี้จะกล่าวถึง “การแสวงหา 2 อย่าง ด้วยตา 2 ข้าง” โดยจะกล่าวนัยยะการใช้ดวงตา มาแยกบุคคลได้ 4 จำพวกดังนี้1. คนตาบอด คือ บุคคลที่ไม่มีดวงตา (คือปัญญา) มองหาลู่ทางที่จะให้ได้ทรัพย์ที่ยังไม่ได้ มองไม่เห็นทางที่จะทำให้ทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยขึ้น และไม่มีดวงตา ที่เป็นเหตุจะให้รู้ธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลและอกุศล อันมีโทษและไม่มีโทษ หยาบและละเอียด 2. คนมีตาข้างเดียว คือ บุคคลที่มองเห็นลู่ทางที่จะทำให้ได้ทรัพย์ที่ยังไม่ได้นั้นมา และมองเห็นลู่ทางที่จะทำให้ทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยขึ้น แต่ไม่มีดวงตาที่เป็นเหตุจะให้รู้ธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลและอกุศล และอาจแสวงหาทรัพย์มาด้วยทางที่ไม่ดี3. คนมีตา 2 ข้าง คือ บุคคลที่มองเห็นลู่ทางที่จะทำให้ได้ทรัพย์ที่ยังไม่ได้นั้นมา และมองเห็นลู่ทางที่จะทำให้ทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยขึ้น และมีดวงตาที่เป็นเหตุจะให้รู้ธรรมเห็นธรรม4. คนที่มีตาที่ 3 คือ มีตาสมบูรณ์ คือ ดวงตาที่เห็นอริยสัจ 4 เห็นสิ่งที่เหนือบุญเหนือบาป การแสวงหา 2 อย่าง1. การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ (อนริยปริเยสนา ) คือการแสวงหาสิ่งที่ยังมี ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศกร่ำไรรำพัน นั่นคือแสวงหาทุกข์2. การแสวงหาที่ประเสริฐ (อริยปริเยสนา ) คือการแสวงหาทางที่จะทำให้พ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศกร่ำไรรำพัน นั่นคือแสวงหาหนทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ลำดับขั้นที่นำไปสู่การแสวงหาตามนัยยะ สังยุตตนิกาย สนิทานสูตร คือ1. ธาตุ ความหมายรู้ในกาม บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามธาตุ 2. สัญญา ความดำริในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในกาม3. สังกัปปะ ความพอใจในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในกาม4. ฉันทะ ความเร่าร้อนเพราะกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในกาม5.ปริราหะ การแสวงหากามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อน6. แสวงหา เมื่อแสวงหากาม ย่อมปฏิบัติผิดโดย ฐานะ 3 คือ กาย วาจา ใจทางอกุศลเกิดขึ้นอย่างไรในทางกุศลก็เกิดขึ้นอย่างนั้นเช่นกัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 21, 202556 min

S68 Ep 3อุปมาจิต 9 อย่าง [6803-3d]

“สติ” เป็นตัวช่วยจัดระเบียบจิตใจของเรา สติที่ท่านพระสารีบุตรอธิบายเจาะจงลงไปคือ เครื่องมือที่ชื่อว่า “กายคตาสติ” โดยท่านอุปมาลักษณะของจิตไว้ 9 อย่าง คือจิตเสมอด้วยดิน จิตที่มีสติตั้งไว้ก็จะเหมือนกับดินไม่ว่าใครจะทิ้งของสะอาดหรือไม่สะอาด ดินก็ยังเป็นดินเสมอจิตเสมอด้วยน้ำ จิตที่มีสติตั้งไว้ก็จะเหมือนกับน้ำไม่ว่าใครจะทิ้งของสะอาดหรือไม่สะอาด น้ำก็ยังเป็นน้ำเสมอจิตเสมอด้วยไฟ จิตที่มีสติตั้งไว้จะเหมือนกับไฟจะไม่อึดอัดเปลี่ยนแปลงตามสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ จะกว้างขวางเสมอกันจิตเสมอด้วยลม จิตที่มีสติตั้งไว้ก็จะเหมือนกับลมเมื่อมีสิ่งใดมากระทบกับอารมณ์ไม่ว่าดีหรือไม่ดีก็ตาม ย่อมเสมอกันหมดจิตเปรียบด้วยผ้าเช็ดธุลี จิตที่มีสติตั้งไว้จะเป็นจิตกว้างขวางรับทั้งสิ่งดีและไม่ดีโดยไม่รังเกียจเหมือนผ้าขี้ริ้วที่เช็ดได้ทุกอย่างมีจิตเหมือนเด็กจัณฑาล ถ้ามีสติตั้งไว้แล้วก็จะมีจิตเหมือนจิตเด็กจัณฑาลที่นอบน้อม อดทนมีจิตเหมือนโคเขาขาด จิตที่มีสติตั้งไว้จะเหมือนโคที่เขาขาดจะเจียมตัวและระมัดระวังเสมอมีจิตเหมือนคนรักสวยรักงาม ที่มีซากศพ ซากงู มาแขวนคล้องคอไว้ จิตที่มีสติตั้งไว้จะไม่ยึดถือกายว่าเป็นของเรามีจิตเหมือนภาชนะที่ก้นทะลุใส่น้ำมันไว้ต้องคอยประคับประคองไม่ให้น้ำมันล้นออก จิตที่มีสติตั้งไว้จะบริหารกายอย่างระมัดระวัง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 14, 202557 min

S68 Ep 2ธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุให้ได้ปัญญา [6802-3d]

“ปัญญา” ในความหมายของพุทธศาสนาคือ การตระหนักรู้หรือตระหนักรู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นจริงที่เหนือกว่าความเข้าใจทั่วไป คือสิ่งที่เมื่อเรารู้และเข้าใจแล้วจะทำความสุขอันยั่งยืนที่เหนือกว่าสุขเวทนา สุขที่ระงับ สุขที่เป็นความสงบเย็น พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยที่ให้ได้ปัญญาที่ยังไม่ได้และเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้วไว้ 8 ประการ ได้แก่มีครูบาอาจารย์ เข้าไปตั้งจิตไว้ซึ่งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพอย่างแรงกล้า โดยการพิจารณาคุณสมบัติของครูผู้เป็นกัลยาณมิตร 7 ประการ คือ 1) เป็นที่รักเป็นที่พอใจ 2) เป็นที่เคารพ 3) เป็นผู้ควรสรรเสริญ 4) เป็นนักพูด 5) เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ 6) เป็นผู้พูดถ้อยคำลึกซึ้งได้ และ 7) ไม่ชักนำในทางไม่ดีเข้าไปหาแล้วไต่ถาม และรู้จักตั้งคำถาม โดยต้องมีศรัทธาและเข้าไปหาในเวลาที่เหมาะสม ได้สงบกาย ความสงบใจ เมื่อฟังธรมนั้นแล้วต้องนำมาประพฤติปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ย่อมได้ความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิตอย่างถึงพร้อมเป็นผู้มีศีล ศีลเป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง ต้องสำรวมระวังในศีลให้ถึงพร้อม มีความปรกติเห็นภัยในโทษของการทุศีลแม้มีประมาณน้อย เป็นผู้ทรงสุตะและสั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก จำไว้คล่องปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เมื่อจิตเราเข้าใจในกุศลธรรมแล้วก็นำมาทบทวนซ้ำ ๆ เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมนั้น ๆ เมื่อกุศลธรรมเพิ่มขึ้นมากเท่าใด อกุศลธรรมก็จะลดลงเช่นกันกล่าวเรื่องธรรมวินัย ไม่พูดเรื่องต่าง ๆ ที่ขวางหนทางธรรม ไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างพระอริยเจ้าสามารถปล่อยวางขันธ์ 5 พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 คือเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 7, 202557 min

S68 Ep 1สุขที่ควรเสพและสุขที่ไม่ควรเสพ [6801-3d]

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ทุกคนล้วนส่งความสุขให้กันและกัน ในตอนนี้จะกล่าวถึงสุขที่ควรเสพและไม่ควรเสพ เราต้องมีปัญญาที่จะแยกแยะได้ว่าสุขแบบไหนที่ควรเสพและไม่ควรเสพ พระพุทธเจ้าแบ่งความสุขออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ความสุขที่เกิดจากมิจฉาทิฏฐิ คือความสุขที่เสพแล้วกิเลสเพิ่มขึ้น จิตใจชุ่มไปด้วยกาม ความสุขประเภทที่ไม่ควรเสพนี้มี 4 อย่างคือ1.ความสุขที่เกิดจากการฆ่า 2.ความสุขที่เกิดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้3.ความสุขที่เกิดจากการวจีทุจริต คือการจงใจกล่าวเท็จ การพูดเพ้อเจ้อ การพูดคำหยาบ4.การเอิบอิ่มเพรียบพร้อมอยู่ด้วยกามคุณทั้ง 5ความสุขที่เกิดจากสัมมาทิฏฐิ คือ ความสุขที่เสพแล้วกิเลสลดลงความเศร้าหมองของจิตใจลดลง จิตใจผ่องใสและบริสุทธิ์ขึ้น ความสุขประเภทที่ควรเสพนี้มี 4 อย่างคือ1.เป็นสุขที่อาศัยปีติที่เนื่องด้วยจากความตริตรึก คือ วิตกวิจาร และวิเวก2.สุขที่อาศัยปีติสุขที่ต่อเนื่องด้วยความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว โดยไม่อาศัยการตริตรึก3.ความสุขที่เกิดจากวางอุเบกขาในปีติสุขนั้น4.อุเบกขาล้วน ๆ โดยไม่มีสุข เป็นความระเอียดของจิตที่สามารถพัฒนาได้พลังของสมาธิทั้ง 4 ขั้นนี้เป็นสิ่งที่ควรเสพ ควรทำให้มาก ควรทำให้เจริญ และเมื่อนำไปพิจารณาอย่างแยบคายจะทำให้เป็นผู้ที่เข้าถึงกระแสแห่งอริยบุคคลทั้ง 4 จำพวก ได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ในการทำจิตให้เป็นสมาธินั้น การเจริญพรหมวิหาร4 อันประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา จะช่วยทำให้จิตเป็นสมาธิได้รวดเร็วและมีสมาธิที่เข้มแข็งขึ้น โดยต้องมีคุณสมบัติที่ประกอบด้วย 3 ลักษณะนี้คือ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ และไม่มีการผูกเวร  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 31, 20241h 0m

