PLAY PODCASTS
4 คลังพระสูตร

4 คลังพระสูตร

408 episodes — Page 7 of 9

S63 Ep 32อนุมานสูตรและจูฬตัณหาสังขยสูตร [6332-4s]

“ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าแม้ภิกษุปวารณาไว้ว่า ขอท่านจงว่ากล่าวข้าพเจ้า ๆ เป็นผู้ควรที่ท่านจะว่ากล่าวได้ แต่ภิกษุนั้นเป็นคนว่ายาก ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก เป็นผู้ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอนโดยเคารพ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพื่อนพรหมจรรย์ต่างไม่สำคัญภิกษุนั้นว่า ควรว่ากล่าว ควรพร่ำสอน ทั้งไม่สำคัญว่า ควรถึงความไว้วางใจในบุคคลนั้นได้ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายากเป็นไฉน?” ในตอนนี้เสนออนุมานสูตรที่ท่านพระมหาโมคัลลานะสอนภิกษุด้วยการปรารภเหตุของการเป็นผู้ว่ายากหรือผู้ว่าง่ายด้วยธรรมะ 16 ข้อ และจูฬตัณหาสังขยสูตรที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะสนทนากับท้าวสักกะถึงธรรมที่ได้ฟังมาจากพระผู้มีพระภาคว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ทำให้สิ้นตัณหา“ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมทราบชัดธรรมทั้งปวง ครั้นทราบชัดธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี เธอย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความหน่าย พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความสละคืนในเวทนาทั้งหลายนั้น เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น ย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งอะไร ๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสให้สงบได้เฉพาะตัว และทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี” Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 5, 20201h 4m

มหานิทานสูตร ว่าด้วยสิ่งที่เป็นต้นเหตุใหญ่

“เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์ เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจ ด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุงกระต่าย และหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร” ว่าด้วยพระสูตรที่ว่าสิ่งที่เป็นต้นเหตุใหญ่ มหานิทานสูตร เป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าอธิบายกับท่านพระอานนท์ ปรารภธรรมะวนหมวดที่ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องราวที่ไล่เลียงมาในลักษณะที่น่าสนใจมาก ตั้งแต่เหตุของความทุกข์ จนไปถึงเรื่องของตัณหาและการแสวงหา เป็นการอธิบายในอีกรูปแบบหนึ่ง แล้วยังได้ตรัสถึงการบัญญัติว่าเป็นอัตตา, วิญญาณฐิติ 7, อายตนะ 2 และวิโมกข์ 8 ด้วย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 29, 20201h 1m

ภัยร้าย 4 ประการ และอรัญญิกธุดงค์ 6330-4s

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย 4 อย่างนี้ เมื่อบุคคลกำลังลงน้ำ พึงหวังได้ ภัย 4 อย่างเป็นไฉน คือ ภัยเพราะคลื่น ภัย เพราะจระเข้ ภัยเพราะน้ำวน ภัยเพราะปลาร้าย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย 4 อย่างนี้แล เมื่อบุคคล กำลังลงน้ำ พึงหวังได้ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย 4 อย่างนี้ก็ฉันนั้น เมื่อบุคคลบางคน ในโลกนี้ ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยนี้ พึงหวังได้ ภัย 4 อย่างเป็นไฉน คือ ภัยเพราะ คลื่น ภัยเพราะจระเข้ ภัยเพราะน้ำวน ภัยเพราะปลาร้าย”เป็นสองเรื่องราวที่มาในมัชฌนิกาย เรื่องแรก คือ จาตุมสูตร เป็นเรื่องราวที่อบรมพระภิกษุใหม่ที่ส่งเสียงอื้ออึง ทรงยกอุปมา 4 อย่างที่เป็นอันตรายต่อการประพฤติพรหมจรรย์ คือ ภัยจากคลื่นเป็นชื่อของความโกรธความคับแค้น ภัยจากจระเข้เป็นชื่อของความเป็นผู้เห็นแก่ปากท้อง ภัยจากน้ำวนเป็นชื่อแห่งกามคุณห้า ภัยจากปลาร้ายเป็นชื่อแห่งมาตุคามในเรื่องที่สองโคลิสสานิสูตร ว่าด้วยวัตรของผู้อยู่ป่า ที่เริ่มจากวัตรเล็ก ๆ น้อย ๆ จนถึงวัตรที่เป็นอุตริมนุสธรรมที่ควรทำให้เกิดมี Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 22, 202058 min

มหาสาโรปมสูตร และจูฬสาโรปมสูตร 6329-4s

มหาสาโรปมสูตร และจูฬสาโรปมสูตร เป็นอุปมาการประพฤติพรหมจรรย์กับแก่นไม้ ที่พระพุทธเจ้าได้อบรมภิกษุท้ั้งหลายว่าไม่ให้มีความดำริเต็มรอบ เพียงเพื่อการประพฤติปฏิบัติที่ได้ผลเล็ก ๆ น้อย ๆ เปรียบไว้เหมือนกับคนที่จะไปหาแก่นไม้ แต่ไปเจอใบ เจอต้น เจอสะเก็ดมัน ก็เอาแค่นั้นพอแล้ว มันมีที่ลึกซึ้งเข้าไปจนถึงแก่นอยู่ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 16, 202043 min

มหาทุกขักขันธสูตร และ จูฬทุกขักขันธสูตร 6328-4s

"มหาทุกขักขันธสูตร" ปรารภเรื่องของเหล่าอัญญเดียรถีย์ที่ได้มากล่าวถึง อย่างไรจึงเป็นเรื่องของทุกข์ กาม และ รูป โดยพระพุทธเจ้าทรงตรัสจำแนกแจกแจงเกี่ยวกับเรื่องของความทุกข์ต่าง ๆ ไว้ถึง ทุกข์โทษของกามว่าเป็นอย่างไร ๆ ซึ่งได้เปรียบเทียบไว้กับ ลูกศร หัวฝี สุนัขแทะกระดูก ในเรื่องของรูป เกี่ยวกับเวทนา และในจูฬทุกขักขันธสูตร ตอนสุดท้ายของพระสูตรได้ยกถึงความสุขที่ยิ่งกว่าความสุข ที่ได้มาผ่านทางความสุขด้วย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 8, 202055 min

สักกปัญหสูตร 6327-4s

"สักกปัญหสูตร" ว่าด้วยปัญหาของท้าวสักกะ ปรารภท้าวสักกะจอมเทพได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยปัญจสิขคันธรรมพบุตรและเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์เพื่อฟังธรรมและทูลถามปัญหา ไล่เรียงมาโดยเริ่มจากเรื่องการจองเวรกัน ไปจนถึงความหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา ดังนี้เพราะมีอะไรเป็นเครื่องผูกมัดจึงยังคงมีเวร ถูกลงโทษ มีศัตรู ถูกเบียดเบียน ยังจองเวรกันอยู่เมื่อมีอะไร อะไรจึงมี เมื่อไม่มีอะไร อะไรจึงไม่มี ในที่นี้ได้กล่าวถึง ความริษยาและความตระหนี่ อารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ฉันทะ และ วิตกปฏิบัติอย่างไร จึงจะชื่อว่าปฏิบัติตามข้อปฏิบัติอันสมควรและดำเนินไปสู่ความดับแง่ต่างแห่งปปัญจสัญญาปฏิบัติอย่างไร จึงจะชื่อว่าปฏิบัติเพื่อสำรวมในปาติโมกข์ปฏิบัติอย่างไร จึงจะชื่อว่าปฏิบัติเพื่อสำรวมอินทรีย์สมณพราหมณ์ทั้งหมด มีวาทะ มีศีล มีฉันทะ มีอัชโฌสานะ (จุดหมาย) เป็นอย่างเดียวกันหรือไม่สมณพราหมณ์ทั้งหมด มีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษมจากโยคะสูงสุด มีการประพฤติพรหมจรรย์ถึงที่สุด (อริยมรรคมีองค์ 8) มีที่สุดอันสูงสุด (พระนิพพาน) หรือไม่เพราะเหตุไร สมณพราหมณ์ทั้งหมด จึงไม่มีความสำเร็จสูงสุด ไม่มีความเกษมจากโยคะสูงสุด ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ถึงที่สุด ไม่มีที่สุดอันสูงสุด“จอมเทพ ภิกษุทั้งหลายผู้หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาเท่านั้นจึงจะมีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษมจากโยคะสูงสุด ประพฤติพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดอันสูงสุด”เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหา ถอนลูกศรคือความสงสัยออกจนหมดความแคลงใจแล้ว ท้าวสักกะได้มีใจชื่นชมยินดี เกิดโสมนัส ด้วยพิจารณาเห็นถึงอำนาจประโยชน์ 6 ประการ และยังได้กล่าววาจาสุภาษิตสรรเสริญพระพุทธเจ้าอีกหลายประการ ในที่สุดได้เอามือลูบแผ่นดิน แล้วเปล่งอุทานว่า “นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส” รวม 3 ครั้ง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jul 1, 202050 min

โลหิจจสูตร 6326-4s

โลหิจจสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโลหิจจะ ผู้ที่เกือบจะตกลงไปในหลุมลึก ซึ่งเป็นทางที่จะไปสู่นรก แต่ได้พระพุทธเจ้ามาช่วยฉุดขึ้นไว้เสียก่อน เพราะด้วยความเป็นผู้มีทิฏฐิผิดเพี้ยนไปพระพุทธองค์จึงทรงแก้ทิฏฐิความเห็นผิดนั้น โดยยกอุปมาอุปไมยกล่าวแสดงถึง ศาสดา 3 ประเภทที่สมควรถูกทักท้วงได้ และศาสดาที่สาวกได้บรรลุคุณวิเศษอันยอดเยี่ยม ไม่สมควรถูกทักท้วง เนื่องจากผลที่เกิดขึ้นจากการแสดงธรรมของศาสดานั้น ทำให้เกิดสิ่งที่เป็นสามัญผล ไล่เรียงไปตั้งแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่แสดงถึงการประมวลพรหมจรรย์ตลอดสายโลหิจจพราหมณ์ เมื่อได้ฟังธรรมะและอุปมาอุปไมยต่าง ๆ จากพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ปรับทิฏฐิของตนให้มาอยู่ในสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นไปในทางเข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพานได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 24, 202056 min

อลคัททูปมสูตร 6325-4s

"อลคัททูปมสูตร" อุปมาที่เปรียบด้วยกับงูพิษ ปรารภพระพุทธเจ้าได้ทรงติเตียนภิกษุอริฏฐะผู้เก้อยาก ที่มีความเห็นผิดในธรรมะของพระองค์ ทรงตรัสสอนไว้ถึง คนที่ต้องการจะไปจับงูพิษ ถ้าไม่เตรียมตัวให้ดี จับไม่ถูกวิธี อาจได้รับอันตรายถูกงูพิษนั้นกัดตายหรือปางตายได้"..เปรียบเหมือนบุรุษผู้ต้องการงูพิษ เที่ยวเสาะแสวงหางูพิษ เขาพบงูพิษตัวใหญ่ จะพึงใช้ไม้มีง่ามเหมือนขาแพะกดไว้แน่น ครั้นแล้วจึงจับที่คออย่างมั่นคง ถึงแม้งูพิษนั้นจะพึงรัดมือ แขน หรือที่อวัยวะน้อยใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่งของบุรุษนั้นด้วยขนดก็จริง ถึงอย่างนั้น เพราะการรัดนั้น เขาก็ไม่ตาย หรือได้รับทุกข์ปางตายข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะเขาจับงูพิษไว้มั่นแล้ว แม้ฉันใด กุลบุตรบางพวกในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทานอิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม และเวทัลละ พวกเขาเหล่านั้นเล่าเรียนธรรมนั้นแล้วไตร่ตรองเนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญา ธรรมเหล่านั้นจึงประจักษ์ชัดแก่พวกเขา ผู้ไตร่ตรองเนื้อความด้วยปัญญา กุลบุตรเหล่านั้นเล่าเรียนธรรมมิใช่มุ่งจะข่มขู่ผู้อื่น และมิใช่มุ่งจะเปลื้องตนจากคำนินทาว่าร้าย ย่อมได้รับประโยชน์แห่งธรรมนั้น เหมือนที่เหล่ากุลบุตรเล่าเรียนธรรมได้รับ ธรรมเหล่านั้นที่พวกเขาเรียนดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขสิ้นกาลนานข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะพวกเขาเรียนธรรมทั้งหลายมาดีแล้ว" Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 17, 202056 min

ธรรมเจติยสูตร และฐานสูตร 6324-4s

ในเอพิโสดนี้ ได้ยก 2 พระสูตร ขึ้นมา และทั้งสองเรื่องนี้ได้ปรารภเรื่องราวของพระเจ้าปเสนทิโกศล"ธรรมเจติยสูตร" พระสูตรว่าด้วยธรรมเจดีย์ เป็นเรื่องราวของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ได้กล่าวสรรเสริญพระธรรมวินัยนี้ เพราะทรงเห็นอำนาจประโยชน์ที่ประกอบขึ้นเพื่อเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ จึงได้กระทำการเคารพนอบน้อมเป็นอย่างยิ่งต่อสรีระของพระพุทธเจ้า และแสดงอาการฉันทมิตร"ฐานสูตร" ว่าด้วยฐานะ 5 ประการ ที่ควรพิจารณาเนือง ๆ เป็นเรื่องราวของพระเจ้าปเสนทิโกสลที่ได้สูญเสียพระนางมัลลิกา ผู้เป็นที่รักยิ่งไป อันเป็นเหตุให้นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก พระพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนสติและสอนวิธีในการวางจิตใจเมื่อต้องสูญเสียสิ่งที่เป็นที่รักไปทั้งนี้ ได้เพิ่มเติมในเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาทที่มี 24 อาการ คือ ธรรมะอันมีที่เข้าไปตั้งอาศัย ยกขึ้นมาประกอบด้วย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 10, 202057 min

มูลปริยายสูตร 6323-4s

"มูลปริยายสูตร" ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงแสดงปริยายอันเป็นมูลของธรรมทั้งปวงแก่เหล่าภิกษุทั้งหลาย ณ โคนไม้พญารัง ในสุภควัน เมืองอุกกัฏฐา ซึ่งมีใจความสำคัญแบ่งออกเป็น 8 ส่วน กำหนดตามภูมิเนื่องด้วย ปุถุชน เสขบุคคล พระอรหันต์ 4 จำพวก ความเข้าใจในมูลเหตุของปริยายธรรมะต่าง ๆ ของพระตถาคต โดย 2 นัย ทั้งนี้ได้ยกเรื่องตาบอดคลำช้าง อาหารของอวิชชา อาหารของวิชชาและวิมุตติ ขึ้นมาประกอบเพิ่มเติม"ปุถุชน" ย่อมสำคัญพระนิพพานว่า เป็นของเรา…เพราะไม่ได้กำหนดรู้."เสขบุคคล" ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน แต่อย่าสำคัญพระนิพพานว่า เป็นของเรา อย่ายินดีพระนิพพาน…เพราะควรกำหนดรู้."พระอรหันต์" ย่อมไม่สำคัญพระนิพพานว่า เป็นของเรา…เพราะได้กำหนดรู้แล้ว และปราศจากซึ่งราคะ โทสะ โมหะ"พระตถาคต" ย่อมไม่ทรงสำคัญพระนิพพานว่า เป็นของเรา…เพราะทรงกำหนดรู้แล้ว และทรงทราบว่า ความเพลิดเพลินเป็นมูลแห่งทุกข์เพราะภพจึงมีชาติ สัตว์ผู้เกิดแล้ว ต้องแก่ ต้องตาย เพราะเหตุนั้นแล…พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะสิ้นตัณหา สำรอกตัณหา ดับตัณหา สละตัณหา สละคืนตัณหาเสียได้ โดยประการทั้งปวง. Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jun 3, 202055 min