S67 Ep 52 "ภควา" ผู้จำแนกแจกธรรม [6752-3d]

ในพุทธศาสนานี้มีผู้สอนเพียงผู้เดียว คือพระพุทธเจ้า พระองค์เป็นผู้ที่สามารถสอนได้อย่างดี อย่างงามและเมื่อนำคำสอนไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ก็จะให้ผลที่ดีที่งามอย่างมาก ซึ่งความสามารถในการบอกสอนของพระพุทธเจ้าตรงนี้เรียกว่า ภควา คือเป็นผู้จำแนกแจกธรรม ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีสอนของพระพุทธเจ้า โดยจะนำนัยยะต่างๆมากล่าวดังนี้นัยยะที่1.คุณสมบัติของผู้แสดงธรรม ต้องมีลักษณะดังนี้ 1.แสดงไปตามลำดับ 2. ยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ 3. แสดงด้วยความเมตตา 4.อย่าเห็นแก่อามิส 5. แสดงโดยไม่กระทบตนและคนอื่นนัยยะที่2.ทรงเปรียบเทียบให้เห็นถึงการแสดงธรรมที่บริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ โดยทรงปรารภพระมหากัสสปะในจันทูปมาสูตร ว่าผู้พรากกายพรากจิตได้ จึงจะเข้าสู่ตระกูลและแสดงธรรมได้ หากไม่สามารถพรากกายพรากจิตได้เมื่อเข้าสู่ตระกูลก็จะติดพัน มุ่งหวังในลาภสักการะ ลักษณะแบบนี้จะเป็นการแสดงธรรมที่ไม่บริสุทธินั่นเองนัยยะที่3.ลีลาคำสอนของพระพุทธเจ้า มี 4 ลักษณะ1.สันทัสสนา คืออธิบายให้เห็นชัดเจน แจ่ม แจ้ง เหมือนจูงมือไปดูให้เห็นกับตา2.สมาทปนา คือชักจูงใจให้เห็นจริงด้วย ชวนให้คล้อยตาม จนต้องยอมรับและนำไปปฏิบัติ3.สมุตเตชนา คือเร้าใจให้แกล้วกล้า บังเกิด และให้เกียรติแก่ผู้เรียน ให้เขามีความภูมิใจในตัว กำลังใจ ปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขัน มั่นใจว่าจะทำให้ สำเร็จได้ ไม่หวั่นระย่อต่อความเหนื่อยยาก4.สัมปหังสนา คือการทำให้ร่าเริง หรือปลุกให้ร่าเริงนัยยะที่4. การตอบคำถามของพระพุทธเจ้ามี 4 ลักษณะ คือ1.ตอบแบบตรงๆ 2.ตอบโดย ถามกลับ 3.แยกแยะตอบ 4.ตอบ โดยเงียบไม่ตอบนัยยะที่5. การถามของพระพุทธเจ้า มี 5 ลักษณะ คือ1.ถามเพราะรู้อยู่แล้ว, 2.ไม่รู้จึงถาม, 3.ถามเพื่อข่มผู้อื่น, 4.ถามด้วยปรารถนาลามก, 5.ถามเพราะไม่รู้ด้วยความเขลานัยยะที่6. การสอนด้วยความพอเพียง ได้แก่ 1.พอเพียงเพื่อตนเอง, 2.พอเพียงเพื่อผู้อื่นTime stamp 6752-3d:(00:50) ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ(09:05) วิธีสอนของพระพุทธเจ้า(12:27) คุณสมบัติของผู้แสดงธรรม(12:42) 1. แสดงไปตามลำดับ(12:46) 2. ยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ(12:50) 3. แสดงด้วยความเมตตา(12:54) 4. อย่าเห็นแก่อามิส(12:57) 5. แสดงโดยไม่กระทบตนและคนอื่น(14:00) จันทูปมาสูตร : ปรารภพระมหากัสสปะ(26:27) ลีลาคำสอนของพระพุทธเจ้า มี 4 ลักษณะ(33:24) การตอบคำถามของพระพุทธเจ้ามี 4 ลักษณะ(41:26) การถามของพระพุทธเจ้า มี 5 ลักษณะ(47:31) การสอน ด้วยความพอเพียง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 24, 202457 min

S67 Ep 51ข้อควรพิจารณาเนืองๆ [6751-3d]

สิ่งที่ควรพิจารณาเนืองๆ 5 ประการ 1.เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ คือต้องไตร่ตรองใคร่ครวญอยู่เป็นประจำ ตริตรึกด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ด้วยสัมมาทิฏฐิ ด้วยศรัทธา จนเข้าไปสู่จิตใจ ถ้าพิจารณาสิ่งนี้อยู่เนืองๆ อานิสงส์ที่จะได้รับคือ จะทำให้ละความเพลินความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวได้ 2.เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ พิจารณาให้เห็นว่ากายนี้เป็นรังแห่งโรค ไตร่ตรองใคร่ครวญอยู่เป็นประจำ ตริตรึกถึงความเจ็บไข้ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ด้วยสัมมาทิฏฐิ จนเข้าไปสู่จิตใจ ถ้าพิจารณาสิ่งนี้อยู่เนืองๆ จะทำให้ละความมัวเมาในความไม่มีโรคได้3.เรามีความตายเป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ความตายมีซ่อนอยู่ในชีวิต พิจารณาให้เห็นว่าเซลล์ร่างกายเรานี้ตายอยู่ทุกวัน ให้ใคร่ครวญตริตรึกถึงความตายด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ด้วยปัญญา จนเข้าไปสู่จิตใจ ถ้าพิจารณาสิ่งนี้อยู่เนืองๆ จะทำให้ละความมัวเมาในชีวิตไปได้4.เรามีความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ พิจารณาให้เห็นถึงความพลัดพลากจากสิ่งที่รักสิ่งที่ชอบใจอยู่เนืองๆ จะทำให้คลายกำหนัดจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ ทำให้จิตไม่มัวเมาลุ่มหลงในกิเลส5.เรามีกรรมเป็นของตน ถ้าพิจารณาสิ่งนี้อยู่เนืองๆ จะทำให้เราไม่กล้าคิดชั่ว ทำชั่ว ทำให้เป็นผู้ประพฤติกาย วาจา ใจ อันสุจริต Time stamp 6751-3d: (00:24) ปฏิบัติภาวนา เจริญกายคตาสติ(06:40) สิ่งที่ควรพิจารณาเนือง ๆ(22:12) เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้(49:09) เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้(52:43) เรามีความตายเป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความตายไปได้(54:41) เรามีความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ(56:02) เรามีกรรมเป็นของตน(56:49) ข้อควรพิจารณาเนือง ๆ สำหรับนักบวช Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 17, 202458 min

S67 Ep 50การบูชายัญ [6750-3d]