สติปัฏฐานสูตร

"สติปัฏฐานสูตร" พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้แก่ภิกษุทั้งหลาย ณ นิคมของชาวกุรุ ชื่อกัมมาสธัมมะ ถึงเรื่อง หนทางเครื่องไปอันเอกทางเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งโสกะและปริเทวะเพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อถึงทับซึ่งญายธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง หนทางนี้คือ "สติปัฏฐานสี่" จิตที่ประกอบไปด้วยความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ก็ให้น้อมไปเพื่อกำหนดพิจารณาตามฐานที่ตั้งแห่งสติ 4 อย่างนี้ ได้แก่ การพิจารณาเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย เห็นจิตในจิต และเห็นธรรมในธรรม ซึ่งผลแห่งการเจริญสติปัฏฐานนี้ มีความเป็นพระอรหันต์ในปัจจุบัน หรือ พระอนาคามี เป็นสิ่งที่หวังได้ แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E08 , S07E64 , S07E49 , ใต้ร่มโพธิบท S08E31 , คลังพระสูตร S09E07 , S08E46 , #สติ เล็กน้อยที่ให้ผลไม่น้อย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 27, 20201h 1m

มหาปรินิพพานสูตร (ตอนที่ 5 จบ) 6321-4s

ในเอพิโสดนี้ เป็นตอนจบของมหาปรินิพพานสูตร หลังจากที่เหตุการณ์ดำเนินมาถึงสุภัททปริพาชกได้มาอ้อนวอนพระอานนท์ ขอเข้าเฝ้าฯ พระพุทธเจ้า จนสุดท้ายพระพุทธองค์ได้ทรงให้พระอานนท์อุปสมบทให้แก่ท่านสุภัททะ ภิกษุนี้ทำความเพียรไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตตผล และได้เป็น "ปัจฉิมสักขิสาวก" (สาวกองค์สุดท้ายผู้เป็นพยานการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า)จากนั้นได้ตรัสสั่งเสียแก่พระอานนท์ ได้ตรัสถามข้อสงสัยจากภิกษุทั้งหลาย และกล่าวปัจฉิมวาจา ดังนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด นี้เป็นพระปัจฉิมวาจาของพระตถาคต” แล้วเสด็จเข้าอนุปุพพวิหารสมาบัติทั้ง 9 โดยอนุโลมและปฏิโลม และจึงเสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อออกจากจตุตถฌาน ณ ที่นั้น ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวคาถาขึ้นพร้อมกับการเสด็จดับขันธปรินิพพาน ต่อจากนั้น จึงเป็นเรื่องราวของการบูชาพระพุทธสรีระ การถวายพระเพลิง และการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่เหล่ากษัตริย์ทั้งหลาย เพื่อทำการสักการะบูชาการระลึกถึงคุณอันยิ่งใหญ่อันหาประมาณมิได้ต่อสรรพสัตว์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธเจ้า ผู้ทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ได้ทรงบำเพ็ญเพียรสั่งสมบารมีมาเพื่อการตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า ได้ประกาศพระสัจธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้นไว้อย่างดีแล้ว ได้ประทานพุทธโอวาทแก่พุทธบริษัทไว้ตลอด 45 พรรษา ได้ทรงตรัสไว้ว่า “ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จะเป็นศาสดาของท่านทั้งหลายเมื่อเราล่วงลับไป” นี้เป็น “พุทธธานุสสติ” ระลึกถึงเรื่องราวตรงนี้ ตั้งขึ้นไว้ในใจแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E31 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 20, 202055 min

มหาปรินิพพานสูตร (ตอนที่ 4)

ในเอพิโสดนี้ เหตุการณ์ได้ดำเนินมาถึงขณะที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร และได้เสวยภัตตาหารมื้อสุดท้ายที่บุตรนายช่างทองนี้นำมาถวาย หลังจากที่ได้ฉันสูกรมัททวะนั้นแล้ว ทรงเกิดอาพาธอย่างแรงกล้าประชวรลงพระโลหิต แต่ก็ยังเดินทางต่อเพื่อไปยังเมืองกุสินารา ระหว่างทางทรงกระหายน้ำ ได้ขอให้พระอานนท์ไปตักมาถวาย แต่เพราะกรรมเก่า จึงทำให้ไม่สามารถนำน้ำมาถวายได้ในครั้งแรก ในระหว่างประทับพัก ปุกกุสะมัลลบุตรได้เข้ามาถวายผ้าเนื้อละเอียดสีทอง และก่อนเสด็จข้ามแม่น้ำกกุธา ผิวกายของพระพุทธองค์ผ่องใสยิ่งนัก ซึ่งจะเกิดขึ้นใน 2 คราว คือในคืนที่จะตรัสรู้ และในคืนที่จะปรินิพพาน “…ฉะนั้น อานนท์ เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรมอยู่’ อานนท์ เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล” เมื่อเสด็จมาถึงบริเวณควงไม้สาละคู่ ณ สวนป่าสาละ ทรงประทับสำเร็จสีหไสยาเป็นครั้งสุดท้าย ได้ตรัสถึงสังเวชนียสถาน 4 แห่ง ได้ตรัสตอบพระอานนท์ถึง วิธีปฏิบัติต่อสตรี ปฏิบัติต่อพระพุทธสรีระ และเหตุที่สร้างสถูปและเจดีย์ ได้ทรงประกาศความเป็นอัจฉริยะของพระอานนท์ เมื่อพระอานนท์ขอว่าอย่าได้ปรินิพพานในเมืองเล็ก ๆ เช่นนี้ จึงได้ทรงแสดงมหาสุทัสสนสูตร และให้พระอานนท์แจ้งข่าวการปรินิพพานแก่เหล่ามัลลกษัตริย์ และมหาปรินิพพานสูตร ตอนที่ 4 นี้ ก็จบลงตรงที่สุภัททปริพาชกได้มาอ้อนวอนพระอานนท์ ขอเข้าเฝ้าฯ พระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามข้อสงสัย แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E30 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 13, 202056 min

มหาปรินิพพานสูตร (ตอนที่ 3) 6319-4s

"มหาปรินิพพานสูตร" ในเอพิโสดนี้ เป็นเหตุการณ์ต่อมาหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขารแล้ว ได้ตรัสแก่พระอานนท์ถึงเรื่องของบริษัท 8 อภิภายตนะ 8 วิโมกข์ 8 และได้ตรัสเล่าเรื่องของมาร ที่มาทูลให้ปรินิพพาน ซึ่งพระองค์ก็ได้ตรัสตอบแก่มารไปว่า "จงอย่ากังวล อีกไม่นานการปรินิพพานของตถาคตจะมี จากนี้ไปอีก 3 เดือน"พระอานนท์ได้มาทูลอ้อนวอนขอให้ทรงดำรงพระชนมชีพอยู่ต่อไปถึง 3 ครั้ง แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ เพราะการที่ตถาคตจะกลับคืนคำเพียงเพราะเหตุต้องการมีอายุอยู่ต่อไปนั้น ไม่เป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้เลย และได้ทรงแสดงอานุภาพของอิทธิบาท 4 ประการอีกครั้ง เพื่อให้ทราบว่าเรื่องนี้เป็นความบกพร่องของพระอานนท์เองที่ไม่ได้อาราธนาให้พระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ต่อ แม้ทรงทำนิมิตที่ชัดแจ้งไว้ในหลายวาระจากนั้นได้เสด็จไป ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวันทรงแสดง อภิญญาเทสิตธรรม หรือที่เรียกว่า โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ (สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และอริยมรรคมีองค์ 8 ) และ สังเวชนียธรรม (ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช) แล้วทรงเตือนภิกษุทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท หลังจากนั้นได้เสด็จออกจากกรุงเวสาลีไปยังภัณฑุคาม ทรงตรัสสอนถึงการไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรม 4 ประการ ที่ทำให้ต้องเที่ยวเร่ร่อนไปตลอดกาลอันยาวนานอย่างนี้ ต่อจากนั้นได้เสด็จไปยังเมืองต่าง ๆ ตามลำดับ จนมาถึงโภคนคร ได้ทรงแสดงมหาปเทส 4 ประการ (ข้ออ้างที่สำคัญ)และจบมหาปรินิพพานสูตร ตอนที่ 3 ตรงเหตุการณ์ที่ทรงเสด็จไปถึงกรุงปาวา ได้ประทับอยู่ที่อัมพวัน (สวนมะม่วง) ของนายจุนทกัมมารบุตร แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S08E08 , ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E14 , #อภิญญาเทสิตธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรม 37 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

May 6, 202053 min

มหาปรินิพพานสูตร (ตอนที่ 2) 6318-4s

"มหาปรินิพพานสูตร" ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องราวต่อ ในช่วงที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงการสร้างเมืองปาฏลีบุตร ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีเหล่าเทวดาสถิตย์อยู่มากควรแก่การบูชา เพื่อให้เทวดาเหล่านั้นได้อนุเคราะห์ตอบ และที่เมืองปาฏลีบุตรนี้ ผู้สร้างเมืองได้สร้างท่าน้ำและประตูในทิศที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากเมือง โดยตั้งชื่อว่าพระโคดม จากนั้นได้เสด็จไปสู่เมืองโกฏิคาม ได้ทรงแสดงธรรมในเรื่องอริยสัจ 4 รวมถึงเรื่องของ ศีล สมาธิ ปัญญา แก่ชนทั้งหลาย และเมื่อต่อเสด็จถึงเมืองนาทิกคาม ที่นี่เอง พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงหลักธรรมชื่อว่า "แว่นธรรม" ซึ่งเป็นเครื่องมือให้อริยสาวกมีไว้เพื่อการพยากรณ์ตนด้วยตนได้ว่าเป็นผู้ที่ไปตามกระแสแล้ว จะไม่หวนกลับมาและจะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้าจากนั้นเสด็จไปพัก ณ ป่ามะม่วงของนางอัมพปาลี ได้แสดงธรรมเรื่องสติสัมปชัญญะ ต่อจากนั้นได้เสด็จไปจำพรรษาสุดท้าย ณ เวฬุวคาม ทรงใช้ความเพียรเพื่อขับไล่อาการป่วย จนเสด็จมาถึงที่ปาวาลเจดีย์ในเวลากลางวัน ได้ทรงแสดงนิมิตโอภาส ตรัสบอกใบ้แก่พระอานนท์ว่าผู้ใดเจริญอิทธิบาท 4 ดีแล้ว ถ้าปรารถนามีอายุยืนก็จะอยู่ได้ แต่เพราะพระอานนท์ถูกมารดลใจ จึงมิได้อาราธนากราบทูลขอพระพุทธองค์ให้เจริญพระชนม์อยู่ต่อไปนานๆ หากแต่มารได้ช่องนี้จึงมาอาราธนาให้ปรินิพพาน จบมหาปรินิพพานสูตร ตอนที่ 2 ตรงเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าได้ปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลีแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E28 , #แว่นส่องธรรมกับบุพนิมิตแห่งมรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 29, 202024 min

มหาปรินิพพานสูตร (ตอนที่ 1) 6317-4s

ใกล้ถึงวันวิสาขบูชา ในเอพิโสดนี้จึงนำเรื่องราวระหว่าง 18 เดือนก่อนการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งลำดับเหตุการณ์ช่วงแรกนี้ ขณะประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ เมืองราชคฤห์ ได้กล่าวถึงเรื่องของ "อปริหานิยธรรม" (ธรรมที่มีแล้วประกอบแล้วจะมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย) โดยนัยของการปกครองของพวกเจ้าแคว้นวัชชี และการอยู่ร่วมกันของหมู่ภิกษุจากนั้นได้เสด็จไปปถึงเมืองนาลันทา ประทับอยู่ที่ปาวาริกัมพวัน ปรารภพระสารีบุตรบันลือสีหนาทในความหมายที่ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใส พระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ไม่เคยมี จักไม่มี และย่อมไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่น ซึ่งจะมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาค" และเสด็จต่อไปยังปาฏลิคาม ได้ตรัสสอนแก่ชาวเมืองในเรื่องของ ศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล มีโทษ 5 ประการ และศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล มีอานิสงส์ 5 ประการ ซึ่งลำดับเหตุการณ์ยังมีต่อในเอพิโสดหน้า Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 22, 202054 min

สังขารูปปัตติสูตร 6316-4s

สังขารูปปัตติสูตร ณ พระเชตวัน พระพุทธเจ้าตรัสแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงความเกิดขึ้นแห่งสังขารและการที่ผู้ประกอบด้วยความสมบูรณ์ของ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ที่เมื่อตั้งจิตอธิษฐานทำเหตุเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้มากเจริญให้มากแล้ว หากปรารถนาจะเกิดเป็นพระราชา มหาเศรษฐี เทวดา พรหม หรือแม้แต่การทำอาสวะให้สิ้นไป ก็สามารถทำตามความปรารถนานั้นให้สำเร็จได้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlist : สมการชีวิต S01E01 , เข้าใจทำ (ธรรม) S08E13 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 15, 202057 min

เกวัฏฏสูตร 6315-4s

เราเที่ยวหาหนทางต่าง ๆ เพื่อแสวงหาทางดับไม่เหลือแห่งทุกข์ บ้างก็อ้อมไปอ้อมมา ไม่ถึงที่หมายสักที สุดท้ายต้องกลับมาที่ตัวเราเอง กลับมาที่เรื่องในกายในใจของเรา เราต้องมีการพึ่งตนพึ่งธรรม พระพุทธเจ้าตรัสกับเกวัฏฏ์ คฤหบดีบุตรไว้ใน เกวัฏฏสูตร กล่าวถึงเรื่องปาฏิหาริย์ 3 อย่าง ที่พระองค์ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว และการที่ภิกษุแสวงหาความดับของมหาภูตรูปเปรียบเทียบกับนกตีรทัสสี ปรารภชาวประมงออกทะเล จะจับนกตีรทัสสี (นกดูฝั่ง) ลงเรือไปด้วย เมื่อเขาหลงทาง ไม่เห็นฝั่ง ก็จะปล่อยนกบินขึ้นฟ้าไปหาดูว่า ฝั่งอยู่ตรงไหน ชาวประมงก็จะแล่นเรือไปตามทิศที่นกนั้นบินไป แต่หากนกไม่เห็นฝั่ง มันก็จะบินกลับมาที่เรืออีกนั่นเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 8, 202056 min

อานาปานสติสูตร 6314-4s

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ทำให้มากแล้วย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ฯ”นี้เป็นบางส่วนจาก อานาปานสติสูตร ปรารภในคืนวันอุโบสถ ณ ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขามิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เมืองสาวัตถี ภิกษุทั้งหลายทั้งที่เป็นพระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกิคาทามี พระโสดาบัน และภิกษุผู้ที่ประกอบความเพียรในการเจริญสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อันประเสริฐ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อสุภสัญญา อนิจจสัญญา อานาปานสติ ต่างนั่งห้อมล้อมพระพุทธเจ้าด้วยความนิ่งเงียบ ดำรงตนอยู่ในสารธรรมอันบริสุทธิ์และเพราะพระพุทธองค์ทรงมีความอนุเคราะห์ด้วยใจอันงามแก่เหล่าภิกษุผู้ทำความเพียรอยู่ ณ ที่นั้น แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมได้ จึงตรัสสอนถึงเรื่อง การเจริญอานาปานสติ คือ การมีสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก ซึ่งการที่เรามากำหนดรู้ดูลมหายใจแล้วตั้งสติขึ้นอย่างนี้ ก็เป็นการเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม และจะสามารถทำโพชฌงค์ 7 (องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม) ให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งถ้าทำให้ถูกให้ดีแล้ว จะสามารถทำวิชชาและวิมุตติให้เกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกันแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ตามใจท่าน S09E18 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Apr 1, 202053 min

S63 Ep 13เตวิชชสูตร 6313-4s

เตวิชชสูตร ว่าด้วยเรื่องไตรเพท ณ หมู่บ้านมนสากฏะ แคว้นโกศล ปรารภวาเสฏฐะและภารทวาชมาณพได้สนทนากันถึงเรื่อง ทางและไม่ใช่ทางที่จะไปสู่ความเป็นผู้สหายกับพรหมได้ โดยคำกล่าวอ้างที่แตกต่างกันระหว่างของ โปกขรสาติพราหมณ์ กับ ตารุกขพราหมณ์ จึงเกิดการถกเถียงกัน เป็นเหตุให้พากันไปเข้าเฝ้าทูลถามฯ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้อย่างน่าสนใจมาก จนมานพทั้งสองแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต โดยเนื้อหาในพระสูตรนี้ แบ่งออกเป็น 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ ความเป็นวาทะที่เลื่อนลอยของพราหมณ์ผู้ได้ไตรเพท และวิธีการที่จะไปอยู่กับพรหม เป็นเรื่องราวเริ่มตั้งแต่การประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย จนถึงการที่สามารถละนิวรณ์ได้ จิตเป็นสมาธิแล้ว และให้ตั้งอยู่ใน พรหมวิหาร 4 ซึ่งจะเป็นเครื่องที่ทำให้ไปอยู่กับพรหมได้เตวิชชสูตร ทรงแสดงทางไปพรหมโลก[๕๕๔] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “วาเสฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คนที่เติบโตมาในหมู่บ้านมนสากฏะนี้ เมื่อถูกถามถึงทางไปหมู่บ้านมนสากฏะที่เขาเพิ่งจะออกมา มีหรือที่เขาจะชักช้าหรือรีรออยู่”เขาทูลตอบว่า “ไม่ชักช้าหรือรีรอเลย ท่านพระโคดม เพราะเขาเติบโตมาในหมู่บ้านมนสากฏะ จึงรู้หนทางในหมู่บ้านได้เป็นอย่างดี”พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “วาเสฏฐะ ผู้ที่เติบโตมาในหมู่บ้านมนสากฏะ ถูกถามถึงทางไปหมู่บ้านนั้นก็ยังอาจจะชักช้าหรือรีรออยู่บ้าง แต่ (เรา) ตถาคตถูกถามถึงพรหมโลกหรือข้อปฏิบัติที่พาไปพรหมโลก จะไม่ชักช้าหรือรีรอเลย เพราะเรารู้จักพรหมโลกและข้อปฏิบัติที่พาไปพรหมโลก อีกทั้งรู้ว่า พรหมปฏิบัติอย่างไรจึงได้เข้าถึงพรหมโลก”…[๕๕๖]พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “วาเสฏฐะ ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ เป็น พระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยตนเองโดยชอบ ฯลฯ ภิกษุชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นอย่างนี้แล ฯลฯ เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้แล้วย่อมเกิดความเบิกบานใจ เมื่อเบิกบานใจก็ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบย่อมได้รับความสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อม ตั้งมั่น ภิกษุนั้นมีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยเมตตาจิต อันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ วาเสฏฐะ กรรมที่ทำพอประมาณในเมตตาเจโตวิมุตติที่บุคคลอบรมแล้ว อย่างนี้จะไม่เหลืออยู่ในรูปาวจรและอรูปาวจร เปรียบเหมือนคนเป่าสังข์ผู้แข็งแรงพึงให้ผู้อื่นได้ยินตลอดทั้ง ๔ ทิศได้โดยไม่ยาก วาเสฏฐะ นี้แลเป็นทางไปเพื่อความเป็น ผู้อยู่ร่วมกับพรหม ยังมีอีก วาเสฏฐะ ภิกษุมีกรุณาจิต ฯลฯ มีมุทิตาจิต ฯลฯ มีอุเบกขาจิตแผ่ไป ตลอดทิศที่ ๑ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบน เบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไป ตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยอุเบกขาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ วาเสฏฐะ กรรมที่ทำพอประมาณในอุเบกขาเจโตวิมุตติที่บุคคลอบรมแล้วอย่างนี้ จะไม่เหลืออยู่ในรูปาวจรและอรูปาวจร เปรียบเหมือนคนเป่าสังข์ผู้แข็งแรงพึงให้ผู้อื่นได้ยินตลอดทั้ง ๔ ทิศได้โดยไม่ยาก วาเสฏฐะ นี้แลเป็นทางไปเพื่อความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพรหมคลังพระสูตร S09E06 , S08E63 , #คำพุทธ-อัคคัญญสูตร    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 25, 20206 min

มารตัชชนียสูตร 6312-4s

มารตัชชนียสูตร ว่าด้วยการคุกคามมาร ปรารภพระมหาโมคคัลลานะถูกมารเบียดเบียนด้วยการเข้ามาอยู่ในท้องของท่าน ท่านจึงได้สั่งสอนมารด้วยการยกเรื่องราวในอดีตของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ที่ได้ให้เทคนิคในการที่จะเอาชนะทั้ง คำด่าว่า และ คำชม ซึ่งมีวิธีการที่ต่างกัน โดยการเอาชนะคำด่าว่านั้น ก็ด้วยการเจริญพรหมวิหาร 4 ส่วนการที่จะเอาชนะคำชมได้นั้น ก็ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 18, 202052 min

จูฬสาโรปมสูตร 6311-4s

คนที่เขาเห็นสาระที่จะหลีกออกจากเรือน เห็นว่าเขาได้ถูกต้องความทุกข์แล้ว เห็นว่าเขาเป็นผู้มีความแก่ ความตาย ความเกิดครอบงำแล้ว และต้องการที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ จีงออกบวชนั้น ได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่ต้องการแก่นไม้สาระในการออกบวช ได้แก่ การถึงพร้อมด้วยศีล การทำความก้าวหน้าในสมาธิให้เกิดขึ้น มีญาณทัสสนะ มีเจโตวิมุติอันไม่กลับกำเริบทำให้เกิดขึ้นได้ ให้เอาแก่นที่เป็นเจโตวิมุติ โดยการพิจารณาเห็นถึงความไม่เที่ยงของสิ่งต่าง ๆ เมื่อเราพิจารณาเห็นไปแบบนี้แล้ว ก็จะเป็นผู้ที่จะรักษาศาสนา รักษาคำสอน ที่มีแต่แก่นล้วน ๆ ของพระพุทธเจ้าให้คงอยู่ได้"แก่นจะอยู่ได้ต้องมีใบ ต้องสนับสนุนกันไปตามลำดับ และต้องรู้ว่าอะไรเป็นใบ กาบ เปลือก กะพี้ หรืออะไรเป็นแก่น ให้เราก็เอาตรงแก่นนั้น" แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S08E04 , S08E03 , #สะเก็ด เปลือก กระพี้ แก่น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 11, 20200 min

มหาลิสูตร 6310-4s

"มหาลิสูตร" ปรารภเจ้าลิจฉวีชื่อมหาลิ ได้มาเข้าเฝ้าฯ พระพุทธเจ้า พร้อมหมู่คณะ แล้วตรัสถามในเรื่องของการเห็นรูปทิพย์ และการฟังเสียงทิพย์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสแสดงถึง การประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย อันเป็นหนทางเป็นปฏิปทาที่ให้เกิดผล 4 อย่าง ที่ยิ่งไปกว่า หูทิพย์ ตาทิพย์ นั่นก็คือ ศีล สมาธิ และ ปัญญาเมื่อมีปัญญาในส่วนที่เป็นญาณทัสนะเกิดขึ้นแล้ว ก็จะสามารถรู้ชัดเห็นชัดได้ว่า กายกับใจ มันเป็นอย่างเดียวกัน หรือ มันเป็นคนละอย่างกันนั้น ขึ้นอยู่เหตุปัจจัย ที่ถ้าเมื่อเราปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว จะมีความเข้าใจในหลักเหตุผลในข้อนี้ได้มหาลิสูตรภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีดูกรผู้มีอายุ ภิกษุใดรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นควรหรือ ที่จะกล่าวว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง บรรพชิต ทั้งสองนั้นกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ ภิกษุใดรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ภิกษุนั้น ไม่ควรจะกล่าวว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ดูกรผู้มีอายุ เรารู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ เราจึงมิได้กล่าวว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ดังนี้. Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Mar 4, 202056 min

การหมุนกงล้อแห่งธรรมะที่ไม่มีใครต้านทานได้

ในเอพิโสดนี้ เป็นเหตุการณ์หลังจากที่ท้าวสหัมบดีพรหมได้ทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ตนแลแก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อย พระพุทธองค์จึงได้เเสด็จสู่เมื่องพาราณสีเพื่อมาโปรดปัญจวัคคีย์ ด้วยการแสดงปฐมเทศนา "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" ซึ่งเป็นการประกาศธรรมจักรอันเป็นการหมุนกงล้อแห่งธรรมะที่ไม่มีใครต้านทานได้ แล้วตามต่อด้วย "อนัตตลักขณสูตร" จิตของเหล่าพระปัญจวัคคีย์ ก็พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น และในเวลาต่อมาไม่นาน ทรงแสดงอนุปทาพิกถาโปรดกุลบุตรชื่อ ยสะ ได้ดวงตาเห็นธรรม และเหล่าเพื่อนสหาย ที่เมื่อได้ฟังธรรม มีจิตอ่อนเหมาะ น้อมไปเพื่อพิจารณาในอริยสัจ 4 แล้ว ทั้งหมดก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ซึ่งขณะนั้นรวมมีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้ว 61 รูป ในโลก พระพุทธองค์จึงมีพุทธบัญชาให้เหล่าภิกษุทั้ง 60 รูปแรก จาริกออกไปประกาศพระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์สุข และเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย โดยไม่ให้ไปทางเดียวกันถึง 2 รูป ทรงให้ภิกษุแสดงธรรมอันงดงามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์ เพื่อให้บุคคลผู้มีกิเลสในดวงตาแต่น้อยได้รู้ถึงธรรม เรื่องพ้นจากบ่วง [๓๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ พวกเธอจงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์พวกเธออย่าได้ไปรวมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์ สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย มีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมีดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E19 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 26, 202057 min

การตรัสรู้ และการแสดงธรรม 6308-4s

เอพิโสดนี้ กล่าวถึงพระสูตรว่าด้วยเหตุการณ์การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และสหัมบดีพรหมได้มาทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม ก็ด้วยเป็นธรรมะที่มีความงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสดีแล้ว มีความลึกซึ้งกินใจ รัดกุมรอบคอบไม่หละหลวม เราจึงควรฟังด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ พิจารณาใคร่ครวญโยนิโสมนสิการทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพื่อตกผลึกความคิด สามารถพัฒนาออกมาเป็นสัมมาทิฏฐิได้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E06 , ใต้ร่มโพธิบท S07E48, คลังพระสูตร S09E09 , S08E60 , #การมาของท้าวสหัมบดีพรหม , #“คาถา”เปลี่ยนแปลงโลก , #อธิบายพระสูตร - เรื่องของการตรัสรู้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 19, 202057 min

มหาโคปาลสูตร จูฬโคปาลสูตร และ อริยปัญญาขันธ์

พระพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้ฉลาดในการตัดกระแสแห่งมาร เปรียบเหมือนนายโคบาลที่ฉลาด พาวัวทั้งฝูงที่มีทั้งฉลาด แข็งแรงมากแข็งแรงน้อย ข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งโน้น นั่นคือนิพพาน โดยปลอดภัย ซึ่งแม้แต่โคตัวสุดท้ายที่ไม่เคยเห็นนายโคบาลก็ยังไปถึงความสวัสดี เพราะปฏิบัติตามโคที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็เช่นเดียวกัน เราในปัจจุบันแม้ไม่เห็นพระพุทธเจ้า แต่ถ้าปฏิบัติดีตามรุ่นพี่ ๆ ก็สามารถถึงฝั่งโดยปลอดภัยได้ จึงได้ยก "มหาโคปาลสูตร" เปรียบเทียบถึงคุณลักษณะของคนเลี้ยงโคกับภิกษุในธรรมวินัยนี้ ที่ไม่เป็นเหตุและเป็นเหตุให้ถึงความเจริญ, "จูฬโคปาลสูตร" ว่าด้วยโคบาลที่ฉลาดและไม่ฉลาด และ "อริยปัญญาขันธ์" ว่าด้วยการประมวลพรหมจรรย์ตลอดสายส่วนที่เป็นปัญญาขันธ์ (บางส่วนจาก ชาลิยสูตร และ สุภสูตร) ขึ้นมาประกอบกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาได้กว้างขวางเพิ่มขึ้น“…โลกนี้และโลกหน้าเราผู้รู้อยู่ ประกาศดีแล้ว เราเป็นผู้ตรัสรู้เอง ทราบชัดซึ่งสรรพโลก ทั้งที่เป็นโลกอันมารถึงได้ ทั้งที่เป็นโลกอันมารถึงไม่ได้ ด้วยความรู้ยิ่ง จึงได้เปิดอริยมรรค อันเป็นประตูแห่งอมตะ เพื่อให้ถึงนิพพาน อันเป็นแดนเกษม กระแสแห่งมารอันลามก เราตัดแล้ว กำจัดแล้ว ทำให้ปราศจากความฮึกเหิมขึ้นแล้ว ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้มากด้วยปราโมทย์ ปรารถนาถึงธรรมอันเป็นแดนเกษมเถิด” …จูฬโคปาลสูตร แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E18 , คลังพระสูตร S09E06 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 12, 20201h 1m