การบูชา ที่มีสิ่งของประกอบในการบูชานั้น เรียกว่าอามิสบูชา และถ้าเจาะจงว่ามีผู้รับสิ่งของที่ให้นั้นจะเรียกว่า “ทาน” คือการให้ แต่ถ้าตั้งไว้เฉยๆโดยไม่มีผู้รับชัดเจน แต่หวังว่าจะมีผู้รับเรียกว่า “ยัญ” ในที่นี้จะกล่าวถึง การบูชายัญ โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ใน กูฏทันตสูตร เป็นการกล่าวถึงการบูชายัญที่ถูกต้องไว้กับกูฏทันตพราหมณ์ลักษณะยัญที่มีองค์ประกอบ 33 อย่างซึ่งเมื่อบูชาแล้วมีผลมาก แบ่งเป็นหมวดๆดังนี้4 อย่างแรก คือ ได้ฉันทานุมัติ จากคนทั้งประเทศ ได้แก่ 1.เจ้าผู้ครองเมืองต่างๆ 2.อำมาตย์ราชบริพารผู้ใหญ่ 3.พราหมณ์มหาศาล 4.คหบดีผู้มั่งคั่ง8 อย่างคือ คุณสมบัติของผู้บูชา ได้แก่ 1.มีชาติตระกูลดี 2.มีรูปงดงาม 3.มีโภคทรัพย์สมบัติมาก 4.มีแสนยานุภาพอันเกรียงไกร 5.มีความใจบุญมีเมตตา 6.มีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ เพื่อรอบรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี 7.มีความเป็นนักปราชญ์บัณฑิตเต็มภาคภูมิ 8.มีวิสัยทัศน์4 อย่างคือ คุณสมบัติของผู้ให้คำแนะนำ ได้แก่ 1.มีชาติตระกูลดี 2.มีความรอบรู้ในสรรพวิชาความรู้ 3.มีศีล เพื่อความไว้วางใจว่าไม่เป็นผู้มีนอกมีใน 4.เป็นบัณฑิตมีปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหา อย่างน้อยเป็นลำดับที่ 2 ของปราชญ์ทั้งแผ่นดิน3 อย่างคือ ต้องไม่เดือดร้อนใจจากความสิ้นเปลืองของเครื่องบูชา ได้แก่ 1.ไม่เดือดร้อนใจจากความสิ้นเปลืองก่อนการบูชา 2.ไม่เดือดร้อนใจจากความสิ้นเปลืองระหว่างการบูชา 3.ไม่เดือดร้อนใจจากความสิ้นเปลืองหลังการบูชา10 อย่างคือ ลักษณะของผู้รับเอาเครื่องบูชา ได้แก่ 1.ทั้งพวกที่ฆ่าสัตว์ ทั้งพวกที่เว้นจากการฆ่าสัตว์ 2.ทั้งพวกที่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ 3.ทั้งพวกที่ประพฤติผิดในกาม ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม 4.ทั้งพวกที่กล่าวคำเท็จ ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการกล่าวคำเท็จ 5.ทั้งพวกที่กล่าวคำส่อเสียด ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการกล่าวคำส่อเสียด 6.ทั้งพวกที่กล่าวคำหยาบ ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการกล่าวคำหยาบ 7.ทั้งพวกที่กล่าวคำเพ้อเจ้อ ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการกล่าวคำเพ้อเจ้อ 8.ทั้งพวกที่เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา ทั้งพวกที่ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา 9.ทั้งพวกที่มีจิตพยาบาท ทั้งพวกที่ไม่มีจิตพยาบาท 10.ทั้งพวกที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทั้งพวกที่เป็นสัมมาทิฏฐิ 4 อย่างคือ คุณสมบัติคนที่มาร่วมด้วย ได้แก่ 1.พวกเจ้าผู้ครองเมืองตั้งโรงทานในทิศตะวันออก 2.พวกอำมาตย์ตั้งโรงทานในทิศใต้ 3.พวกพราหมณ์มหาศาลตั้งโรงทานในทิศตะวันตก 4.พวกคหบดีตั้งโรงทานในทิศเหนือองค์ประกอบเหล่านี้เป็นการบูชายัญที่ให้ผลมาก มีการตระเตรียมมากและสิ้นเปลืองมากพระพุทธเจ้าทรงบอกแก่กูฏทันตพราหมณ์ว่ายังมีการบูชาที่สิ้นเปลืองน้อยแต่ได้อานิสงค์มาก ได้แก่ 1.การให้ทานเป็นประจำ(นิตยทาน) 2.วิหารทาน 3.การถึงไตรสรณคมน์ 4.การรักษาศีล 5.การทำสมาธิ Time stamp 6750-3d:(00:40) ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ(06:49) กูฏทันตสูตร การบูชายัญ(07:45) กูฏทันตสูตร การบูชายัญ(37:28) ลักษณะยัญที่มีองค์ประกอบ 33 อย่าง(37:43) 4 อย่าง คือ ได้ฉันทานุมัติ จากคนทั้งประเทศ(37:47) 8 อย่างคือ คุณสมบัติของผู้บูชา(37:53) 4 อย่างคือ คุณสมบัติของผู้ให้คำแนะนำ(38:00) 3 อย่างคือ ความสิ้นเปลืองของเครื่องบูชา(38:10) 10 อย่างคือ ลักษณะของผู้รับเอาเครื่องบูชา(38:33) 4 อย่างคือ คุณสมบัติคนที่มาร่วมด้วย(42:59) การบูชาที่สิ้นเปลืองน้อยและได้อานิสงค์มาก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 10, 202458 min

S67 Ep 49โทษของความโกรธ [6749-3d]

ในมุมมองของคนที่มักโกรธ พอโกรธหรือไม่พอใจใครแล้ว ก็จะมองคน ๆ นั้นด้วยความเป็นศัตรูทันที เขาจึงเห็นว่าความโกรธมีเพื่อที่จะทำให้ตนเองรู้สึกดี เพราะเขาจะมีความมุ่งหมาย 7 ประการนี้แก่ผู้เป็นศัตรู คือ 1) หวังให้เขามีผิวพรรณทราม 2) หวังให้เขาเป็นทุกข์ 3) หวังให้เขาไม่มีความเจริญ 4) หวังให้เขาปราศจากโภคทรัพย์ 5) หวังให้เขาปราศจากยศตำแหน่ง 6) หวังให้เขาปราศจากเพื่อน และ 7) หวังให้เขาตกนรกโดยเร็วก็แล้วทำไมคนที่มักโกรธจึงจะมีทุกข์มีปัญหา? พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนใน “โกธนสูตร” ว่า บุคคลผู้มักโกรธนั้น มีผิวพรรณทราม นอนเป็นทุกข์ ได้ความเจริญแล้วก็ยังถึงความเสื่อม บุคคลผู้มักโกรธ ถูกความโกรธครอบงำ ทำการเข่นฆ่าทางกาย วาจา ย่อมประสบความเสื่อมทรัพย์ บุคคลผู้มัวเมาด้วยความมัวเมาเพราะโกรธ ย่อมถึงความเสื่อมยศ ญาติมิตรและสหาย ย่อมหลีกเว้นบุคคลผู้มักโกรธความโกรธก่อความเสียหาย ความโกรธทำจิตให้กำเริบ บุคคลผู้มักโกรธย่อมไม่รู้ภัยที่เกิดจากภายใน บุคคลผู้โกรธย่อมไม่รู้อรรถ บุคคลผู้โกรธย่อมไม่เห็นธรรม ความโกรธครอบงำนรชนในกาลใด ความมืดย่อมมีในกาลนั้น บุคคลผู้โกรธย่อมก่อกรรมที่ทำได้ยากเหมือนทำได้ง่าย ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้ บุคคลผู้โกรธย่อมแสดงความเก้อยากก่อนเหมือนไฟแสดงควันก่อน ความโกรธเกิดขึ้นในกาลใด คนทั้งหลายย่อมโกรธในกาลนั้น บุคคลผู้โกรธไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีคำพูดที่น่าเคารพ บุคคลผู้ถูกความโกรธครอบงำไม่มีความสว่างแม้แต่น้อยฯเพื่อไม่ให้ได้รับโทษจากความโกรธนั้น เราก็ไม่ควรโกรธใคร ๆ เลย แม้จะมีเหตุผลที่น่าโกรธจริง ๆ ก็ไม่ควรโกรธอยู่ดี พระพุทธเจ้าท่านได้ทำเป็นตัวอย่างแล้ว ในจิตใจของท่านมองเห็นทุกคนด้วยความไม่เป็นศัตรู มองเห็นทุกคนด้วยความเป็นมิตร ไม่โกรธใครเลย แม้เขาจะทำไม่ดีก็ตาม ดังเช่น พระพุทธองค์ไม่โกรธพระเทวทัต แต่บอกอานิสงส์ที่ทำดีแล้วจะได้ผลดีอย่างนี้ ๆ บอกโทษของการทำไม่ดีแล้วจะได้ผลไม่ดีอย่างนี้ ๆ ท่านก็แสดงไปตามเหตุผลความโกรธเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? พระพุทธเจ้าตรัสบอกเอาไว้ใน “มหานิทานสูตร” ว่า ที่เรามาถึงจุดที่ลงมือลงไม้ด่าว่ากัน คิดประทุษร้ายกันได้ เหล่านี้ทั้งหมดนั้นเรียกว่า “เรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้น” ซึ่งอาศัยความตระหนี่จึงทำให้เกิดการหวงกั้น เพราะมีความยินดี รักใคร่ จับอกจับใจคือยึดติดแล้ว จึงมีความตระหนี่ได้ และเพราะความสยบมัวเมา ลุ่มหลง ปลงใจรัก ในสิ่งที่แสวงหา (ความอยากคือตัณหา) จิตเราจึงเป็นทาสของสิ่งนั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลินคือโมหะ จึงเป็นรากฐานของโทสะ ราคะ นั่นเอง สิ่งนี้จึงต้องระวัง แม้แต่ความดี เรายังโกรธเพราะการแสวงหาความดีได้ เป็นอุปัทวะ (อันตราย) คือถ้ามีคนทำไม่ดี ยังยึดติดในความดีนี้อยู่ไหม ในนามของความดี ฉันขอทำชั่ว ไปโกรธคนทำไม่ดีนั้น มันก็ไม่ได้เรื่องไล่ลำดับขั้นของความโกรธในทางจิตใจ เริ่มจาก มีความยินดี (รติ) ความไม่ยินดี (อรติ) ---> ความไม่พอใจ ความขัดเคือง (ปฏิฆะ)---> แต่ถ้ายังหยุดไม่ได้ก็จะกลายเป็น ความโกรธ (โกธะ) ---> และเมื่อเพลินไปในความโกรธนั้น ก็จะนำไปสู่ โทสะ มันจึงเริ่มออกมาภายนอกเป็นการกระทำทางวาจา ทางกาย คิดประทุษร้ายลงมือลงไม้ เริ่มเป็นกรรมแล้ว ที่จะทำให้เกิดอาสวะ เป็นการผูกพยาบาทข้ามภพข้ามชาติได้ ดังนั้นถ้าเรามีเงื่อนไขของความสุขมาก มันก็จะทุกข์ทันที Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 3, 202456 min

S67 Ep 48ขันธ์ 5 แบบแจกแจง และการทำงานของขันธ์ (ตอนที่ 2)

ขันธ์ แปลว่า หมู่หรือกองของรูปกับนามที่แยกออกได้เป็น 5 กอง ซึ่งเรียกว่า ขันธ์ 5 คือ รูป, เวทนา ,สัญญา, สังขาร ,วิญญาณ จัดอยู่ใน “ทุกขอริยสัจ” ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ และกิจที่ต้องทำคือ กำหนดรู้ทุกข์การทำงานของขันธ์ 5 แต่ละขันธ์ เป็นการอาศัยกันและกันเกิดขึ้นของนามรูป และวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ -> ให้เกิดการปรุงแต่ง คือ สังขาร -> สัญญา -> เวทนา -> วิญญาณ และจิตก็เข้าไปยึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตนและก้าวลงตามต่อไปในขันธ์ต่างๆ เพราะด้วยอำนาจความเพลินแห่งนันทิราคะ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 27, 202459 min

S67 Ep 47ขันธ์ 5 โดยรวม (ตอนที่1) [6747-3d]