ฉันโนวาทสูตร และ สฬายตนวิภังคสูตร 6306-4s

ฉันโนวาทสูตร ปรารภท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะ ได้ให้โอวาทแก่พระฉันนะ ที่กำลังนอนเจ็บป่วยจนไม่สามารถอดทนต่อเวทนานั้นได้ เลยฆ่าตัวตาย ซึ่งท่านพระฉันนะก็ได้บรรลุพระอรหันต์ไม่ก่อนและหลังความตาย โดยท่านได้พิจารณาเห็นความดับไปในอายตนะทั้ง 6 เมื่อเห็นตามความเป็นจริงในความเป็นของไม่เที่ยงแล้ว ความกำหนัดจะคลายลงไป กายใจก็ไม่เร่าร้อนไปตามสิ่งนั้นได้ยก สฬายตนวิภังคสูตร ว่าด้วยการแจกแจงอายตนะ 6 ขึ้นมาประกอบเพิ่มเติม เพื่อขยายความเข้าใจให้กว้างขวางยิ่งขึ้นฉันโนวาทสูตร[๗๕๑] เมื่อท่านพระฉันนะกล่าวแล้วอย่างนี้ ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าว กะท่านพระฉันนะดังนี้ว่า ดูกรท่านฉันนะ เพราะฉะนั้นแล ท่านควรใส่ใจคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคนั้นไว้ตลอดกาลเนืองนิตย์แม้ดังนี้ว่า "บุคคลผู้อันตัณหาและทิฐิ อาศัยอยู่แล้ว ย่อมมีความหวั่นไหว สำหรับผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิอาศัย ย่อมไม่มี ความหวั่นไหว เมื่อไม่มีความหวั่นไหว ก็มีความสงบ เมื่อมีความสงบ ก็ไม่มี ตัณหาตัวน้อมไปสู่ภพ เมื่อไม่มีตัณหาตัวน้อมไปสู่ภพ ก็ไม่มีการมาเกิด ไปเกิด เมื่อไม่มีการมาเกิดไปเกิด ก็ไม่มีจุติและอุปบัติ เมื่อไม่มีจุติและอุปบัติ ก็ไม่มี โลกนี้ ไม่มีโลกหน้า ไม่มีระหว่างกลางทั้งสองโลก นี่แหละที่สุดแห่งทุกข์" ครั้น ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะ กล่าวสอนท่านพระฉันนะด้วยโอวาท นี้แล้ว จึงลุกจากอาสนะ หลีกไป ฯความเจ็บป่วยเป็นเทวทูต ทำให้เรามีสติขึ้นได้ อาการเจ็บป่วยมีอยู่เป็นธรรมดา แต่พอตั้งสติขึ้นแล้วเราอดทนได้ บางทีเราเผลอบ้าง มีความหงุดหงิดเกิดขึ้น ให้รีบละความหงุดหงิดละอกุศลธรรมนั้นเสีย แล้วตั้งสติเอาไว้ มันจะอดทนได้ ใจเราจะสบาย สติก็จะมีกำลังคนเราไม่เจอความทุกข์จะทำศรัทธาให้เกิดขึ้นไม่ได้ ไม่มีศรัทธาการทำจริงจะเกิดได้อย่างไร เมื่อเราเจอความทุกข์อยู่เฉพาะหน้า ให้มีความมั่นใจในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะทำจริงแน่วแน่จริงแก้ปัญหานั้นได้ ให้ตั้งสติขึ้นสฬายตนวิภังคสูตร[๖๑๘] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า พวกเธอพึงทราบอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ หมวดวิญญาณ ๖ หมวดผัสสะ ๖ ความนึกหน่วงของใจ ๑๘ ทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ ใน ๓๖ นั้น พวกเธอจงอาศัยทาง ดำเนินของสัตว์นี้ ละทางดำเนินของสัตว์นี้ และพึงทราบการตั้งสติ ๓ ประการ ที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ อันเราเรียกว่า สารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย นี้เป็นอุเทศแห่งสฬายตนวิภังค์ ฯ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Feb 5, 202056 min

พหุเวทนิยสูตร และ สมณมุณฑิกสูตร 6305-4s

จากทั้ง 2 พระสูตรนี้ สามารถใช้อ้างอิงเป็นกรณีศึกษาได้ โดยกล่าวถึงว่า หากเรามีความรู้ ความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ไม่แจ่มแจ้งหรือไม่ตรงกัน ซึ่งอาจจะเกิดจากความคลาดเคลื่อนในอรรถะหรือบทพยัญชนะก็ตาม จึงจำเป็นต้องกลับมาที่ตัวแม่บทก่อน โดยมี พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่ตั้ง มีความเคารพยำเกรง เห็นพ้องลงร่วมกันในธรรมะของพระพุทธเจ้าที่กล่าวไว้ดีแล้ว ค่อยทำการวิเคราะห์ไปตามบทพยัญชนะ พิจารณาตามเหตุตามปัจจัย จะทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีกันในหมู่คณะได้พหุเวทนิยสูตร ณ พระเชตวัน ปรารภเหตุช่างไม้ชื่อ ปัญจังคะ กับ พระอุทายี กล่าวไม่ตรงกันในข้อว่า พระพุทธองค์ตรัสในเรื่องของเวทนาไว้กี่อย่าง โดยพระอุทายีกล่าวว่ามี 3 อย่าง คือ สุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข.แต่ช่างไม้ฯ กล่าวว่ามี 2 อย่าง คือ สุข กับ ทุกข์ ส่วนไม่ทุกข์ไม่สุขนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในสุขอันประณีต ทั้งสองฝ่ายจึงไม่สามารถจะตกลงกันได้ เมื่อพระอานนท์ได้ฟังข้อสนทนาของทั้งสองฝ่าย จึงนำความไปกราบทูลฯ พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ได้ทรงแสดงในเรื่องของเวทนาไว้โดยปริยายหลายแง่หลายอย่าง มีอยู่ ผู้ที่ไม่ยินยอมรับรองคำที่กล่าวดี พูดดี ของกันและกันในธรรมะที่ทรงแสดงแล้วโดยปริยาย ก็หวังได้ว่าจะบาดหมาง ทะเลาะวิวาทกัน ทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปาก แต่ถ้าตรงกันข้าม ก็พร้อมเพรียง ไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำกับน้ำนมที่เข้ากันได้ มองกันและกันด้วยความรักใคร่เอ็นดู และได้ตรัสถึงความสุขที่เป็นขั้น ๆ 10 อย่างที่ประณีตขึ้นไปกว่ากันโดยลำดับ เริ่มตั้งแต่กามคุณ 5 ไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธสมณมุณฑิกสูตร ณ พระเชตวัน เช่นกัน ปรารภปริพพาชกชื่อ อุคคาหมานะ ผู้เป็นบุตรแห่งนางสมณะผู้โกนผม ได้สนทนากับช่างไม้ชื่อปัญจังคะ ในเรื่อง ตนได้บัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 4 อย่างว่าเป็นสมณะ สมบูรณ์ด้วยกุศล มีกุศลยอดเยี่ยม บรรลุความเป็นเลิศ ไม่มีใครรบชนะได้ คือ ไม่ทำกรรมชั่วทางกาย, ไม่ทำกรรมชั่วทางวาจา, ไม่ทำกรรมชั่วทางใจ และไม่ประกอบอาชีพชั่ว เมื่อช่างไม้ฯ ได้ฟังความนั้น ก็ได้นำมาเล่าถวายให้พระพุทธเจ้าให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ไม่ทรงรับรองถ้อยคำของปริพพาชกผู้นั้น และตรัสสอนในเรื่องของธรรมะ 10 ประการที่ทำให้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยกุศล เป็นต้นแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ # รักษาศาสนาด้วยการรักษา “มาติกา” Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 29, 202058 min

อนุรุทธสูตร 6304-4s

ความต่างกันของเจโตวิมุติ มาใน อนุรุทธสูตร (๑๒๗) ปรารภช่างไม้ชื่อ ปัญจกังคะได้อาราธนาให้ท่านไปฉันที่บ้านของตนแล้วถามปัญหาในเรื่อง เจโตวิมุติที่หาประมาณมิได้ และ เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ซึ่งพระอนุรุทธะได้ย้อนถามช่างไม้ว่า เข้าใจในเรื่องนี้อย่างไร ช่างไม้ตอบว่าเขาเข้าใจว่าธรรมะ 2 ประการนี้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้นพระอนุรุทธะจึงได้อธิบายให้เขาเข้าใจโดยถูกต้องว่า ความจริงธรรมะ 2 ประการนี้ ต่างกันทั้งความหมายและพยัญชนะ และในการสนทนาธรรมครั้งนี้ ท่านยังกล่าวถึงเหตุ 4 อย่าง ที่ทำให้เมื่อตายแล้วไปเกิดในหมู่เทวดาเพิ่มเติมให้ด้วยพระอภิยะ กัจจานะ ซึ่งรับนิมนต์ไปฉันด้วยกัน ก็ได้ซักถามต่อไปให้ลึกซึ้งขึ้นในเรื่อง คุณธรรมที่เป็นเหตุให้เทวดามีรัศมีต่างกัน พระอนุรุทธะได้ยืนยันว่าที่ท่านทราบโดยละเอียดอย่างนี้ ๆ เพราะท่านเคยอยู่ร่วม เคยเจรจาร่วม เคยสนทนาร่วมกับเทวดาเหล่านั้นมาแล้วอนุรุทธสูตร (๑๒๗)[๔๒๒] อ. ดูกรคฤหบดี ธรรม ๒ ข้อนี้ คือ เจโตวิมุติที่หาประมาณมิได้ และเจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะ ท่านพึงทราบประการที่ต่างกันนั้นโดยปริยายดังต่อไปนี้ ดูกรคฤหบดี ก็ เจโตวิมุติที่หาประมาณมิได้ เป็นไฉน ดูกรคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีใจสหรคตด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ แผ่ไปตลอดทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่อยู่ เช่นนั้นเหมือนกัน และแผ่ไปตลอดทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวางอยู่ ด้วยอาการเดียวกัน ชื่อว่ามีใจสหรคตด้วยเมตตาอย่างไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ มีอารมณ์หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลกอันมีสัตว์ทั้งปวงในที่ทุกสถาน โดยเป็นอัตภาพทั้งมวลอยู่ มีใจสหรคตด้วยกรุณา … มีใจสหรคตด้วยมุทิตา … มีใจสหรคตด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ แผ่ไปตลอดทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่อยู่ เช่นนั้นเหมือนกัน และแผ่ไปตลอดทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวางอยู่ ด้วยอาการเดียวกัน ชื่อว่ามีใจสหรคตด้วยอุเบกขาอย่างไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ มีอารมณ์หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลกอันมีสัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถาน โดยเป็นอัตภาพทั้งมวลอยู่ ดูกรคฤหบดี นี้เรียกว่า เจโตวิมุติที่หาประมาณมิได้ ฯ[๔๒๓] ดูกรคฤหบดี ก็ เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ เป็นไฉน ดูกร คฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เท่าที่น้อมใจแผ่ไปสู่โคนไม้แห่งหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะอยู่ นี้เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ และเท่าที่น้อมใจแผ่ไปสู่โคนไม้สองแห่งหรือสามแห่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้ก็เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ฯดูกรคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เท่าที่น้อมใจแผ่ไปสู่เขตบ้านแห่งหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ และเท่าที่น้อมใจแผ่ไปสู่เขตบ้านสองแห่งหรือสามแห่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้ก็เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ฯดูกรคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เท่าที่น้อมใจแผ่ไปสู่มหาอาณาจักรหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้ก็เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ และเท่าที่น้อมใจแผ่ไปสู่มหาอาณาจักรสองหรือสามมหาอาณาจักรว่า เป็นแดนมหัคคตะอยู่ นี้ก็เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ฯดูกรคฤหบดี อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เท่าที่น้อมใจแผ่ไปตลอดปฐพี มีสมุทรเป็นขอบเขตว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้ก็เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ฯดูกรคฤหบดี โดยปริยายนี้แล ท่านพึงทราบประการที่ธรรม ๒ ข้อนี้ต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะ ฯแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S01E12 , Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 22, 202053 min

มหาสุญญตสูตร 6303-4s

"มหาสุญญตสูตร" พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้ไว้ เนื่องจากการที่พระองค์เสด็จไปยังวิหารของเจ้ากาลเขมกะ ศากยะ ได้ทอดพระนตรเห็นมีเสนาสนะที่แต่งตั้งไว้มากด้วยกัน และทราบว่าที่นี่มีภิกษุอยู่มาก จึงปรารภเหตุนี้แสดงธรรมกับพระอานนท์ถึงการที่พระภิกษุไม่ควรไปคลุกคลีอยู่เป็นหมู่คณะใหญ่ ได้ตรัสไว้ถึง โทษของการคลุกคลี และ ในเรื่องของ สุญญตา การทำจิตให้ว่างจากความเกาะเกี่ยว รวมถึงการมีสัมปชัญญะ (สมฺปชาโน) คือ การรู้ตัวรอบคอบ ในอิริยาบถต่าง ๆ ที่จะทำให้จิตไม่ไหลไปตามอกุศลธรรมทั้งหลาย ทำให้เกิดฌานสมาธิ และทำให้ สุญญตสมาบัติภายใน เกิดขึ้นได้นอกจากนี้พระองค์ทรงยกในเรื่องของ กามคุณ 5, อุปาทานขันธ์ 5, อุปัททวะของอาจารย์ ศิษย์ และผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ฯ พร้อมทั้งวิธีพึงปฏิบัติต่อพระศาสดาด้วยความเป็นมิตร ขึ้นมาแสดงให้ได้ฟังเพิ่มเติมกันอีกด้วย[๓๔๖] ดูกรอานนท์ ก็วิหารธรรมอันตถาคตตรัสรู้ในที่นั้นๆ นี้แล คือ ตถาคตบรรลุสุญญตสมาบัติภายใน เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวงอยู่ดูกรอานนท์ ถ้าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์เข้าไปหาตถาคตผู้มีโชค อยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ในที่นั้น ๆ ตถาคตย่อมมีจิตน้อมไปในวิเวก โน้มไปในวิเวก โอนไปในวิเวก หลีกออกแล้ว ยินดียิ่งแล้วในเนกขัมมะ มีภายในปราศจากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง จะเป็นผู้ทำการเจรจาแต่ที่ชักชวนให้ออกเท่านั้น ในบริษัทนั้นๆ โดยแท้ดูกรอานนท์ เพราะฉะนั้นแล ภิกษุถ้าแม้หวังว่า จะบรรลุสุญญตสมาบัติภายในอยู่ เธอพึงดำรงจิตภายใน ให้จิตภายในสงบ ทำจิตภายในให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งจิตภายในให้มั่นเถิด ฯ…มหาสุญญตสูตรแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่: #จงเป็นผู้เรียกร้องพระศาสดาด้วยความเป็นมิตร , #สมฺปชาโน:การรู้ตัวรอบคอบ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 15, 20201h 7m

จูฬสุญญตสูตร และอนุปทสูตร 6302-4s

"จูฬสุญญตสูตร" ว่าด้วยสุญญตา สุญญตวิหารธรรม ธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ของพระพุทธเจ้า คือ การทำในใจให้ถึงความว่าง (อากาสานัญจายตนะ) ซึ่งเป็นเรื่องของสมาธิที่ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับขั้น ตั้งแต่รูปฌานไปจนถึงอรูปฌาน และ "อนุปทสูตร" ว่าด้วยธรรมตามลำดับบท อะไรเกิดอะไรดับไป อะไรดับไปอะไรเกิดขึ้น เห็นความมี เห็นความไม่มี เห็นความไม่ยินดี เห็นความไม่ยินร้าย เป็นไปตามลำดับขั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 8, 20201h 0m

เวรัญชกสูตร 6301-4s

"เวรัญชกสูตร" ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้เข้าถึงสุคติ เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี ปรารภพวกพราหมณ์และคฤหบดี ชาวเมืองเวรัญชา ที่ได้มาเข้าเฝ้าฯ ทูลถามคำถามที่ว่า "อะไรเป็นเหตุปัจจัยที่นำไปสุคติและทุคติ" พระพุทธเจ้าจึงได้แสดงธรรมเทศนาในเรื่องของธรรมะที่ถ้าไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติโดยเรียบร้อย ก็จะทำให้ไปนรก ไปทุคติ และธรรมะที่เมื่อประพฤติปฏิบัติโดยเรียบร้อย ก็จะทำให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ซึ่งแยกแยะแบ่งออกได้ 2 หมวด คือ อกุศลกรรมบถ 10 และ กุศลกรรมบถ 10 และในอีก 3 ส่วน ที่เป็นเรื่องของความประพฤติทางกาย วาจา และใจ ทั้งนี้พระพุทธองค์ยังได้กล่าวรับรองถึง ผลแห่งความประพฤติเรียบร้อย ในรายละเอียดไว้ด้วยว่าเป็นเช่นไร “ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือ ประพฤติธรรมพึงหวังว่า ขอเราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะเพราะรู้ยิ่งเองแล้ว เข้าถึงอยู่ในชาตินี้เถิด ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ บุคคลนั้นพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะ เพราะรู้ยิ่งเองแล้ว เข้าถึงอยู่ในชาตินี้ นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือ เป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ.”… เวรัญชกสูตรแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่: #สาเลยยกสูตร , #กุศลธรรม 10 อย่างพาไปสู่วิมุติ , #เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ด้วยการประพฤติธรรม , #สากัจฉาธรรม-อย่าไปตกนรก โดยไม่จำเป็น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Jan 1, 202053 min

กูฏทันตสูตร | ที่สุดแห่งยัญ 6252-4s

เท้าความจากเอพิโสดที่แล้ว ในเรื่องของการฆ่าสัตว์เพื่อนำมามาบูชายัญนั้นไม่ประโยชน์ กลับแต่จะเป็นการสร้างบาปเพิ่มขึ้น จึงได้กล่าวถึงยัญญสัมปทา 3 บริวาร 16 และในเอพิโสดนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบกูฏทันตพราหมณ์ถึงเรื่องการบูชายัญอย่างอื่นที่ไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนชีวิต ที่ใช้ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า และมีผลมีอานิสงส์มากกว่า นั่นคือ การให้ทานแก่ผู้มีศีลอยู่เป็นนิตย์, การสร้างวิหารสำหรับสงฆ์, การถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ, ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาทานตั้งอยู่ใน 3 ขั้น (จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล), ออกบวชตามโอกาส และการบำเพ็ญสมาธิภาวนาวิปัสสนาญาณ (วิชชา 8 )เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้ว กูฏทันตพราหมณ์เกิดความเสื่อมใส แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่กูฏทันตพราหมณ์ และเมื่อทรงทราบความที่พราหมณ์นั้นมีจิตอันควร อ่อนเหมาะ ปราศจากนิวรณ์แล้ว จึงยกอริยสัจจ 4 ขึ้นแสดงต่อ พอจบพระธรรมเทศนา กูฏทันตพราหมณ์ได้บรรลุโสดาปัตติผล ดูกรพราหมณ์ พระอรหันต์ก็ดี ท่านที่บรรลุอรหัตมัคก็ดี ย่อมไม่เข้าไปสู่ยัญเช่นนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะในยัญนั้นปรากฏว่า มีการประหารด้วยท่อนไม้บ้าง จับไสคอกันบ้าง ฉะนั้น พระอรหันต์ก็ดี ท่านที่บรรลุอรหัตมัคก็ดี ย่อมไม่เข้าไปสู่ยัญเช่นนั้น ดูกรพราหมณ์ ส่วนนิตยทานอันเป็นอนุกูลยัญอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลถวายเจาะจงพวกบรรพชิตผู้มีศีล พระอรหันต์ก็ดี ท่านที่บรรลุอรหัตมัคก็ดี ย่อมเข้าไปสู่ยัญเช่นนั้นโดยแท้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะในยัญนั้น ไม่ปรากฏว่ามีการประหารด้วยท่อนไม้ การจับไสคอกันเลย ฉะนั้น พระอรหันต์ ก็ดี ท่านที่บรรลุอรหัตมัคก็ดี ย่อมเข้าไปสู่ยัญเช่นนั้น ดูกรพราหมณ์ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้นิตยทานอันเป็นอนุกูลยัญนั้น ซึ่งใช้ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า และมีผล มากกว่า มีอานิสงส์มากกว่า กว่ายัญสมบัติทั้ง ๓ ประการ ซึ่งมีบริวาร ๑๖ นี้…กูฏทันตสูตรแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร E09S10 , ใต้ร่มโพธิบท E07S53 , E07S05 , เข้าใจทำ (ธรรม) E08S01 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 25, 201958 min

กูฏทันตสูตร | ยัญญสัมปทา 3 บริวาร 16 6251-4s

"กูฏทันตสูตร" ปรารภกูฎทันตพราหมณ์ประสงค์จะบูชามหายัญ ที่ต้องทำการฆ่าสัตว์เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อได้ทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ณ สวนอัมพลัฏฐิกา ใกล้ที่พักของตน จึงได้ไปเข้าเฝ้าฯ พร้อมคณะพราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านขานุมัตต์หมู่ใหญ่ เพื่อทูลถามในเรื่องของยัญสมบัติ 3 ประการ ซึ่งมีบริวาร 16พระพุทธเจ้าได้ยกเรื่องการบูชามหายัญของพระเจ้ามหาวิชิตราชที่เป็นไปตามธรรม เพื่อจะเป็นประโยชน์และความสุขแก่พระองค์ไปตลอดกาลนาน ซึ่งมีพราหมณ์ปุโรหิตผู้มากด้วยปัญญา (นั่นคือ พระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ) เป็นผู้คอยชี้แจงแนะนำวิธีการบูชามหายัญ โดยแสดงถึง ชนผู้เห็นชอบตามพระราชดำริ 4 จำพวก, พระเจ้ามหาวิชิตราชทรงประกอบด้วยองค์ 8 ประการ, พราหมณ์ปุโรหิตประกอบด้วยองค์ 4 ประการ รวมเรียก "ยัญญสัมปทา 3 อย่าง มีบริวาร 16"หลังจากได้ฟังจบแล้ว เหล่าพราหมณ์ทั้งหลายก็ส่งเสียงอื้ออึงว่า โอ ยัญ โอ ยัญสมบัติ มีเพียงกูฏทันตพราหมณ์ที่นั่งนิ่งอยู่ เพราะเกิดความสงสัยขึ้นว่า ยังมียัญอย่างอื่นอีกหรือไม่หนอ ที่ใช้ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า และมีผลมีอานิสงส์มากกว่ายัญที่ได้กล่าวมาข้างต้น มารับฟังตอนจบของพระสูตรได้ในเอพิโสดต่อไปแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่: #อัคคิสูตรที่ 2 ว่าด้วยเรื่องไฟ 7 กอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 18, 201957 min

เสขปฏิปทาสูตร 6250-4s

ในบทสวด อิ ติ ปิโสฯ ที่เราสวดกันจนคุ้นเคย มีบทที่ว่า วิชชาจรณสัมปันโน แปลว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ อันเป็นผู้ทรงความรู้และปฏิบัติตามความรู้นั้นด้วย ในเอพิโสดนี้จึงได้ยกพระสูตรขึ้นมาอธิบายกันในเรื่องของ วิชชา 3 และ จรณะ 15 ให้ได้ฟังกัน"เสขปฏิปทาสูตร"ว่าด้วยผู้มีเสขปฏิปทา ปรารภเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าให้ทรงบริโภคสัณฐาคารใหม่ เพื่อเป็นปฐมฤกษ์ที่สัณฐาคารนั้นเพิ่งสร้างเสร็จ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่พวกเจ้าศากยะฯ ซึ่งในวาระนั้นพระพุทธองค์จึงทรงให้พระอานนท์แสดงธรรมแทนอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ชื่อว่าเป็นผู้มีเสขปฏิปทา เพราะถึงพร้อมด้วยคุณธรรมเหล่านี้คือ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล, เป็นคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย, เป็นรู้ประมาณในโภชนะ, เป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่น, เป็นผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม 7, เป็นผู้ได้ฌาน 4 อันเป็นธรรมอาศัยซึ่งจิตอันยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ตามความปรารถนา เป็นผู้ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เปรียบเหมือนลูกไก่เจาะเปลือกไข่ออกแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S01E21 ,เข้าใจทำ (ธรรม) S08E05 , S08E01 , ใต้ร่มโพธิบท S07E44 , S07E40 ,ตามใจท่าน S10E02 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 11, 201954 min

มหาตัณหาสังขยสูตร และ จูฬตัณหาสังขยสูตร 6249-4s

ในเอพิโสดนี้ ได้นำ 2 พระสูตร ว่าด้วยเรื่องความสิ้นตัณหา มาให้ได้รับฟังกัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน มหาตัณหาสังขยสูตร (สูตรใหญ่) ปรารภทิฏฐิของสาติภิกษุบุตรชาวประมง ที่กล่าวตู่พระพุทธองค์ มีความเห็นผิดไปว่า 'เรารู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้ นั่นแลมิใช่อื่น ท่องเที่ยวไป แล่นไป' และ จูฬตัณหาสังขยสูตร (สูตรเล็ก) ปรารภท้าวสักกะที่มาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลถามถึง ข้อปฏิบัติอย่างไร ที่จะทำให้สิ้นตัณหา ที่จะทำให้หลุดพ้นได้…รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ไม่ยินดีในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ไม่ขัดเคือง ในธรรมารมณ์ที่น่าชัง ย่อมเป็นผู้มีสติในกายตั้งมั่น และมีจิตหาประมาณมิได้อยู่ ทราบชัดถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งบาปอกุศลธรรม ตามความเป็นจริง เธอละความยินดียินร้ายอย่างนี้แล้ว เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ก็ไม่เพลิดเพลิน ไม่บ่นถึง ไม่ ติดใจเวทนานั้นเมื่อภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลิน ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจเวทนานั้นอยู่ ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายจึงดับไป เพราะความเพลิดเพลินดับ อุปาทาน จึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสของภิกษุนั้นจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้อย่างนี้ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทรงจำตัณหาสังขยวิมุตติ โดยย่อของเรานี้ อนึ่ง เธอทั้งหลายจงทรงจำสาติภิกษุบุตรชาวประมงว่า เป็นผู้ติดอยู่ในข่ายคือ ตัณหาและกองแห่งตัณหาใหญ่”…มหาตัณหาสังขยสูตรที่ ๘แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) E07S65 , E07S59 , ใต้ร่มโพธิบท E07S59#จิต&ปฏิจจสมุปบาท - ตอนที่ 2 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Dec 4, 20191h 2m

มหาสติปัฏฐานสูตร (สูตรใหญ่) 6248-4s

"มหาสติปัฏฐานสูตร" (สูตรใหญ่) เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่าด้วยเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน (ฐานที่ตั้งแห่งสติ) โดยสามารถแบ่งเนื้อหาออกได้เป็น 3 ส่วน คือ ภาคอุทเทส เป็นการนำเสนอภาพรวมของมหาสติปัฏฐาน 4 , ภาคนิเทศ มีเนื้อหาจำแนกแจกแจงอธิบายรายละเอียดถึงวิธีการนำสติปัฏฐาน 4 ไปปฏิบัติทั้งในส่วนของฐานกาย เวทนา จิต และธรรม และ ภาคอานิสงส์ เป็นบทสรุปที่ยืนยันถึงผลแห่งการปฏิบัติตามสติปัฏฐาน 4 ที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม และเพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพานเป็นเรื่องที่เมื่อได้ฟังแล้ว พิจารณาใคร่ครวญจดจ่อลงไป จะเห็นว่าแม้แต่ในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม เช่น นิวรณ์เครื่องกางกั้น เครื่องร้อยรัดคือสังโยชน์ หรือแม้แต่ตัณหา ท่านได้กำหนดบทพยัญชนะไว้อย่างรัดกุมมาก ที่เมื่อเราฟังไปจนถึงจุดนั้น ๆ ให้เพ่งดูดี ๆ ว่าตรงไหนมันเกิด ตรงไหนมันดับ รู้เหตุเกิดแล้วจะให้ดับได้อย่างไร ตั้งใจฟังให้ดีแล้ว นี้จะเป็นประโยชน์ได้อย่างมากทีเดียว[๔๐๕] ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน ทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ เราอาศัยทางเดียวนี้แล้ว จึงกล่าวคำดังพรรณนามาฉะนี้”…มหาสติปัฏฐานสูตรที่ ๙แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) E07S49 , คลังพระสูตร E08S16 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 27, 201957 min

สุภสูตร ทรงโปรดสุภมาณพ 6247-4s

สืบเนื่องจากเอพิโสดที่แล้วได้นำเสนอ "สุภสูตร" ที่ว่าด้วยเรื่องของอริยขันธ์ 3 ซึ่งปรารภเรื่องของสุภมานพบุตรของโตเทยยพราหมณ์ แห่งเมืองสาววัตถี ซึ่งสุภมานพนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมโปรดในหลายวาระ จึงจะได้นำเสนอเรื่องราวเพิ่มเติมในส่วนของพระสูตรไว้ในช่วงคลังพระสูตรนี้ และในส่วนของอรรถกถาสุภสูตรไว้ในช่วงนิทานพรรณนาในเอพิโสดนี้เป็นเหตุการณ์ที่มาในมัชฌิมนิกาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมโปรดสุภมานพ ที่ได้มาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลถามปัญหาที่ว่า คฤหัสถ์เท่านั้นเป็นผู้ยินดีกุศลธรรมเครื่องนำออกไปจากทุกข์ บรรพชิตไม่เป็น ผู้ยินดีกุศลธรรมเครื่องนำออกไปจากทุกข์ ในเรื่องนี้ ท่านพระโคดมตรัสว่าอย่างไร? พระพุทธองค์ทรงแสดงแยกแยะแจกแจงให้เห็นถึงความเป็นผู้ยินดีกุศลธรรมเครื่องนำออกไปจากทุกข์ เพราะเหตุแห่งอธิกรณ์คือการปฏิบัติชอบ ในเรื่องของ ฐานะการงานของคฤหัสถ์และบรรพชิต, บัญญัติธรรม 5 ประการ (ที่พวกพราหมณ์บัญญัติเปรียบเทียบกับคำสอนในธรรมวินัยนี้) และทางเพื่อความเป็นสหายของพรหม และในที่นี้เรายังจะได้เห็นถึงพุทธลีลาในบอกสอนของพระพุทธองค์อีกด้วย[๗๒๘] ดูกรมาณพ ธรรม ๕ ประการนี้ ที่พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติเพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศล เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน. ดูกรมาณพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้พูดจริง เธอรู้สึกว่า เราเป็นผู้พูดจริง ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์ประกอบด้วยธรรม ความปราโมทย์อันประกอบด้วยกุศลนี้ เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน. ดูกรมาณพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเพียร … ประพฤติพรหมจรรย์ … มากด้วยการสาธยาย … มากด้วยการบริจาค เธอรู้สึกว่า เราเป็นผู้มากด้วยการบริจาคย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม ความปราโมทย์อันประกอบด้วยกุศลนี้ เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน. ธรรม ๕ ประการ นี้ที่พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติเพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศลนี้ เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิตเพื่ออบรม จิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน.แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E05 , S09E01 , #พรหมวิหาร 4 ธรรมที่เมื่อเข้าใจถูก จะไม่ไร้เดียงสา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 20, 201956 min