“ทุกขอริยสัจ” ความจริงอันประเสริฐ คือ “ทุกข์” อุปาทาน (ความยึดถือ) ในขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสุข หรือ ทุกข์ ต่างอาศัยเหตุเกิด ย่อมเป็นทุกข์ เพราะมีความไม่เที่ยง เป็นอนัตตาขันธ์ 5 คือ กองทุกข์ แบ่งออกได้เป็น 5 กอง ได้แก่“รูป” คือ สิ่งที่แตกสลายได้ เปรียบเหมือนก้อนฟองน้ำ ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาแก่นสารมิได้“เวทนา” คือ ความรู้สึกที่เกิดจากผัสสะ เปรียบเหมือนต่อมนํ้าเกิดขึ้นและแตกกระจายอยู่บนผิวน้ำ ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาแก่นสารมิได้“สัญญา” คือ ความจำได้หมายรู้ เปรียบเหมือนพยับแดดย่อมไหวยิบยับ ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาแก่นสารมิได้“สังขาร” คือ การปรุงแต่งให้สำเร็จรูป เปรียบเหมือนการหาแก่นไม้ในต้นกล้วย ไม่พบแม้แต่กระพี้ จะพบแก่นได้อย่างไร“วิญญาณ” คือ การรับรู้ เปรียบเหมือนนักแสดงกล กลนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ Time stamp 6747-3d:(00:35) ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ(08:40) ขันธ์ 5(09:37) "ทุกข์"(18:10) แจกแจงทุกข์(20:46) รูปขันธ์(21:52) กองที่หนึ่ง รูป(22:02) กองที่สอง เวทนา(23:05) กองที่สาม สัญญา(26:18) อธิบาย อุปาทานขันธ์ 5 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 19, 202457 min

S67 Ep 46ฐานะที่พึงรู้ได้ [6746-3d]

การที่เราจะรู้จักใครสักคนอย่างดีพอนั้น… ไม่ใช่จากคำบอกเล่าของบุคคลอื่น หรือ จากสิ่งที่เราได้ยินได้เห็นเพียงแค่ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น แต่ต้องอาศัยเวลาในการอยู่ร่วมกันนานพอสมควร รวมถึงการทำไว้ในใจโดยแยบคาย และปัญญาฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่พึงรู้ด้วยฐานะ เราจะรู้ได้ว่าบุคคลนั้น มีศีล สมาธิ และปัญญาจะพิจารณาได้จาก“ศีล” คือความปกติ พึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน กล่าวคือ เมื่ออยู่ร่วมกันแล้วจะรู้ถึงความมีศีลเป็นปกติหรือมีศีลด่างพร้อยของบุคคลนั้น“ความบริสุทธิ์” คือความสะอาดในการดำเนินชีวิตในการอยู่ร่วมกันกับคนอื่น พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ กล่าวคือ เมื่อมีการสนทนาพูดคุยตัวต่อตัว สอง-สามคนบ้าง..ฯ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ถ้อยคำพูดคราวหลังก็ไม่ต่างจากพูดคราวก่อน“กำลังใจ” คือสมาธิคือจิตที่มีพลัง พึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย กล่าวคือ เมื่อประสบกับโลกธรรม 8 แล้ว มีปัญญาเห็นสภาวะทุกข์นั้นตามความเป็นจริง“ปัญญา” พึงรู้ได้ด้วยการสนทนา กล่าวคือ เมื่อสนทนากันแล้วรู้ว่า ท่านผู้นี้มีการตระเตรียมปัญหาที่ตนปรารถนาจะรู้ และสามารถที่จะบอก แสดง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้นทั้งโดยย่อหรือโดยพิสดาร Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 12, 202456 min

S67 Ep 45เหตุให้อายุยืน [6745-3d]

เหตุให้อายุยืน ได้แก่1. รู้จักทำความสบายแก่ตนเอง คือรู้จักสิ่งที่เป็นสัปปายะ รู้จักสิ่งที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตน2. รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย 3. บริโภคอาหารที่ย่อยง่าย รวมถึงการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดด้วย4. ประพฤติเหมาะสมในเรื่องเวลา คือ ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น นอนให้เป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ออกกำลังให้สม่ำเสมอเป็นเวลา 5. ประพฤติพรหมจรรย์ สามารถทำให้อายุยืนได้เพราะเป็นการฝึกจิตคือจิตใจเมื่อเว้นจาการเสพเมถุน ไม่ได้หาความสุขจากตา หู ลิ้นและกายแล้ว ก็ให้มาหาความสุขทางใจ ความสุขที่เกิดจากการสงบระงับ ความสุขจากนิพพาน จะเป็นความสุขที่นิ่งๆเย็นๆ สุขแบบนี้จะมีผลให้อายุยืนได้6. มีศีล ผู้ที่มีศีลถือว่าเป็นผู้ไม่ประมาท จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่างๆลงได้7. มีกัลยาณมิตร การมีมิตรดีจะช่วยดูแลอันตรายต่างๆให้แก่กัน พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยอีกอย่างที่จะทำให้บุคคลอายุยืน คือ การเจริญอิทธิบาท4 นอกจากนี้ยังมีธรรมะอีกอย่างที่จะทำให้อายุยืนคือ อารยวัฒิ 5 (ธรรมแห่งความเจริญ 5 ประการ)ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาการสร้างเหตุปัจจัยเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในชีวิตของเราจะทำให้เราเป็นผู้มีอายุยืน มีความสุขและสุขภาพแข็งแรง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 5, 202455 min

S67 Ep 44นิวรณ์ 5 [6744-3d]

“นิวรณ์ 5” กิเลสที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม เกิดขึ้นในช่องทางใจระหว่างการปฏิบัติสมาธิภาวนา เป็นเครื่องขวางกั้น ทำให้จิตขุ่นมัว ไม่เป็นสมาธิประกอบด้วย 5 อย่างดังนี้ 1. กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม, ความต้องการกามคุณ 2. พยาบาท คือ ความคิดร้าย, ความขัดเคืองแค้นใจ 3. ถีนมิทธะ คือ ความง่วงเหงาความซบเซาเซื่องซึม, ความหดหู่ 4. อุทธัจจกุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่านรำคาญใจ, ความกระวนกระวายคิดไปในกาม พยาบาทเบียดเบียน 5. วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ความเคลือบแคลงเห็นแย้ง การจะระงับนิวรณ์ได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ “การมีสติ” ระลึกรู้ถึงนิวรณ์ที่เกิดขึ้น และการใช้ “กำลังของสติ” ไม่ให้จิตน้อมไปตามความคิดเหล่านั้น นั่นจะทำให้นิวรณ์อ่อนกำลังและดับไป นอกจากนี้ การไม่ตั้งความพอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเจริญพรหมวิหาร 4 รวมถึงการเจริญโพชฌงค์ 7 ก็ทำให้นิวรณ์ระงับได้ เช่นเดียวกันทั้งนี้ ในการเจริญสมาธิภาวนา เราอาจใช้นิวรณ์เป็นกรอบนิมิตได้ว่า สมาธิช่วงไหนควรเป็นไปเพื่อให้จิตสงบ หรือช่วงไหนควรเป็นไปเพื่อการพิจารณาให้เกิดปัญญา ได้อีกด้วยTime stamp 6744-3d:(00:38) ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ(10:27) ความหมายของนิวรณ์(12:42) กามฉันทะ(23:35) ความพยาบาท(31:25) ถีนมิทธะ(37:15) อุทธัจจะ กุกกุจจะ(41:12) วิจิกิจฉา(44:47) วิธีแก้ นิวรณ์ 5(53:50) โพชฌงค์ 7 ระงับ นิวรณ์ 5 ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 29, 202456 min

S67 Ep 43นาถกรณธรรม 10 ประการ [6743-3d]

ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่าให้พึ่งตน พึ่งธรรมนั้น หมายถึง พึ่งธรรมของพระองค์ในตอนนี้จึงจะยกธรรมเป็นที่พึ่ง หรือคุณธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้ คือนาถกรณธรรม 10 ประการ มากล่าว ดังนี้ ศีล คือ ความประพฤติดีงามสุจริต รักษาระเบียบวินัย ผู้มีศีลถือว่าเป็นผู้มีที่พึ่งแล้วพาหุสัจจะ คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งในธรรมกัลยาณมิตตตา คือ ความมีกัลยาณมิตร, การคบเพื่อนดี หากแม้หาเพื่อนที่ดีไม่ได้ มรรค8 เป็นกัลยาณมิตรได้โสวจัสสตา ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย รับฟังเหตุผล กิงกรณีเยสุ ทักขตา ความเอาใจใส่ช่วยขวนขวายในกิจใหญ่น้อยทุกอย่างของเพื่อนร่วมหมู่คณะ รู้จักพิจารณาไตร่ตรอง สามารถจัดทำให้สำเร็จเรียบร้อยธัมมกามตา ความเป็นผู้ใคร่ธรรม คือ รักธรรม ใฝ่ความรู้ใฝ่ความจริง รู้จักพูดรู้จักฟัง ทำให้เกิดความพอใจ น่าร่วมปรึกษาสนทนา ชอบศึกษา ยินดีพอใจมีความปราโมทย์ในหลักธรรมหลักวินัยที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปวิริยารัมภะ ความขยันหมั่นเพียร คือ เพียรละความชั่ว ประกอบความดีมีใจแกล้วกล้าที่จะทำความดี กล้าที่จะลงมือทำในสิ่งดีๆ ปรารภความเพียรและไม่ทอดทิ้งธุระสันตุฏฐี ความสันโดษ คือ ยินดี มีความสุขความพอใจด้วยปัจจัย 4 ที่หามาได้ด้วยความเพียรอันชอบธรรมของตน มีลักษณะ 3 อย่างคือ ยถาลาภสันโดษ คือความสันโดษตามมีตามได้ ได้มาอย่างไรก็พอใจอย่างนั้น , ยถาพลสันโดษคือความสันโดษตามกำลังในสิ่งที่ควรจะใช้, ยถาสารุปปสันโดษคือ รู้จักพอเป็น อิ่มเป็น และแบ่งปันส่วนที่เกินเลยไปเอื้อเฟื้อผู้อื่นตามสมควรสติ คือเป็นผู้ความมีสติ เป็นผู้ระลึกการที่ทำคำที่พูดไว้แม้นานได้ คือไม่ให้เพลินไป ไม่ให้เผลอไป ไม่ประมาทไป ตามผัสสะต่างๆที่มากระทบ ปัญญา ความมีปัญญาหยั่งรู้เหตุผล รู้จักคิดพิจารณา มีปัญญาที่จะกำจัดกิเลส เข้าใจภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง นาถกรณธรรมนี้ เป็นธรรมมีอุปการะมาก เพราะเป็นกำลังหนุนในการบำเพ็ญคุณธรรมต่างๆ ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวางTime stamp 6743-3d:(00:34) ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ(05:10) นาถกรณธรรม 10 ประการ(10:34) ศีล ความประพฤติดีงามสุจริต(12:36) พาหุสัจจะ(18:35) กัลยาณมิตตตา(22:17) โสวจัสสตา(28:40) กิงกรณีเยสุ ทักขตา(29:32) วิริยารัมภะ(35:30) ธัมมกาโม(39:38) สันตุฏฐี(48:15) สติ(50:54) ปัญญา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 22, 202457 min