สุภสูตร อริยขันธ์ 3 6246-4s

"สุภสูตร" ว่าด้วยเรื่องอริยขันธ์ 3 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ปรารภสุภมาณพโตเทยยบุตรได้ให้คนไปนิมนต์พระอานนท์ให้สงเคราะห์ไปเยี่ยมตนถึงที่อยู่ และขอโอกาสถามปัญหาว่า 'ในฐานะที่พระอานนท์ เป็นอุปัฏฐากใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามานาน พระพุทธองค์ได้ตรัสสรรเสริญคุณแห่งธรรมเหล่าใด และทรงยังชักชวนประชุมชนนี้ ให้สมาทาน ตั้งอยู่ ดำรงอยู่ในธรรมเหล่าใด'พระอานนท์ตอบว่า พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญและชักชวนประชุมชนให้ตั้งอยู่ในกองศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นอริยะ และได้อธิบายถึงอริยศีลขันธ์ อริยสมาธิขันธ์ และอริยปัญญาขันธ์โดยรายละเอียดไปตามลำดับ เมื่อแสดงธรรมจบ สุภมาณพโตเทยยบุตร ได้สรรเสริญและแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต.เปรียบเหมือนสระน้ำใสสะอาดไม่ขุ่นมัวบนยอดภูเขา คนตาดียืนที่ขอบสระนั้น เห็นหอยโข่งและหอยกาบ ก้อนกรวดและก้อนหินหรือฝูงปลากำลังแหวกว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระนั้น ก็คิดอย่างนี้ว่า ‘สระน้ำนี้ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอย กาบ ก้อนกรวดและก้อนหิน และฝูงปลาเหล่านี้กำลังแหวกว่ายอยู่ก็มี หยุดอยู่ก็มีในสระนั้น’ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ฉันนั้น ข้อนี้จัดเป็นปัญญาอย่างหนึ่งของภิกษุ…สุภสูตร ว่าด้วยเรื่องอริยขันธ์ 3 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 13, 20191h 11m

อุโปสถสูตร และ อิธโลกสูตร 6245-4s

ยก 2 พระสูตร ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนนางวิสาขาไว้ใน อุโปสถสูตร ว่าด้วยเรื่องของอริยอุโบสถ จะรักษาศีล 8 อย่างไรให้ถูกต้องและได้ผลมาก และ อิธโลกสูตร ว่าด้วยธรรมะข้อปฏิบัติของหญิงผู้ออกเรือนที่ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกหน้า ซึ่งได้เคยกล่าวไว้กับพระอนุรุทธ ปรารภเทวดาเหล่ามนาปกายิกา นอกจากจะตรัสสอนโดยตรงแก่นางวิสาขาแล้ว ยังได้ตรัสสอนนางนกุลมาตา ในเนื้อความเดียวกันอีกด้วย (อ้างอิงใน วิสาขสูตร | นกุลมาตาสูตร )อุโปสถสูตร"บุคคลไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงลักทรัพย์ ไม่พึงพูดเท็จ ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึงงดเว้นเมถุน อันเป็นความประพฤติไม่ประเสริฐ ไม่พึงบริโภคโภชนะในเวลาวิกาลในกลางคืน ไม่พึงทัดทรงดอกไม้ ไม่พึงลูบไล้ของหอม และพึงนอนบนเตียง บนพื้น หรือบนที่ซึ่งเขาปูลาด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แลว่า อันพระพุทธเจ้าผู้ถึงที่สุดทุกข์ทรงประกาศไว้ พระจันทร์ พระอาทิตย์ ทั้งสองที่น่าดู ส่องแสง โคจรไปทั่วสถานที่ประมาณเท่าใด และพระจันทร์ พระอาทิตย์นั้น กำจัดความมืดไปในอากาศ ทำให้ทิศรุ่งโรจน์ ส่องแสงอยู่ในนภากาศ ทั่วสถานที่มีประมาณเท่าใด ทรัพย์ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ ทองสิงคี และทองคำ ตลอดถึงทองชนิดที่เรียกว่า หฏกะ เท่าที่มีอยู่ในสถานที่ประมาณเท่านั้น ยังไม่ถึงแม้ซึ่งเสี้ยวที่ ๑๖ ของอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ และทั้งหมด ยังไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของแสงจันทร์และหมู่ดาว เพราะฉะนั้นแหละ สตรีบุรุษผู้มีศีล เข้าจำอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ทำบุญซึ่งมีสุขเป็นกำไร เป็นผู้ไม่ถูกนินทา ย่อมเข้าถึงสัคคสถาน ฯ" อิธโลกสูตรที่ ๑"มาตุคามผู้จัดการงานดี สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีดี ประพฤติเป็นที่พอใจของสามี รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ มาตุคามนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาและศีล ปราศจากความตระหนี่ รู้ความประสงค์ ชำระทางสัมปรายิกัตถประโยชน์อยู่เป็นนิตย์ นารีใดมีธรรม ๘ ประการนี้ ดังกล่าว มานี้ ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวสรรเสริญนารีแม้นั้นว่า เป็นผู้มี ศีล ตั้งอยู่ในธรรม พูดคำสัตย์ อุบาสิกาผู้มีศีลเช่นนั้น ถึงพร้อมด้วยอาการ ๑๖ อย่าง ประกอบด้วยองคคุณ ๘ ประการ ย่อมเข้าถึงเทวโลกประเภทมนาปกายิกา ฯ"แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณรา S02E03 , ขุดเพชรในพระไตรปิฏก E02S06 , ธรรมะของหญิงผู้ออกเรือน , อริยะอุโบสถ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Nov 6, 20191h 0m

จูฬทุกขักขันธสูตรและสูตรอื่น 6244-4s

ในเอพิโสดนี้ ได้ยกเรื่องราวของเหล่าอุบาสกผู้เลิศมาให้รับฟังถึง 4 พระสูตรด้วยกัน โดยมีเนื้อหาประเด็นที่น่าสนใจ สามารถศึกษาทำความเข้าใจตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงมีการพิจารณาธรรมในเรื่องเหล่านี้ไว้อย่างไรจูฬทุกขักขันธสูตร ว่าด้วยกองทุกข์ | ณ นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธเจ้าตรัสแสดงธรรมแก่เจ้ามหานามศากยะ ผู้ทูลถามถึงว่า ธรรมชื่ออะไรที่ยังทรงละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน เป็นเหตุให้ โลภะ โทสะ โมหะ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ยังครอบงำจิตไว้ได้เป็นครั้งคราว[๒๑๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหานาม ธรรมนั้นนั่นแล ท่านยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้ โลภธรรมก็ดี โทสธรรมก็ดี โมหธรรมก็ดี ยังครอบงำจิตของท่านไว้ได้เป็นครั้งคราว ดูกรมหานาม ก็ธรรมนั้นจักเป็นอันท่านละได้เด็ดขาดในภายในแล้ว ท่านก็ไม่พึงอยู่ครองเรือน ไม่พึงบริโภคกาม แต่เพราะท่านละธรรมเช่นนั้นยังไม่ได้เด็ดขาดในภายใน ฉะนั้น ท่านจึงยังอยู่ครองเรือน ยังบริโภคกาม.[๒๑๑] ดูกรมหานาม ถ้าแม้ว่า อริยสาวกเล็งเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามเป็นจริงว่า กามให้ความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนี้ยิ่ง ดังนี้ แต่อริยสาวกนั้นเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม ยังไม่บรรลุปีติและสุข หรือกุศลธรรมอื่นที่สงบกว่านั้น เธอจะยังเป็นผู้ไม่เวียนมาในกามไม่ได้ก่อน แต่เมื่อใด อริยสาวกได้เล็งเห็นด้วยปัญญาโดยชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า กามให้ความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนี้ยิ่ง ดังนี้ และเธอก็เว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม บรรลุปีติและสุข หรือกุศลธรรมอื่นที่สงบกว่านั้น เมื่อนั้น เธอย่อมเป็นผู้ไม่เวียนมาในกามเป็นแท้.มนาปทายีสูตร ว่าด้วยผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ | อุคคคฤหบดีถวายของที่ตนพอใจแด่พระพุทธเจ้า ด้วยทราบว่าผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ พระพุทธองค์ทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับของที่อุคคฤหบดีถวายทุกครั้ง เมื่ออุคคคฤหบดีตายไปก็เข้าถึงหมู่เทพชื่อมโนมยะ"ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ใดย่อมให้เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำ และปัจจัยมีประการต่างๆ ด้วยความพอใจ ในท่านผู้ประพฤติตรง สิ่งของที่ให้ไปแล้วนั้นย่อมเป็นของที่บริจาคแล้ว สละแล้ว ไม่คิดเอาคืน ผู้นั้นเป็นสัปบุรุษทราบชัดว่า พระอรหันต์เปรียบด้วยนาบุญ บริจาคสิ่งที่บริจาคได้ยากแล้ว ชื่อว่าให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้ ฯชีวกสูตร ว่าด้วยหมอชีวกโกมารภัจจ์ | ณ ป่ามะม่วงของหมอชีวก หมอชีวกได้เข้าเฝ้าฯ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ที่เขาพูดกันว่าพระสมณโคดมทรงทราบอยู่ก็เสวยเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าเจาะจงถวายนั้นเป็นความจริงเพียงไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบถึง เนื้อที่ไม่ควรบริโภคและควรบริโภค ยังได้อธิบายต่อไปอีกในเรื่องของการแผ่กรุณา มุทิตา ไปจนถึงอุเบกขา และการทำบุญได้บาปด้วยเหตุ 5 ประการ"ดูกรชีวก ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตนอาศัยตนทำ ดังนี้ ชนเหล่านั้นจะชื่อว่ากล่าวตรงกับที่เรากล่าวหามิได้ ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริงดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า ไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ นี้แลดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็นเนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล"อาฬวกสูตร ว่าด้วยปัญหาของอาฬวกยักษ์ | พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ ที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ ใกล้เมืองอาฬวี ทรงตรัสตอบปัญหาของอาฬวกยักษ์ ได้ช่วยให้เปลี่ยนจากยักษ์ที่มีมิจฉาทิฏฐิกลับมามีสัมมาทิฏฐิ และถึงความนอบน้อมต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระธรรมด้วยความที่เป็นธรรมอันดี"บุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์ เพื่อบรรลุนิพพาน ฟังอยู่ด้วยดีย่อมได้ปัญญา เป็นผู้ไม่ประมาท มีวิจาร คนทำเหมาะเจาะ ไม่ทอดธุระ เป็นผู้หมั่น ย่อมหาทรัพย์ได้ คนย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้ บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธา มีธรรม ๔ ประการนี้คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก เชิญท่านถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่นดูซิว่าในโลกนี้มีอะไรยิ่งไปกว่าสัจจะ ทมะ จาคะ และขันติ ฯ"แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E39 , ใต้ร่มโพธิบท S07E69 , คลังพระสูตร S08E15 , นิทานพรรณนา S02E02 , ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S02E05 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 30, 20191h 2m

หัตถกสูตรและสูตรอื่น 6243-4s

ได้นำ 5 เรื่องราวของอุบาสกผู้ประกอบด้วยคุณธรรมอันเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงคุณงามความดี เพื่อให้ได้ใคร่ครวญพิจารณาตามไป ตกผลึกทางความคิดออกมาเป็นสัมมาทิฏฐิได้ จึงยกพระสูตรเหล่านี้ขึ้นมาให้ได้รับฟังกัน อุคคสูตรที่ 1 ปรารภเรื่องราวของ "อุคคคฤหบดี ชาวเมืองเวสาลี" ผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา 8 ประการ และยังได้รับการยกย่องในตำแหน่งเอตทัคคะในฝ่ายผู้ให้ของเจริญจิตอุคคสูตรที่ 2* ปรารภเรื่องราวของ "อุคคตคฤหบดี ชาวบ้านหัตถิคาม" ผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา 8 ประการ และยังได้รับการยกย่องในตำแหน่งเอตทัคคะในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ทั้งอุบาสกทั้งสองคนนี้ประกอบด้วยคุณธรรมที่ใกล้เคียงคล้าย ๆ กัน โดยมีจิตประกอบด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในครั้งแรกที่เห็นพระพุทธเจ้า และมีอยู่อย่างสม่ำเสมอ เป็นผู้เคารพในพระธรรม ไม่ยินดีในการครองเรือน สามารถมีจาคะ สละทรัพย์ในสิ่งที่ควรสละได้ และที่สำคัญแสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อมต่อเพศบรรพชิตด้วยความเคารพ ด้วยมีจิตเสมอกันธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา 8 ประการ ประกอบด้วย1) เมื่อได้เห็นพระพุทธเจ้าเพียงครั้งแรกก็เกิดความเลื่อมใสในทันที2) เมื่อเกิดความเลื่อมใสแล้ว เข้าไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เกิดปัญญาเห็นตามความจริงนั้น3) .เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านมีภรรยา 4 คน ได้บอกกับภรรยาทั้งหลายว่า ใครจะไปอยู่กับใครก็ได้ ภรรยาคนที่หนึ่งกล่าวขอให้มอบตนกับชายอื่น ก็ไม่เกิดความเสียใจเลย 4) ท่านมีทรัพย์ มีโภคทรัพย์ ทรัพย์นั้น ท่านก็แจกจ่ายไปทั่วกับผู้มีศีล 5) เมื่อเข้าไปหาภิษุรูปใด ก็ไปหาด้วยความเคารพ | *หากภิกษุรูปใดแสดงธรรม ท่านก็ฟังโดยเคารพ และถ้าภิกษุนั้นไม่แสดงธรรม ตัวท่านเองก็แสดงธรรมโดยเคารพให้ภิกษุนั้นฟังอีกเช่นกัน6) หากภิกษุรูปใดแสดงธรรม ท่านก็ฟังโดยเคารพ และถ้าภิกษุนั้นไม่แสดงธรรม ตัวท่านเองก็แสดงธรรมโดยเคารพให้ภิกษุนั้นฟังอีกเช่นกัน | *เทวดาทั้งหลายเข้ามาหาแล้วกล่าวกับท่านว่า ภิกษุรูปนี้ บรรลุธรรมแล้ว มีคุณธรรม แต่ภิกษุรูปนี้ทุศีล ไม่ดี ท่านก็ไม่มีจิตที่คิดเลยว่า จะถวายทาน กับภิกษุรูปนี้น้อย รูปนี้มาก ที่แท้ก็มีจิตเสมอกันหมด7) ท่านไม่เกิดโลภะ หรือมีความฟูใจที่เมื่อมีเทวดามาสนทนากับท่านเลย8) ท่านรู้ว่าท่านดับกิเลสที่เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แล้ว ถึงความเป็นพระอนาคามีหัตถกสูตร, หัตถกสูตรที่ ๑ และ หัตถกสูตรที่ ๒ พระพุทธเจ้าตรัสปรารภให้จดจำ "หัตถกอุบาสก" ชาวเมืองอาฬวี ไว้ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่อัศจรรย์อันไม่เคยมีมา 7 ประการและ 8 ประการ ดังนี้ คือ คือเป็นผู้มีศรัทธา, มีศีล, มีหิริ, มีโอตตัปปะ, เป็นพหูสูต, มีจาคะ และมีปัญญา และมีเพิ่มเติมในข้อ 8 ในความที่เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย และนอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องในตำแหน่งเอตทัคคะในฝ่ายผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ 4 (ทาน, ปิยวาจา, อัตถจริยา และสมานัตตตา)"ดูกรกุมาร คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น ถูกความเร่าร้อนอันเกิดแต่โทสะ ฯลฯ เกิดแต่โมหะใดแผดเผาอยู่ จึงอยู่เป็นทุกข์ โทสะ โมหะนั้น ตถาคตละได้เด็ดขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น เราจึงอยู่เป็นสุข ฯ พราหมณ์ผู้ดับกิเลสได้แล้ว อยู่สบายทุกเมื่อแล ผู้ใดไม่ติดอยู่ในกาม ผู้นั้นเป็นผู้เยือกเย็นหมดอุปธิ ตัดธรรมชาติเครื่องมาข้องเสียทุกอย่าง ปราบปรามความกระวนกระวายในหทัยได้ เข้าไปสงบแล้ว ถึงความสงบใจอยู่สบาย ฯ"…หัตถกสูตรมหานามสูตร เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะได้ตรัสถามปัญหากับพระพุทธเจ้าถึงเหตุที่ทำให้บุคคลถึงความเป็นอุบาสกผู้มีศีล, เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นฯ และเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่นฯ"ดูกรมหานาม เมื่อใดแล อุบาสกเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ๑ ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล และชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศีล ๑ ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ และ ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยจาคะ ๑ ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อเห็นภิกษุ และชักชวนผู้อื่นในการเห็นภิกษุ ๑ ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อฟังสัทธรรม และชักชวนผู้อื่นในการฟังสัทธรรม ๑ ตนเองเป็นผู้ทรงจำธรรมที่ตนฟังแล้ว และชักชวนผู้อื่นเพื่อการ ทรงจำธรรม ๑ ตนเองเป็นผู้พิจารณาอรรถแห่งธรรมที่ตนฟังแล้ว และชักชวนผู้อื่นในการพิจารณาอรรถแห่งธรรม ๑ ตนเองรู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแล้วปฏิบัติ ธรรมสมควรแก่ธรรม และชักชวนผู้อื่นในการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ"…มหานามสูตรโคธาสูตร เจ้าศากยะพระนามว่า โคธา และ มหานามะ ได้สนทนาถกเถียงกันในเรื่องปัญหาเกี่ยวกับความที่บุคคลผู้เป็นพระโสดาบันจะประกอบด้วยคุณธรรม 3 ข้อ หรือ 4 ข้อ จึงได้นำความนั้นมาตรัสถามกับพระพุทธเจ้า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความบังเกิดแห่งเหตุเฉพาะบางประการ พึงบังเกิด ขึ้นได้ในธรรมวินัยนี้ คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นพระผู้มีพระภาค (ตรัส) และฝ่ายหนึ่งเป็นภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ อุบาสกทั้งหลาย และอุบาสิกาทั้งหลาย โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ (กล่าว) ฝ่ายใด พระผู้มีพระภาคตรัส หม่อมฉันพึงเป็นฝ่ายนั้น ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นผู้เลื่อมใสอย่างนี้."…โคธาสูตรแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S02E04 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 23, 201959 min