S67 Ep 42ธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุก [6742-3d]

ธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุกในที่นี้จะกล่าวไว้ 2 กรณีคือ กรณีที่ 1 คือผู้ที่อยู่คนเดียวจะอยู่อย่างไรให้ผาสุกอยู่ได้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็น 2 นัยยะ ได้แก่นัยยะที่ตรัสไว้กับภิกษุทั้งหลายว่า ธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุกคือ ฌาน 1/ ฌาน 2/ ฌาน3/ ฌาน4 / การทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ ส่วนนัยยะที่ 2 ได้ปรารภในคหบดีเจาะจงสำหรับผู้ครองเรือนไว้ คือโสตาปัตติยังคะ 4 เป็นธรรมที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติตามแล้วหยั่งลงสู่อมตะธรรมได้ ได้แก่ มีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นด้วยปัญญาในพระพุทธเจ้า /มีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นด้วยปัญญาในพระธรรม / มีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นด้วยปัญญาในพระสงฆ์ / มีศีลสมบูรณ์ โดยทั้ง 2 นัยยะนี้ พระพุทธเจ้าหมายถึงตัวเราเองเท่านั้นกรณีที่ 2 คือธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุกของผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ คือ ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข 5 ประการ ได้แก่ เข้าไปตั้งกายกรรมอันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง / เข้าไปตั้งวจีกรรมอันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง/ เข้าไปตั้งมโนกรรมอันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง/เป็นผู้มีศีลที่สมบูรณ์ไม่ทะลุด่างพร้อยเป็นศีลที่เสมอกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง/เป็นผู้มีทิฏฐิอันเป็นอริยะหมายถึงความเห็นที่ประเสริฐให้เสมอกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 15, 202458 min

S67 Ep 41วิธีพิจารณาหลักธรรมคำสอนเพื่อสุขในปัจจุบัน [6741-3d]

พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมะไว้อย่างดีและรัดกุมรอบคอบไม่ละหลวม ในที่นี้จะนำธรรมมะที่กล่าวถึงวิธีคิดวิธีไตร่ตรองพิจารณาในแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อนำทางแห่งความสุขในปัจจุบัน โดยจะนำธรรมะหลายหัวข้อมากล่าวดังนี้ประการแรก “โคตรมีสูตร” เป็นธรรมง่ายๆย่อๆที่พระพุทธเจ้าบอกแก่นางโคตรมี ที่ได้ขอข้อธรรมที่จะนำไปปฏิบัติเมื่ออยู่คนเดียว หลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้คือ 1.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด 2.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อคลายความยึดถือ 3.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความมักน้อย 4.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความสันโดษ 5.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความสงัด 6.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความเพียร 7.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย 8.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่ายลักษณะคำสอนของพระพุทธเจ้าต้องมีทั้ง 8 ประการนี้เป็นเกณฑ์ แต่ต้องไม่ยึดถือในหลักเกณฑ์ พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่ชาวกลามโคตร ใน “เกสปุตตสูตร” ไว้ว่าอย่าได้ยึดถือโดยได้ยินได้ฟังมา, โดยอ้างตำรา, โดยคาดคะเน, โดยความตรึกตามอาการ... แต่หลักการที่ถูกต้องดูว่า กุศลเพิ่ม อกุศลลด หรือไม่ประการที่สอง กล่าวถึงการพิจารณาถึงพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ควร-ไม่ทำ โดยจะนำ “เตวิชชสูตร” มากล่าวโดยกล่าวถึงข้อปฏิบัติของพราหมณ์ที่จะให้ได้ไปอยู่กับพรหม ให้พิจารณาว่าพิธีกรรมที่ทำนั้นเป็นไปอย่างไร เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวร้อยรัดหรือไม่ จองเวรหรือไม่ เบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่ เศร้าหมองหรือไม่ ฟุ้งซ่านหรือไม่ หากพิธีกรรมต่างๆเป็นไปเพื่อสิ่งเหล่านี้ก็ต้องเว้นการปฏิบัติเสียประการที่สาม ข้อปฏิบัติอันใดที่เราควร-ไม่ควรกระทำ สูตรที่จะนำมากล่าวคือ “อนุมานสูตร” กล่าวถึงอุปกิเลส 16 ประการ ที่มาประกอบในการพิจารณาที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ พิจารณาถึงคนอื่น ว่าหากเราทำสิ่งไม่ดีกับบุคคลอื่น เขาคงจะไม่ชอบ แล้วมองกลับกันว่าหากเขาทำสิ่งนี้กับเรา เราก็คงจะไม่พอใจ ดังนั้นเราก็ต้องพิจารณาว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้นกับคนอื่น พิจารณาที่ตัวเองว่าเรามีอกุศลธรรมเกิดขึ้นในใจตนหรือไม่ หากมีแล้วจะทำสิ่งที่เป็นอกุศลนั้นกับคนอื่น ก็จงรีบละมันเสียประการที่สี่ วัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ควร-ไม่ควรทำ นำหลักธรรมจาก สาเลยกสูตร มาพิจารณาเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวกับชาวบ้านสาเลยกะ เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติทาง กาย วาจา ใจ จะทำให้เข้าถึง อาบาย ทุคติ วินิบาตนรกหรือสุคติโลกสวรรค์ เกณฑ์ที่ท่านได้นำมาพิจารณาคือใช้เกณฑ์ความดีของวิญญูชน คนดีทั่ว ๆ ไปที่เขาเป็นกัน โดยนำเรื่องศีล ทิฏฐิความเห็นต่างมาพิจารณา ว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 8, 202458 min

S67 Ep 40คู่ธรรมต่างทิศ [6740-3d]

บางครั้ง..คนเรานั้น ก็มักจะสับสนในธรรมที่ดูจะเหมือนๆ กัน คล้ายๆ กัน จนแยกไม่ออกว่า “ ผลผลิตของธรรมนั้นจะให้ผลออกมาอย่างไร ”จึงขอยกธรรมที่ดูจะเหมือนๆ กันขึ้นมาเปรียบเทียบกันเพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างในความหมาย และคุณลักษณะของธรรมนั้นๆ อย่างแยบคาย และเพื่อก่อให้เกิดความเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฎฐิไปสู่พระนิพพานได้โดยธรรมที่หยิบยกมานี้ เมื่อพิจารณาแล้วจะแบ่งได้เป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศลธรรม และ ฝ่ายอกุศลลธรรม เช่น ฉันทะ / ตัณหา, ความเพียร / ความโลภ, ความเมตตา / ความรัก, ปล่อยวาง / ขี้เกียจ, อุเบกขา / ความเฉยเมย, พูดตรงจริงใจรู้กาล / พูดตรงไม่มีมารยาท, ความเห็นอกเห็นใจ / ความเศร้าเสียใจ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 1, 202456 min

S67 Ep 39ภัยอันตรายที่พึงพิจารณา [6739-3d]

พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งภัยในโลกนี้ไว้ 2 อย่างคือ ภัยที่ช่วยเหลือกันได้ และภัยที่ช่วยกันไม่ได้ 1.ภัยที่พอช่วยเหลือกันได้ ได้แก่ 1.ภัยน้ำท่วม 2.ภัยเกิดจากไฟไหม้ 3.ภัยเกิดจากโจรขโมยและสงคราม ภัยเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังพอช่วยเหลือให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ตามสถานการณ์2.ภัยที่ช่วยกันไม่ได้ ถึงแม้จะเป็น พ่อ แม่ ลูก ที่รักและห่วงใยกันแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยกันได้เลย ได้แก่ 1. ภัยจากความแก่(ชราภัย) 2.ภัยจากความเจ็บไข้(พยาธิภัย) 3. ภัยจากความตาย(มรณะภัย) ภัยเหล่านี้เป็นภัยที่หากเกิดขึ้นแก่ผู้แล้วไม่มีใครที่จะสามารถช่วยแบ่งเบา หรือรับเอาภัยนั้นมาแทนกันได้เลย พระพุทธองค์ทรงชี้ทางออกไว้ให้ว่าหากผู้ใดเป็นผู้ที่มีอริยมรรคมีองค์ 8 ประกอบอยู่ในจิตของตน ผู้นั้นก็จะสามารถพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจาก ความแก่ ความเจ็บ และความตายในอนาคตได้อย่างแน่นอน โดยอริยมรรคมีองค์ 8 นี้ได้แก่ 1.ศีล คือสัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ,สัมมาอาชีวะ 2.สมาธิ คือสัมมาวายามะ,สัมมาสติ,สัมมาสมาธิ 3.ปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะภัยต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประสบภัยนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในที่นี้จะกล่าวถึงหมวดธรรมที่ทำให้เห็นว่าสุข-ทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นสิ่งใดทำให้เกิด โดยจะกล่าวหมวดธรรม 3 ข้อที่เป็นมิจฉาทิฐิ ได้แก่1.สุข ทุกข์ เกิดจากผู้อื่นทำให้ 2.สุข ทุกข์ เกิดจาก กรรมเก่า 3.สุข ทุกข์ เกิดจาก ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย หากผู้ใดมีมิจฉาทิฐิทั้ง 3 ข้อนี้ ก็จะเป็นผู้ที่ไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ละในสิ่งที่ควรละ จะทำให้อกุศลเกิดขึ้นในจิตใจได้ และเมื่อใดก็ตามที่อกุศลเกิด แต่กุศลไม่เกิดในจิตใจ เมื่อนั้นก็จะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 24, 202457 min