ธรรมะ 5 ประการที่ไม่ได้มาด้วยการอ้อนวอน 6242-4s

เรื่องราวใน 3 พระสูตรที่ยกขึ้นมานี้ เมื่อนำมาประกอบกันแล้ว จะให้เห็นถึงเหตุปัจจัยที่เมื่อเราทำ เราสร้างแล้ว สามารถที่จะทำให้คนเราไปในที่ ๆ แตกต่างกันได้ ดังนั้นเมื่อทำความเข้าใจใคร่ครวญในเนื้อหาอย่างลึกซึ้งแล้วจะทำให้เราทราบถึงปฏิปทาวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง"อิฏฐสูตร" ธรรมะ 5 ประการ (อายุ วรรณะ สุขะ ยศ สวรรค์) อันเป็นที่น่ารักน่าใคร่หาได้ยากในโลก จะไม่ได้ด้วยการอ้อนวอนด้วยการขอร้อง แต่ต้องได้ด้วยการกระทำ มีปฏิปทามีวิธีการมีวิธีทำ มีการปฏิบัติที่ถูกต้องชนผู้ปรารถนาอายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สวรรค์ ความเกิดในตระกูลสูง และความเพลินใจ พึงทำความไม่ประมาทให้มากยิ่งขึ้น บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทในการทำบุญ บัณฑิตผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ในสัมปรายภพ ผู้มีปัญญา ท่านเรียกว่าบัณฑิต เพราะบรรลุถึงประโยชน์ทั้งสองนั้น ฯจึงยก "จูฬกัมมวิภังคสูตร" มาประกอบ เป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าทรงได้ตรัสตอบปัญหาแก่สุภมานพ โตเทยบุตร ว่าด้วยเรื่องกฎแห่งกรรมที่ทำให้คนแตกต่างกัน ซึ่งมีเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้มี ที่ทำให้เป็น ในธรรมะ 5 ประการข้างต้นดูกรมาณพ ด้วยประการฉะนี้แล ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้น ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุสั้น ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืน ย่อมนำเข้าไป สู่ความเป็นคนมีอายุยืน ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมากย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคมาก ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคน้อย ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณทราม ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีผิวพรรณทราม ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเป็นผู้น่าเลื่อมใส ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนน่าเลื่อมใส ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดาน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดาน้อย ปฏิปทา เป็นไปเพื่อมีศักดามาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดามาก ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะน้อย ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะมาก ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลต่ำ ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลสูง ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลสูง ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญาทราม ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญาทราม ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญามาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญามากดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรม เป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต ฯและปิดท้ายด้วยการให้ทาน ทำอย่างไรจึงจะมีผลมากได้ มาใน "ทักขิณาวิภังคสูตร" ปรารภพระนางมหาปชาบดีโคตมีที่มีประสงค์จะถวายจีวรผืนใหม่แก่พระพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ พระอานนท์ทูลขอให้ทรงรับไว้ พระพุทธองค์จึงทรงแสดงธรรมแก่พระอานนท์ว่าด้วยเรื่องการจำแนกทานและผลแห่งทานดังนี้(๑) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ (๒) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ฯ (๓) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่า มีผลไพบูลย์ ฯ (๔) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรม และผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์ ฯ (๕) ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจาก ราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแล เลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย ฯแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.55, Ep.45 , Ep.33 , ตามใจท่าน Ep.61 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 16, 201958 min

พระสูตรว่าด้วยเรื่องของจิตตคหบดี 6241-4s

รวมพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องของจิตตคฤหบดี สังยุตตนิกาย ได้แก่ สังโยชนสูตร, ปฐมอิสิทัตตสูตร, ทุติยอิสิทัตตสูตร, มหกปาฏิหาริยสูตร, ฐมกามภูสูตร, ทุติยกามภูสูตร, โคทัตตสูตร และคิลานทัสสนสูตร คิลานทัสสนสูตร“เพราะฉะนั้นแล พวกท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘พวกเราจักถึงพร้อมด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ จักถึงพร้อมด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า ‘พระธรรมอัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน’ จักถึงพร้อมด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า ‘พระสงฆ์สาวกของ พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูกทาง ปฏิบัติสมควร ได้แก่ อริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคล พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนี้เป็นผู้ควรแก่ ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก’ อนึ่ง ไทยธรรมทุกอย่างในตระกูล จักเป็นของไม่แบ่งแยกกับท่านผู้มีศีลมีธรรมอันงาม พวกท่านพึงศึกษาอย่างนี้” จิตตคฤหบดีครั้นชักชวนมิตร อำมาตย์ ญาติ สาโลหิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และในการบริจาคทานแล้วตนเองก็ได้ทำกาละตายไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 9, 201954 min

ทุสีลยสูตรและสูตรอื่น 6240-4s

พระสารีบุตรได้ให้โอวาทแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีถึง สิ่งที่จะยังเวทนาให้สงบระงับได้โดยพลัน ในช่วงที่กำลังป่วยหนักได้รับทุกข์มาก พระอานนท์ได้เล่าเหตุการณ์ถวายพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงตรัสว่า ท่านสารีบุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก ได้จำแนกโสตาปัตติยังคะ 4 ด้วยอาการ 10 อย่าง ทำให้อนาถบิณฑกเศรษฐีที่เมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้วเกิดปีติอย่างยิ่ง ก่อนจะทำกาละไปจุติเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ชั้นดุสิตนอกจากนี้ได้ยกพระสูตรที่เกี่ยวข้องขึ้นมาอธิบายประกอบกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจกว้างขวางมากขึ้น ได้แก่ ทุสีลยสูตรที่ 2 (กลัวความตายเพราะไม่มีธรรม 4 ประการ), อนาถปิณฑิโกวาทสูตร และปีติสูตร "ผู้ใดมีศรัทธา ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระตถาคต มีศีลอันงาม ที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สรรเสริญแล้ว มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นอันตรง บัณฑิตทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า เป็นคนไม่ขัดสน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญา เมื่อ ะลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงประกอบตามซึ่งศรัทธา ศีล ความเลื่อมใสและความเห็นธรรม"…ทุสีลยสูตรที่ 1 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Oct 2, 201956 min

รัฐปาลสูตร 6239-4s

เรื่องราวของกุลบุตรตระกูลชั้นสูงในถุลลโกฏฐิตนิคมชื่อ "รัฏฐปาละ" เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า มีความยินดีปรารถนาที่จะรู้ทั่วถึงในธรรมะ จึงได้ตัดสินใจออกบวช แม้บิดามารดาจะไม่อนุญาตก็ตาม แต่ด้วยศรัทธาอันแรงกล้ายอมอดอาหาร ด้วยความกลัวที่บุตรชายจะตาย บิดามารดาจึงยินยอมให้บวชได้ และหลังจากได้บวชแล้ว ก็หลีกเร้นออกไปอยู่รูปเดียว ไม่ประมาท ทำความเพียร ไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายในคราวต่อมา พระรัฐปาลเถระได้แสดงธรรมแก่พระเจ้าโกรัพยะถึง ความเสื่อม 4 (ความเสื่อมเพราะชรา, ความเสื่อมเพราะความเจ็บไข้, ความเสื่อมจากทรัพย์สมบัติ, ความเสื่อมจากญาติ) และ ธัมมุทเทส 4 อันเป็นเหตุที่ทำให้ตัดสินใจออกบวชโดยมีใจความบางส่วนดังนี้"โลกอันชรานำไปไม่ยั่งยืน, โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน, โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป, โลกบกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา…ดูกรมหาบพิตร ธัมมุทเทส ๔ ข้อนี้แล พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงแล้ว ที่อาตมภาพรู้เห็นและได้ฟังแล้ว จึงออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต"และได้กล่าวอีกต่อไปว่า“อาตมาเห็นผู้คนที่มีทรัพย์ในโลก ได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแล้ว ไม่ยอมให้ใคร เพราะความหลง ได้ทรัพย์แล้ว เก็บสะสมไว้ และปรารถนากามคุณยิ่ง ๆ ขึ้นไป พระราชาทรงกดขี่ ช่วงชิงเอาแผ่นดิน ทรงครอบครองแผ่นดินซึ่งมีสมุทรสาครล้อมรอบตลอดสมุทรสาครฝั่งนี้ ยังไม่ทรงพอ ยังปรารถนาจะครอบครองสมุทรสาครฝั่งโน้นอีก ทั้งพระราชาและคนอื่นเป็นจำนวนมาก ยังไม่ปราศจากตัณหาก็เข้าถึงความตาย ยังไม่เต็มตามที่ต้องการเลย ก็ละทิ้งร่างกายไป เพราะความอิ่มด้วยกามไม่มีในโลก หมู่ญาติพากันสยายผม คร่ำครวญถึงคนที่ตายนั้น และพูดว่า ‘ทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราทั้งหลายจึงจะไม่ตาย’ แต่นั้นก็นำศพนั้นซึ่งห่อผ้าไว้แล้วยกขึ้นสู่เชิงตะกอนแล้วช่วยกันเผา ศพนั้นถูกเขาใช้หลาวแทงเผาอยู่ ละโภคทรัพย์ มีแต่ผ้าผืนเดียว เมื่อคนจะตาย ญาติ มิตร หรือสหายก็ช่วยไม่ได้ ทายาททั้งหลายก็ขนทรัพย์สมบัติของเขาไป ส่วนสัตว์ที่ตายไปก็ย่อมไปตามกรรม เมื่อตายไป ทรัพย์ไร ๆ คือ บุตร ภรรยา ทรัพย์ ข้าวของ เงินทอง และแว่นแคว้นก็ติดตามไปไม่ได้ ทรัพย์ช่วยคนให้มีอายุยืนไม่ได้ ทั้งช่วยคนให้ละความแก่ก็ไม่ได้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นว่าน้อยนัก ไม่ยั่งยืน มีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา ทั้งคนมั่งมี และคนยากจนก็ย่อมประสบเช่นนั้น ทั้งพาลและบัณฑิตก็ประสบเหมือนกันทั้งนั้น คนพาลนั่นแหละถูกเหตุแห่งทุกข์กระทบเข้า ย่อมหวั่นไหวเพราะความเป็นคนโง่ ส่วนบัณฑิตถูกกระทบเข้าก็ไม่หวั่นไหว เพราะเหตุนั้นแล ปัญญาเท่านั้นเป็นเหตุบรรลุนิพพาน ซึ่งเป็นที่สุดแห่งภพในโลกนี้ จึงประเสริฐกว่าทรัพย์ก็เพราะยังไม่ได้บรรลุที่สุด คนพาลทั้งหลายจึงทำแต่กรรมชั่ว ในภพน้อยใหญ่เพราะความเขลา ผู้ทำกรรมชั่ว ต้องเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในสังสารวัฏร่ำไป คนมีปัญญาน้อย เมื่อเชื่อคนที่ทำกรรมชั่วนั้น ก็ย่อมเวียนว่ายตายเกิดร่ำไป โจรผู้ทำกรรมถูกเขาจับได้ตรงทาง ๓ แยก ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน ฉันใด หมู่สัตว์ผู้ทำกรรมชั่วตายไปแล้ว ย่อมเดือดร้อนในโลกหน้า เพราะกรรมของตน ฉันนั้น เพราะกรรมทั้งหลายที่งดงาม น่าปรารถนาชวนให้รื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตโดยสภาวะต่างๆ ฉะนั้น อาตมาเห็นโทษในกามคุณทั้งหลายจึงได้บวช มหาบพิตร สัตว์ทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ พอร่างแตกสลาย ก็ล่วงไปเหมือนผลไม้สุกงอมร่วงหล่นไป มหาบพิตร อาตมาเห็นความไม่เที่ยงแม้นี้ จึงได้บวช ความเป็นสมณะที่ปฏิบัติไม่ผิดนั่นแหละ ประเสริฐกว่า” ดังนี้แล3 ประเด็นที่น่าสนใจควรนำไปใคร่ครวญในเรื่องนี้ ก็คือความศรัทธา ชนิดที่ทำให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริงอันไม่ถอยกลับ ที่เรียกว่า "อัปปฏิวานี" ทำให้เกิดความเพียรความมุ่งมั่นไปตามทางสายกลางประกอบไปด้วย สติ สมาธิ ปัญญา ชนิดที่ว่าตายก็ไม่กล้ว เรียกว่า "พุทฺธสาสเน อุรํ ทตฺวา" ถวายอก ถวายชีวิตไว้ในพระพุทธศาสนากันเลยเห็นภัยและโทษของกาม พระรัฐปาลที่ถึงแม้ถูกบิดาล่อลวงด้วยกองทรัพย์สมบัติมหาศาล ภรรยาหญิงงาม ยังรวมถึงอาหารการกินที่น่าบริโภค และถึงแม้จะใช้กำลังข่มขี่บังขับ ก็ไม่สามารถทำให้ท่านออกนอกเส้นทางได้ธัมมุทเทส 4 ซึ่งเป็นเหตุให้คำสอนธรรมะนี้ยังตั้งอยู่ได้มาถึงบัดนี้ ก็ด้วยอย่างน้อยความจริงใน 4 ข้อนี้แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก: Ep.23 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 25, 201958 min