S67 Ep 38สังคหวัตถุ 4 [6738-3d]

ธรรมะที่ช่วยประสานประโยชน์ให้เกิดความสามัคคี ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เป็นเครื่องช่วยขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้คนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ให้เกิดความสงเคราะห์กัน เข้าใจกันลงกันได้ สามารถนำไปใช้ได้ตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับสังคม หมวดธรรมที่ว่านี้นั่นก็คือ “สังคหวัตถุ 4” อันประกอบไปด้วย1. ทาน คือ การรู้จักให้ รู้จักเสียสละ การเผื่อแผ่ แบ่งปัน ให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์2. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ อ่อนหวาน ไม่พูดหยาบคาย และมีความจริงใจ ไม่โกหกเสแสร้ง ไม่พูดส่อเสียดยุยงให้เตกร้าว พูดแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์3. อัตถจริยา คือ การทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น4. สมานัตตตา คือ การวางตัวเสมอต้นเสมอปลาย หนักแน่น ให้ความเสมอภาคกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 17, 202458 min

S67 Ep 37เบญจศีลและเบญจธรรม [6737-3d]

พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง หลักคำสอนและวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ สรุปเป็นใจความสำคัญว่าไว้ 3 ขั้น คือ ให้ละเว้นความชั่ว ให้ทำความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ นี่คือเส้นทางที่จะนำไปสู่ทางหลุดพ้นได้ ซึ่งในครั้งนี้จะกล่าวถึงหลักธรรมที่เป็นขั้นของการชี้แนวทางแห่งโลกุตระ นั่นคือเบญจศีลและเบญจธรรมเบญจศีลและเบญจธรรม เป็นธรรมคู่กัน คนที่มีเบญจธรรมจึงจะเป็นผู้มีเบญจศีล ซึ่งหากคนมีศีลและธรรมดังกล่าวแล้ว จะเว้นจากการทำความชั่ว รู้จักควบคุมตนให้ตั้งอยู่ในความดี ไม่เบียดเบียนตนและคนอื่น และประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ เบญจศีล คือ ศีล 5 ข้อ เป็นการรักษาเจตนาที่จะควบคุมกายและวาจาให้เป็นปกติ คือ ไม่ทำบาป โดยการละเว้น 5 ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักขโมย ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ละเว้นจากการพูดปด ละเว้นจากการเสพสุราเบญจธรรม เป็นหลักธรรมที่ควรปฏิบัติ มี 5 ประการ ได้แก่เมตตากรุณา คือ บุคคลใดที่มีเมตตาย่อมไม่ฆ่า หรือเบียดเบียนสัตว์ เมตตากรุณาจึงเป็นจิตที่สามารถเพิ่มพูนพัฒนาได้จากการเว้นจากการฆ่า สัมมาอาชีวะ คือ ประกอบอาชีพที่สุจริต มีรายได้ รู้จักใช้จ่าย และที่สำคัญรู้จักคำว่าพอดี และมีหิริโอตตัปปะ คือ ความละอาย และเกรงกลัวต่อผลของบาป จึงทำให้ไม่ลักขโมยของผู้อื่นกามสังวร คือ ความสำรวมอินทรีย์ ระมัดระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทำให้ ความใคร่ในกามคุณ คือ การติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลดน้อยลง เมื่อความสำรวมเกิดขึ้น จึงทำให้ไม่ประพฤติผิดในกามสัจจะ คือ การพูดความจริง เป็นสิ่งที่ทำให้ไม่เกิดการมุสาวาท สติสัมปชัญญะ คือ การรู้สึกตัว การไม่ประมาท เพราะรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว ทำให้ไม่เกลือกกลั้วกับสิ่งที่จะทำให้ชีวิตตกต่ำ เช่น สุราที่เมื่อคนดื่มกินก็ทำให้มึนเมาและขาดสติ  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 10, 202457 min

S67 Ep 36กถาวัตถุ 10 ประการ [6736-3d]

คำพูดเป็นสิ่งสำคัญ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงบัญญัติไว้ถึง ‘กถาวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ควรพูด นอกเหนือจาก คำพูดที่เว้นขาดจากการพูดโกหก ส่อเสียด หยาบคาย และพูดเพ้อเจ้อและ ‘อักโกสวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ไม่ควรพูด เพราะไม่มีประโยชน์ และทำความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ผู้อื่น ได้แก่ ชาติกำเนิด ชื่อ โคตร อาชีพ ศิลปะ (ฝีมือ) โรค รูปพรรณสัณฐาน กิเลส อาบัติ และคำสบประมาทอื่น ๆส่วน ‘กถาวัตถุ 10’ เรื่องที่สมควรพูด ได้แก่ ถ้อยคำให้เกิดความมักน้อย คือ ไม่โอ้อวด ความสันโดษ เกิดความสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ให้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะซึ่งการพูด ‘กถาวัตถุ 10’ ให้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลาได้นั้น นอกจากจะเป็นสัมมาวาจาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างสัมมาสติ สัมมาวายามะ และสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ ไปตามทางมรรค 8 พร้อมกันอีกด้วย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 3, 202458 min

S67 Ep 35ปัจจัย 24 ประการ [6735-3d]

คัมภีร์มหาปัฏฐาน เป็น 1 ใน 7 คัมภีร์ที่ใช้สวดในงานศพ ได้แก่ 1.ธัมมสังคณี 2.วิภังคปกรณ์ 3.ธาตุกถา 4. ปุคคลบัญญัติ 5. กถาวัตถุ 6.ยมกปกรณ์ และ 7.มหาปัฏฐาน โดยบทสวดมหาปัฏฐาน เป็นบทสวดที่กล่าวถึง ปัจจัย 24 ประการที่แสดงความเป็นไปของสภาวธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กัน หรือเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไขให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยปัจจัย 24 ประการได้แก่ 1.เหตุปัจจะโย (ปัจจัยโดยเหตุ) 2.อารัมมะณะปัจจะโย( ปัจจัยโดยเป็นอารมณ์) 3.อธิปะติปัจจะโย (ปัจจัยความเป็นใหญ่) 4.อนันตะระปัจจะโย (ปัจจัยโดยความต่อเนื่อง) 5.สะมะนันตะระปัจจะโย( ปัจจัยเป็นภาวะต่อเนื่องทันที ) 6.สะหะชาตะปัจจะโย( ปัจจัยที่เกิดร่วมกัน) 7.อัญญะมัญญะปัจจะโย (ปัจจัยที่อาศัยซึ่งกันและกัน) 8.นิสสะยะปัจจะโย ( ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย) อาศัยอะไรจีงจะดีหรือชั่วขึ้นมาได้ 9.อุปะนิสสะยะปัจจะโย (ปัจจัยโดยเเป็นเครื่องหนุนให้เกิดอุปนิสัยที่อาศัยอย่างแรงกล้า) 10.ปุเรชาตะปัจจะโย (ปัจจัยที่เกิดก่อน) 11.ปัจฉาชาตะปัจจะโย (ปัจจัยที่เกิดทีหลัง) 12.อาเสวะนะปัจจะโย (ปัจจัยโดยการซ้ำบ่อยหรือทำให้ชิน) 13.กัมมะปัจจะโย (ปัจจัยโดยเป็นกรรมคือเจตจำนง) 14.วิปากาปัจจะโย ( ปัจจัยโดยเป็นวิบาก) 15.อาหาระปัจจะโย (ปัจจัยโดยเป็นอาหาร) คือเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง 16.อินทริยะปัจจะโย (ปัจจัยโดยเป็นเจ้าของการเป็นใหญ่) 17.ฌานะปัจจะโย ( ปัจจัยโดยเป็นภาวะจิตที่เป็นฌาน) 18.มัคคะปัจจะโย ( ปัจจัยโดยเป็นมรรค) 19.สัมปะยุตตะปัจจะโย (ปัจจัยโดยประกอบกัน) เช่นความคิด อารมณ์ 20.วิปปะยุตตะปัจจะโย (ปัจจัยโดยแยกกันแตกต่างกัน) เช่นนามกับรูป 21.อัตถิปัจจะโย ( ปัจจัยโดยความมีอยู่ ) 22.นัตถิปัจจะโย ( ปัจจัยโดยความไม่มีอยู่) 23.วิคะตะปัจจะโย ( ปัจจัยโดยปราศไปคือสิ้นไป) 24.อะวิคะตะปัจจะโย ( ปัจจัยโดยไม่ปราศไปคือไม่สิ้นไปยังมีเชื้ออยู่) Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 27, 202459 min

S67 Ep 34อธิษฐาน4 พละ4 [6734-3d]

การจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดความสำเร็จขึ้นได้ ต้องอาศัยความตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ในทีฆนิกาย กล่าวถึง ‘อธิษฐาน’ ซึ่งไม่ใช่การร้องขอ แต่หมายถึง ธรรม 4 ประการ ที่ควรตั้งมั่นไว้ในใจ ได้แก่ ปัญญา (ใช้พิจารณา) สัจจะ (ทำให้เกิดขึ้นจริง) จาคะ (สละความเคยชินที่ไม่ดีออก) และอุปสมะ (ความสงบ) ซึ่งสัมพันธ์กับหมวดธรรมในอังคุตรนิกาย ที่กล่าวถึง ‘พละ 4’ คือ กำลัง ได้แก่ ปัญญาพละ (ปัญญา) วิริยพละ (ความเพียร) อนวัชชพละ (กรรมที่ไม่มีโทษ) และสังคหพละ (การสงเคราะห์)กล่าวคือ ‘อธิษฐาน 4’ และ ‘พละ 4’ นั้น เริ่มจากปัญญาเหมือนกัน อาทิ เห็นสิ่งที่เป็นกุศล-อกุศล คุณ-โทษ เกิด-ดับ เป็นต้น โดยสามารถตั้ง ‘อธิษฐาน’ เป็นวิริยพละ หรือนำ ‘พละ’ ไปเกื้อหนุนอธิษฐานในการทำสิ่งนั้น ที่เป็นกุศลด้วยกาย วาจา และใจ ให้สำเร็จเป็นจริงขึ้นมาได้ ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่มีพละ 4 นี้ จะทำให้ไม่หวั่นไหวต่อภัย 5 ประการในการดำเนินชีวิตอีกด้วย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 20, 202458 min

S67 Ep 33ปาฏิปุคคลิกทาน (6733-3d]

ปาฏิปุคคลิกทาน 14 อย่าง คือทานที่ให้จำเพาะบุคคล เรียงตามอานิสงส์ที่ได้จากน้อยไปหามากได้ดังนี้- ให้ทานแก่สัตว์เดียรัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ ๑๐๐ เท่า- ให้ทานแก่ผู้ทุศีล พึงหวังผลทักษิณาได้ ๑,๐๐๐ เท่า- ให้ทานแก่บุคคลผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้ ๑๐๐,๐๐๐ เท่า- ให้ทานแก่บุคคลนอกศาสนาพุทธ ที่ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้ ๑๐๐,๐๐๐โกฏิ เท่า- ให้ทานแก่บุคคลที่จะทำโสดาบันให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้- ให้ทานแก่บุคลลที่เป็นโสดาบัน พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้- ให้ทานแก่บุคลลที่จะทำสกทาคามีให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้- ให้ทานแก่บุคลลที่เป็นสกทาคามี พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้- ให้ทานแก่บุคลลที่จะทำอนาคามีให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้- ให้ทานแก่บุคลลที่เป็นอนาคามี พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้- ให้ทานแก่บุคลลที่จะทำอรหันต์ให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้- ให้ทานแก่บุคลลที่เป็นอรหันต์ พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้- ให้ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้- ให้ทานแก่พระพุทธเจ้าพึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้ปาฏิปุคคลิกทานนั้น พระพุทธเจ้ากล่าวว่ามีผลไม่มากเท่าทานที่ให้ในหมู่สงฆ์ (สังฆทาน)สังฆทาน 7 ที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้คือรูปแบบของการให้ทานดังนี้1. ให้ทานในสงฆ์ 2 ฝ่าย (ทั้งฝ่ายภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์) มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข2. ให้ทานในสงฆ์ 2 ฝ่าย ในเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว3. ห้ทานในหมู่ภิกษุสงฆ์4. ให้ทานในหมู่ภิกษุณีสงฆ์5. ขอให้จัดตัวแทนภิกษุและภิกษุณี แล้วให้ทาน (ให้ทานโดยให้คณะสงฆ์เป็นผู้เลือกพระภิกษุและพระภิกษุณีที่จะรับถวายทานเอง)6. ขอให้จัดตัวแทนภิกษุ แล้วให้ทาน7. ขอให้จัดตัวแทนภิกษุณี แล้วให้ทาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 13, 202457 min

S67 Ep 32บทสวดแด่ผู้ล่วงลับ [6732-3d]

บทสวดที่นิยมสวดในงานทำบุญบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับนั้น มักจะมีเนื้อหาที่กล่าวให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ให้เกิดการปล่อยวาง ให้เห็นถึงความสังเวช ปลงได้ ให้เห็นถึงความละเอียดลงไป ให้เห็นถึงอริยทรัพย์จะมีบทหลักๆที่สวดอยู่ประมาณ 3-4 บท ในที่นี้จะกล่าวถึงบทหลักๆ 4 บท โดยบทสวดทั้ง 4 นี้มีทั้งที่เป็นคาถาและพระสูตร คือปัพพโตปมคาถา เป็นคาถาที่กล่าวถึงภูเขาหินใหญ่ คาถาบทนี้อุปมาถึงภูเขาหินใหญ่ที่กลิ้งบดขยี้ทุกสิ่งอย่างมาทั้ง 4 ทิศ เราจะทำอย่างไรก็ไม่ได้ เปรียบกับความแก่ความตายที่ครอบงำเราอยู่ไม่เว้นผู้ใดเลย ผู้เป็นบัณฑิตเท่านั้นที่จะรู้ว่าต้องมีพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์เป็นที่พึ่งจึงจะผาสุกอยู่ได้แม้ภัยนี้มาถึงอริยธนาคาถา อริยทรัพย์อันประเสริฐเป็นบทสวดที่กล่าวถึงทรัพย์ 5 ประการ ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ถ้าเราตายจากไปจะเอาทรัพย์อะไรติดตัวไปไม่ได้เลย ยกเว้นอริยทรัพย์ทั้ง 5 นี้ธัมมนิยามสุตตุง บทแสดงธรรมนิยามเป็นบทที่นำเอาพระสูตรที่มีชื่อว่าธัมมะนิยามะสุตตัง บทสวดที่แสดงถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งต่างๆ ของธรรมะต่างๆ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะมาอุบัติขึ้นหรือไม่ จะมีคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็ตาม ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตาก็มีอยู่ภัทเทกรัตตคาถา ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ เป็นบทสวดที่กล่าวถึงความที่เราไม่ควรคิดถึงอดีต อนาคต แต่ให้อยู่กับปัจจุบันถ้าจะมีชีวิตเหลืออยู่แค่วันเดียวถ้าได้ทำความดีก็ถือว่าคุ้มแล้วในชีวิตนี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 6, 202457 min

S67 Ep 31อุนุปุพพิกถา เรื่องของ เนกขัมมะ การหลีกออกจากกาม [6731-3d]

เนกขัมมะ ธรรมข้อสุดท้ายในอนุปุพพิกถาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ตามลำดับเพื่อเป็นแนวทางให้ไปถึงโลกุตระได้‘เนกขัมมะ’ หมายถึง การหลีกออกจากกาม ได้แก่ ฌานสมาธิในขั้นต่างๆการจะทำให้จิตน้อมไปในทางหลีกออกจากกามได้นั้น ต้องฝึกจิตให้พิจารณาเห็นบ่อยๆ ถึงคุณและโทษของกามว่า มีคุณน้อยแต่โทษมากขนาดไหนเมื่อเทียบกับเนกขัมมะที่มีคุณมากแต่โทษน้อยนิดเดียวอย่างไรก็ตาม สมาธิแม้ว่าจะได้บ้างไม่ได้บ้าง การตั้งจิตดำริ ‘คิดที่จะหลีกออกจากกาม’ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องตั้งไว้เสมอ“เนกขัมมะ” ทางสายกลาง เป็นหนึ่งในบารมี 10 ทัศ เป็นทางออกทางเดียว เพื่อการดับโทษของกาม เพื่อความสงบสุขจากในภายใน เพื่อความรู้ยิ่งรู้พร้อม ถึงสัมโพธิญาณได้ Timestamp[00:01] พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ทรงดำริออกจากกาม[08:58] เนกขัมมะ การหลีกออกจากกาม[10:44] เนกขัมมะ ทางสายกลาง[22:44] ความสุขจากกาม กับ เนกขัมมะ[25:27] ฌาน ๑[27:22] ทุกข์ของสมาธิ[30:19] อานิสงค์ของเนขขัมมะ[35:05] โยนิโสมนัสสิการ[48:14] ฌานที่ ๒-๓[50:34] ฌาน ๔ [52:39] ความดำริ คิดนึกที่จะออกจากกาม Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 30, 202458 min

S67 Ep 30กามโภคีบุคคล : บุคคลผู้บริโภคกาม [6730-3d]