จักกวัตติสูตรและสุริยสูตร 6238-4s

"จักกวัตติสูตร" ว่าด้วยเรื่องของพระเจ้าจักรพรรดิ พระสูตรนี้ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ตรัสสอนให้เป็นผู้ที่พึ่งตนพึ่งธรรม ไม่พึ่งสิ่งอื่น เพราะการพึ่งตนพึ่งธรรมทำให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ โภคะ และพละ ทำให้มารขัดขวางความเจริญไม่ได้ โดยทรงเล่าถึงเหตุที่ทำให้โลกถึงความแตกไปเสื่อมไป ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยเจริญมาก่อนร. พระพุทธเจ้าข้า ก็จักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น เป็นไฉน ฯ ราช. ดูกรพ่อ ถ้าเช่นนั้น พ่อจงอาศัยธรรมเท่านั้น สักการะธรรม ทำความเคารพธรรม นับถือธรรม บูชาธรรม ยำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นใหญ่ จงจัดการรักษาป้องกันและคุ้มครองอันเป็นธรรม ในชนภายใน ในหมู่พล ในพวกกษัตริย์ผู้เป็นอนุยนต์ ในพวกพราหมณ์และ คฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบททั้งหลาย ในพวกสมณพราหมณ์ ในเหล่าเนื้อและนก ดูกรพ่อ การอธรรมอย่าให้มีได้ในแว่นแคว้นของพ่อเลย ดูกรพ่อ อนึ่ง บุคคลเหล่าใดในแว่นแคว้นของพ่อ ไม่มีทรัพย์ พ่อพึงให้ทรัพย์แก่บุคคลเหล่านั้นด้วย ดูกรพ่อ อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่าใด ในแว่นแคว้นของพ่อ งดเว้นจากความเมาและความประมาท ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกตนแต่ผู้เดียว สงบ ตนแต่ผู้เดียว ให้ตนดับกิเลสอยู่แต่ผู้เดียว พึงเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นโดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบถามว่า ท่านขอรับ กุศลคืออะไร ท่านขอรับ อกุศลคืออะไร กรรมมีโทษคืออะไร กรรมไม่มีโทษคืออะไร กรรมอะไรควรเสพ กรรมอะไรไม่ควรเสพ กรรมอะไรอันข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน พ่อได้ฟังคำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สิ่งใดเป็นอกุศล พึงละเว้นสิ่งนั้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศลพึงถือมั่นสิ่งนั้นประพฤติ ดูกรพ่อ นี้แล คือจักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น ฯ"สุริยสูตร" ว่าด้วยเรื่องของพระอาทิตย์ 7 ดวง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายเป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง โดยทรงเล่าถึงการปรากฎของพระอาทิตย์จำนวนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชน ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย ถูกกองเพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว ยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ย่อมพังทะลาย เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า เปรียบเหมือนเมื่อเนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย ก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ใครจะรู้ ใครจะเชื่อว่า แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม้พินาศไม่เหลืออยู่ นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว (โสดาบัน) ฯ…"ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุติอย่างยิ่ง พระโคดมผู้มียศตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา ผู้มี พระจักษุ ทรงรู้ยิ่งด้วยประการดังนี้แล้ว ตรัสบอกธรรม ๔ ประการแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงกระทำที่สุดทุกข์แล้ว ปรินิพพาน ฯ" Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 18, 20191h 2m

S62 Ep 37มหาอัสสปุรสูตร 6237-4s

"มหาอัสสปุรสูตร" เป็นเหตุการณ์ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่อัสสปุรนิคมในอังคชนบท ปรารภความนับถือของเหล่าชาวเมืองนั้นแล้วทรงประกอบภิกษุสงฆ์ไว้ให้มีความเคารพในบิณฑบาต จึงได้ได้ตรัสเทศน์สอนแก่เหล่าภิกษุทั้งหลายให้ดำรงตนอยู่ใน "ธรรมเพื่อความเป็นสมณพราหมณ์" มีความประพฤติเหมาะสมกับที่คฤหัสถ์ทั้งหลายเคารพนับถือยกย่องว่าเป็นสมณะ โดยมีเนื้อหากล่าวถึง ธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์, ว่าด้วยการละนิวรณ์ 5, ว่าด้วยฌาน 4, ว่าด้วยวิชชา 3 และว่าด้วยสมัญญาแห่งภิกษุ"ภิกษุทั้งหลาย! มหาชนเขารู้จักพวกเธอทั้งหลายว่า เป็นสมณะ เป็นสมณะ ดังนี้ ถึงเธอทั้งหลายเล่า เมื่อถูกเขาถามว่า พวกเธอทั้งหลายเป็นอะไร พวกเธอทั้งหลายก็ปฏิญญาตัวเองว่า เราเป็นสมณะ ดังนี้ เมื่อเธอทั้งหลายมีชื่อว่าเป็นสมณะ และปฏิญญาตัวเองว่าเป็นสมณะอยู่อย่างนี้แล้ว พวกเธอพึงสำเหนียกใจดังนี้ว่า ธรรมะเหล่าใดที่ทำให้เราเป็นสมณะ ที่ทำให้เราเป็นพราหมณ์ คือผู้ลอยบาป เราจะประพฤติถือเอาด้วยดีซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยการปฏิบัติของเราอย่างนี้ สมัญญาว่าสมณะของพวกเราก็จะเป็นจริง และคำปฏิญญาว่าสมณะของพวกเรา ก็จะสมจริงอนึ่ง! การใช้สอยบริโภคจีวร บิณฑบาตร เสนาสนะ และคีลนปัจจัยเภสัชบริขารของทายกเหล่าใด การบำเพ็ญทานอันของทายกเหล่านั้น จะมีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่ และการบรรพชาของเราเองก็จะไม่เป็นหมัน แต่จะมีผลมีกำไรแก่เราโดยแท้ ดังนี้ พวกเธอทั้งหลาย! พึงสำเหนียกใจอย่างนี้…มหาอัสสปุรสูตร Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 11, 201956 min

สัมมาสมาธิเพื่อธรรมะอันยิ่ง 6236-4s

พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอนุรุทธะไว้ใน "อุปักกิเลสสูตร" กล่าวถึงถึง อุปกิเลส 11 อย่าง (อุปสรรคเครื่องขวางที่ทำให้จิตไม่รวมเป็นสมาธิ) อันประกอบด้วย วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ความสะดุ้งหวาดเสียว, ความตื่นเต้นที่มากเกินไป, ความคะนองอยาก, ปรารภความเพียรจัดเกินไป, ปรารภความเพียรย่อหย่อนเกินไป, ความกระสันอยาก, การส่งใจไปในสิ่งต่าง ๆ มากไป และการเพ่งต่อรูปทั้งหลายมากเกินไป ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีผลต่อการทำสมาธิ การทำสมาธิที่ปราศจากอุปกิเลสนั้นจัดเป็นสัมมาสมาธิ พระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้ใน "ปัญจังคิกสูตร" ถึง การเจริญสัมมาสมาธิอันเป็นอริยะที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการ โดยได้ยกอุปมาขึ้นมาอธิบายและรับรองว่า "เมื่อเจริญสัมมาสมาธิอันยิ่งแล้วจะทำให้ถึงพร้อมด้วยปัญญาอันยิ่งในธรรมนั้น ๆ ได้"นอกจากนี้ได้ยก "จูฬเวทัลลสูตร" ขึ้นมาประกอบเพิ่มเติม ปรารภวิสาขอุบาสกได้มาสอบถามปัญหาธรรมจากพระธรรมทินนาเถรี จนเกิดความแจ่มแจ้งในธรรม ว่าด้วยเรื่องของอุปทานขันธ์ทั้ง 5 และ อริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งนี้เป็นการการสนทนาธรรมระหว่างกัลยาณมิตร ที่ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษณี หรือฆราวาสก็ตาม ก็สามารถทำให้เกิดปีติขึ้นได้ เพราะเมื่อมีปีติแล้ว จิตย่อมรวมเป็นสมาธิได้ง่าย และทำให้เกิดปัญญาแตกฉานในธรรมะยิ่ง ๆ ขึ้นไป แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.60 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.56 , เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.61 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Sep 4, 201958 min

อนุปุพพวิหารสมาบัติ 9 6235-4s

ได้ปรารภคฤหบดีหนุ่มชื่อ “ตปุสสะ” ที่ยังมีความคิดนึกไปในเรื่องของกาม ได้มาถามกับพระอานนท์ถึงเรื่องการทำสมาธินี้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทั้งสองจึงพากันไปเข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงแสดง อนุปุพพวิหาร 9 ว่าด้วยการเข้าออกสมาธิทั้ง 9 ขั้นที่ประณีตไล่ต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ได้แก่ 1) ปฐมฌาน 2) ทุติยฌาน 3) ตติยฌาน 4) จตุตถฌาน 5) อากาสานัญจายตนะ 6) วิญญาณัญจายตนะ 7) อากิญจัญญายตนะ 8) เนวสัญญานาสัญญายตนะ และ 9) สัญญาเวทยิตนิโรธ เหล่านี้คือ วิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่ของจิต 9 ลำดับอนุปุพพนิโรธ 9 (ความดับไปตามลำดับ) คือ1. อามิสสัญญาหรือกามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌานดับไป 2. วิตกวิจารของผู้เข้าทุติยฌานดับไป3. ปีติของผู้เข้าตติยฌานดับไป4. ลมอัสสาส ปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก) ของผู้เข้าจตุตถฌานดับไป5. รูปสัญญาของผู้เข้าอากาสานัญจายตนฌานดับไป6. อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าวิญญาณัญจายนตฌานดับไป7. วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌานดับไป8. อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานย่อมดับไป9. สัญญาและ เวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธย่อมดับไปได้แสดงวิธีการเข้าสมาธิในแต่ละขั้น ๆ ตรัสไว้ใน คาวีสูตร เปรียบเทียบเหมือนลักษณะที่โคปีนภูเขาลาดชัน เป็นลักษณะที่จะไล่ฌานสมาธิจากขั้นที่ 1 ไปจนถึงขั้นที่ 9 ได้“…เปรียบเหมือนโคภูเขา ที่ฉลาดเฉลียว มีไหวพริบ รอบรู้ทิศทาง ฉลาดเพื่อจะเที่ยวไปตามภูเขาอันขรุขระ มันได้คิดว่า “จะเที่ยวไปสู่ทิศทางที่ไม่เคยไป จะกินหญ้าที่ไม่เคยกิน จะดื่มน้ำที่ไม่เคยดื่ม” ดังนี้ มันวางเท้าหน้า อย่างถูกต้อง แล้วจึงค่อยยกเท้าหลัง มันก็สามารถไปสู่ทิศทางที่ไม่เคยไป ได้กินหญ้าที่ไม่เคยกิน ดื่มน้ำที่ไม่เคยดื่ม และทั้งสามารถกลับมาสู่ที่ที่มันเคยยืน คิดทีแรกโดยสวัสดี ได้ด้วย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า โคภูเขานั้นเป็นโคฉลาดเฉลียว มีไหวพริบรอบรู้ทิศทาง ฉลาดเพื่อจะเที่ยวไปตามภูเขาอันขรุขระ, ข้อนี้ฉันใด; ในกรณีนี้ก็ฉันนั้น : เธอเป็นบัณฑิตมีไหวพริบ รอบรู้ทิศทาง ฉลาดเพื่อจะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปิติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่, เธอเสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้น ให้เป็นนิมิตอันตั้งไว้ด้วยดี. เธอคิดต่อไปว่า “ถ้ากระไร เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เราพึงเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญา และพึงเสวยความสุขด้วยนามกาย เข้าถึงตติยฌานอันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า “ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่ เป็นปกติสุข” ดังนี้ แล้วแลอยู่ เถิด” ดังนี้. เธอนั้น เมื่อไม่ข้องขัดอยู่กะตติยฌาน ก็เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และพึงเสวยความสุขด้วยนามกาย เข้าถึงตติยฌาน อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า “ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่ อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข” ดังนี้ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ แล้วแลอยู่; เธอเสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นนิมิตอันตั้งไว้ด้วยดีฯ”(โคภูเขาที่ฉลาดย่อมรู้จักจรดเท้าหน้าลงในที่อันมั่นคงเสียก่อนแล้วจึงค่อยยกเท้าหลัง จึงจะไม่พลาดกลิ้งลงมา; เช่นเดียวกัน เราจะต้องมีความตั้งอยู่อย่างมั่นคงในสมาธิที่ถึงทับทีแรกเสียก่อน จึงค่อยยกเท้าหลัง เพื่อก้าวไปสู่สมาธิอันสูงขึ้นไป)และได้เคยตรัส อนุปุพพวิหารอาพาธ ไว้กับพระอานนท์ ว่าด้วยเรื่องความเป็นอาพาธของสมาธิในแต่ละขั้น ด้วยอาการที่อารมณ์อันละได้ด้วยฌานใด จะมากลายเป็น สัญญาที่ทำความอาพาธให้แก่การเข้าอยู่ในฌานนั้น ดังนี้1. อดีตกามสัญญา ที่ปฐมฌานละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในปฐมฌาน. 2. อดีตวิตักกธัมมสัญญา ที่ทุติยฌานละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในทุติยฌาน. 3. อดีตปีติสัญญา ที่ตติยฌานละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในตติยฌาน. 4. อดีตอุเปกขาสุขสัญญา ที่จตุตถฌานละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในจตุตถฌาน. 5. อดีตรูปสัญญา ที่อากาสานัญจายตนะละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธ แก่การเข้าอยู่ในอากาสานัญจายตนะ. 6. อดีตอากาสานัญจายตนสัญญา ที่วิญญาณัญจายตนะละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในวิญญาณัญจายตนะ. 7. อดีตวิญญาณัญจายตนสัญญา ที่อากิญจัญญายตนะละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ 8. อดีตอากิญจัญญายตนสัญญา ที่เนวสัญญานาสัญญายตนะละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธ แก่การเข้าอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ. 9. อดีตเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ที่ระงับไปแล้วเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่อาจมาเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในสัญญาเวทยิตนิโรธ).ปัญญาสติกับนามรูปดับ เพราะวิญญาณดับ "ในความสุขที่เกิดจากสมาธิ ถ้าไล่มาจากเรื่องของกาม กามสุขคือความสุขที่ได้จากทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย ให้ความสุขได้อยู่ แต่ความสุขที่เกิดขึ้นจากในทางกามนี้มันมีน้อย และโทษของกามนั้นก็มาก แต่สิ่งที่จะเหนือขึ้นไปกว่าความสุขในทางกามก็คือเรื่องของฌานสมาธิ" และในตอนต่อไปจะได้เสนอเพิ่มเติมในเรื่องของอุปสรรค 11 อย่าง ที่มันจะมากั้นไม่ให้จิตของเราเลื่อนขึ้นไปในสมาธิแต่ละขั้นได้ เหมือนกับแม่โคปีนภูเขาตรงที่บางจุดมันชันมาก จะทำอย่างไร? Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Aug 28, 201957 min