กามโภคีบุคคล:บุคคลผู้บริโภคกาม เป็นผู้ที่ยังอยู่ในกระแสโลกจะเป็นผู้ที่ถูกบีบคั้นด้วยกามเสมอ ในการกล่าวถึงเรื่องของทางโลกนั้นก็ใช้คำว่ากามมาอธิบายเป็นหลักโดยในที่นี้จะกล่าวถึง กาม 2 อย่าง กาม 5 อย่าง และกามโภคีบุคคล 10 อย่างกาม 2 อย่างได้แก่ 1.กิเลสกาม 2.วัตถุกาม กาม 5 อย่าง คือ กามคุณ 5 ส่วนที่น่าปรารถนาน่าใคร่ มี 5 อย่างคือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย) ที่น่าใคร่ น่าพอใจกามโภคี 10 แบ่งกลุ่มตามการแสวงหา ดังนี้กลุ่มที่แสวงหาโดยไม่ชอบธรรม 1.ได้ทรัพย์มาแล้วไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์ทำความดี 2.ได้ทรัพย์แล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุขแต่ไม่เผื่อแผ่จ่ายแบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี 3. ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งเผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดี กลุ่มที่แสวงหาโดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง 4.ได้ทรัพย์มาแล้ว ไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุข ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี 5.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขแต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี 6.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งเผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดี กลุ่มที่แสวงหาโดยชอบธรรม7.ได้ทรัพย์มาแล้ว ไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุข ไม่เผื่อแผ่แบ่งและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี 8.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุข แต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี 9. ได้ทรัพย์มาแล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์ทำความดี แต่ยังติดยังหมกมุ่น กินใช้ทรัพย์สมบัติโดยไม่รู้เท่าทันเห็นโทษ ไม่มีปัญญาที่จะทำตนให้เป็นอิสระเป็นนายเหนือโภคทรัพย์ กลุ่มพิเศษ: แสวงหาชอบธรรม และกินใช้อย่างมีสติสัมปชัญญะ มิจิตใจเป็นอิสระ 10.ผู้ที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ได้ทรัพย์มาแล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดีไม่ลุ่มหลง ไม่หมกมุ่นมัวเมา กินใช้ทรัพย์สมบัติโดยรู้เท่าทัน เห็นคุณโทษทางดีทางเสียของมัน มีปัญญาทำตนให้เป็นอิสระ เป็นชาวบ้านชนิดที่เลิศ ประเสริฐ สูงสุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 23, 202458 min

S67 Ep 29กามโภคีสุข 4 : สุขอันชอบธรรมที่ผู้ครองเรือนควรมี [6729-3d]

สุขอันชอบธรรมที่ผู้ครองเรือนควรมีหรือความสุขของคฤหัสถ์ 4 ประการ คือ กามโภคีสุข 4 ได้แก่1.อัตถิสุข : ความสุขเกิดจากความมีทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของตน และโดยชอบธรรม2.โภคสุข : ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบนั้น เลี้ยงชีพ เลี้ยงผู้ควรเลี้ยง และบำเพ็ญประโยชน์3.อนณสุข : ความสุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนเป็นไท ไม่มีหนี้สินติดค้างใคร4.อนวัชชสุข : ความสุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนมีความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใครๆ ติเตียนไม่ได้ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจบรรดาความสุข 4 อย่างนี้ อนวัชชสุข มีค่ามากที่สุด การจะเกิดความสุขประการที่4 คืออนวัชชสุข นั้นมีธรรมอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ธรรมที่ว่าด้วยการค้าขายที่ไม่ควรค้าขาย 5 ประการตามนัยยะที่มาในวนิชชสูตร คือ 1.ค้าอาวุธ 2.ค้าสัตว์เป็น 3.ค้าเนื้อสัตว์ 4.ค้าสุรา 5.ค้ายาพิษ การค้าขาย 5 ประการนี้พระพุทธเจ้าบอกว่า เป็นอกรณียกิจ ไม่ควรทำนอกจากนี้ยังมีธรรมอีกหนึ่งหมวดที่นำมาปฏิบัติแล้วจะส่งเสริมให้เกิดสุขอันชอบธรรมแก่ผู้ครองเรือนได้ คือ กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 : หลักธรรมที่ทำให้ครอบครัวเจริญมั่งคั่งอยู่ได้นานได้แก่ 1.หาของที่หายไป 2.ซ่อมแซมของที่ชำรุดเสียหาย 3.ประมาณตนในการบริโภค 4.ดำรงชีพด้วยการมีศีลธรรม Time stamp [00:56] ปฏิบัติภาวนา อานาปานสติ และแผ่เมตตา[12:51] คฤหัสถ์ คือ ผู้ครองเรือน[13:29] กามโภคีสุข 4 : สุขอันชอบธรรมที่ผู้ครองเรือนควรมี[15:07] อัตถิสุข : สุขเกิดจากความมีทรัพย์[23:31] โภคสุข : สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์[29:05] อนณสุข : สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้[33:54] อนวัชชสุข : สุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ[41:51] กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 : หลักธรรมที่ทำให้ครอบครัวเจริญมั่งคั่ง[49:19] เปรียบเทียบความสุขของ คฤหัสถ์ กับ นักบวช Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 16, 202455 min

S67 Ep 28วิมุตติสู่นิพพาน [6728-3d]

การที่จะนำธรรมะมาปฏิบัติจนเกิดเป็นผลขึ้นทางปัญญาได้นั้น มีขั้นตอน และกระบวนการในการปฏิบัติ โดยได้ยกหัวข้อธรรม “วิมุตติสูตร” มาอธิบายประกอบการปฏิบัติ เพื่อให้เห็นขั้นตอน และกระบวนการในการหยั่งลงสู่อมตธรรมในวิมุตติสูตรนั้นจะประกอบไปด้วยธรรม 5 ข้อ ที่แตกต่างกัน แต่มีลำดับขั้นตอนการปฏิบัติที่จะให้เกิดผลเป็นวิมุตติสู่นิพพานได้เหมือนกัน ธรรม 5 ข้อนั้นได้แก่ 1. การได้ฟังธรรม 2. การอธิบายบอกสอน 3. การสัชฌายะ 4. การใคร่ครวญธรรม 5. การทำสมาธิกระบวนการสู่การหลุดพ้น มีอยู่ 6 ขั้นตอน เริ่มจาก เข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม แทงตลอดด้วยดี -> เกิดปราโมทย์ -> เกิดปีติ -> กายสงบระงับ -> เสวยสุข -> จิตย่อมตั้งมั่น (ฌาน) และเมื่อมาถึง 6 ขั้นตอนนี้แล้วก็เข้าสู่วิมุตติ คือ ความพ้นจากผัสสะ พ้นจากกิเลส เกิดความรู้เป็นวิชชา และวิมุตติ มีปัญญาปล่อยวาง สู่นิพพานTimestamp[00.22] ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ จาคานุสสติ สีลานุสสติ เทวตานุสสติ[12.37] ความสำคัญของสมาธิ[14.38] เหตุ 5 ประการ สู่ความหลุดพ้น[14.45] การได้ฟังธรรมะ[17.39] การอธิบาย บอกสอนข้อธรรมะ[17.59] การสัชฌายะ[19.15] การได้ไตร่ตรองข้อธรรมะ[20.01] การทำสมาธิ[42.58] วิชา วิมุตติ[45.38] นิพพาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 9, 202453 min

S67 Ep 27ธรรมเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า [6727-3d]

หมวดธรรม 4 ประการ 2 อย่าง ที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ได้แก่สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 คือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า1.สัทธาสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือความมั่นใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์2.สีลสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยศีล คือศีล 5 ที่ตั้งขึ้นด้วยเจตนางดเว้น3.จาคสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ คือสละสิ่งของ สละกิเลส4.ปัญญาสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยปัญญา คือปัญญาที่เข้าใจในความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆบางครั้งการจะพัฒนาจิตใจให้ก้าวหน้านั้นอาจต้องพบเจออุปสรรค มีธรรมอีกหมวดหนึ่งที่เรานำมาใช้ร่วมกันแล้วจะสนับสนุนให้ชีวิตเราเจริญ คือ อปัสเสนธรรม 4 คือธรรมดุจเป็นพนักพิง ธรรมเป็นที่พึ่งพิงอาศัย ได้แก่ 1.พิจารณาแล้วเสพ ได้แก่ สิ่งของปัจจัย 42.พิจารณาแล้วอดทน อดกลั้น ได้แก่ อนิฏฐารมณ์ต่างๆ มีหนาว ร้อน และทุกขเวทนาเป็นต้น3. พิจารณาแล้วเว้นเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษก่ออันตรายแก่ร่างกาย และ จิตใจ4. พิจารณาแล้วบรรเทาเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษและเกิดขึ้นแล้ว เช่น อกุศลวิตก มีกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นต้นหมวดธรรม 4 ข้อ ของ 2 นัยยะที่ยกมานี้คือธรรมที่จะสนับสนุนเกื้อกูลให้การพัฒนาจิตของเรานั้นก้าวหน้าขึ้นมาได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 2, 202457 min

S67 Ep 26กิจจญาณ : กิจที่ควรทำในอริยสัจ4 [6726-3d]

ความจริงโดยทั่วๆ ไปที่เป็นข้อเท็จจริง ตามสมมุติของโลกนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขปัจจัยตามบริบทของสังคมหรือเวลา เช่น ข่าว งานวิจัย สิ่งของ เสื้อผ้า ที่สมมุติเรียกตามบริบทของเวลานั้น แต่อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 อย่างนี้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แสดงถึง สัจธรรมความจริง ที่ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยเวลากิจในอริยสัจ 4 (กิจญาณ) คือ หน้าที่ที่ต้องทำต่ออริยสัจ 4 แต่ละข้อ1. ทุกข์ คือ ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) หน้าที่คือ “ปริญญา” ควรรอบรู้ เข้าใจ ยอมรับมัน2. สมุทัย คือ ตัณหา หน้าที่คือ “ปหานะ” ควรละ กำจัด ขว้างทิ้ง ไม่ถือเอา3. นิโรธ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์ หน้าที่คือ “สัจฉิกิริยา” ควรทำให้แจ้ง4. มรรค คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ หน้าที่คือ “ภาวนา” ควรเจริญ พัฒนา ทำให้มากการแยกแยะสิ่งต่างๆ ตามหลักอริยสัจ 4 คือ เมื่อเราเจอสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตของเรา ให้เรารู้จักแยกแยะสิ่งนั้นก่อนว่าคืออะไรในอริยสัจ 4 เมื่อแยกแยะแล้วก็ทำกิจให้ถูกต้อง กระบวนการแยกแยะนี้ เมื่อทำให้เกิดขึ้นได้อยู่บ่อยๆ จะทำให้เกิดญาณหยั่งรู้หรือญาณทัสสนะ (สัจจญาณ, กิจจญาณ, กตญาณ) Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 25, 202455 min