
4 คลังพระสูตร
408 episodes — Page 8 of 9

เสลสูตรและกัปปินสูตร 6234-4s
นำเสนอเรื่องราวของ ภิกษุ 2 รูป ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก คือ พระเสละ และ พระมหากัปปินะ "ดูก่อนพราหมณ์! สิ่งที่เราควรรู้ยิ่ง เรารู้ยิ่งแล้ว สิ่งที่ควรเจริญ เราเจริญแล้ว สิ่งที่ควรละ เราละได้แล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า พราหมณ์เอ๋ย! ท่านจงกำจัดความเคลือบแคลงในเรา จงน้อมใจเชื่อเถิด การได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเนือง ๆ เป็นการเกิดขึ้นได้ยาก ความปรากฎแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเนือง ๆ เป็นการหาได้ยากในโลก"…เสลสูตร ทรงโปรดเสลพราหมณ์ (พระเกียรติคุณของพระพุทธเจ้า)เสลพราหมณ์เป็นผู้เชี่ยวชาญในพระเวท เมื่อทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้าจากเกณิยชฏิลก็เกิดความเลื่อมใส พาหมู่มาณพไปเข้าเฝ้าฯ พร้อมพิจารณาดูพระพุทธลักษณะเห็นต้องตามมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ แล้วได้กราบทูลโต้ตอบกับพระพุทธองค์ โดยทรงตรัสตอบถึงความที่ พระองค์ทรงเป็นธรรมราชา ทรงประกาศธรรมจักร อันเป็นจักรที่ใคร ๆ คัดค้านหรือหมุนกลับ (ปฏิวัติ) ไม่ได้ เมื่อถูกถามถึงแม่ทัพธรรม ก็ทรงชี้ไปยังพระสารีบุตร และได้ทรงแสดงธรรมแก่เสลพราหมณ์พร้อมทั้งเหล่าบริษัท และทั้งหมดก็ได้ขอบรรพชาอุปสมบท"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั่นแลมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แต่เธอไม่ได้สมาบัติที่ เธอไม่เคยเข้าง่ายนัก เธอกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ"…กัปปินสูตร [๗๒๒] | พระพุทธเจ้าทรงตรัสสรรเสริญพระมหากัปปินะแก่ภิกษุทั้งหลาย"ภิกษุทั้งหลาย แม้เราเองก็เหมือนกัน ในกาลก่อนแต่การ ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรม คือ อานาปานสติสมาธินี้ เป็นส่วนมาก. เมื่อเราอยู่ด้วย วิหารธรรมนี้เป็นส่วนมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่มีอุปาทาน"…กัปปินสูตร ว่าด้วยอานาปานสติสมาธิ [๑๓๒๑] | พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระมหากัปปินะเป็นตัวอย่างแก่ภิกษุทั้งหลายในการเจริญอานาปานสติพระมหากัปปินะ หลังจากบรรรลุพระอรหันต์ มีความคิดว่าท่านบริสุทธิ์อยู่แล้ว ควรจะไปทำอุโบสถ หรือไม่ควรไป ควรไปทำสังฆกรรม หรือไม่ควรไป เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดนั้น จึงได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าและตรัสทรงชี้แจงแก่พระมหากัปปินะว่า "ดูก่อนพราหมณ์ทั้งหลาย ถ้าพวกเธอไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ซึ่งอุโบสถ เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ซึ่งอุโบสถ ดูก่อนพราหมณ์ เธอจงไปทำอุโบสถ จะไม่ไปไม่ได้ จงไปทำสังฆกรรม จะไม่ไปไม่ได้"…แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.33 , Ep.18, Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ธาตุวิภังคสูตร 6233-4s
พระพุทธเจ้าทรงแสดง ธาตุวิภังคสูตร ว่าด้วยการจำแนกธาตุ แก่พระเจ้าปุกกุสาติ มีใจความว่า"คนเรานี้มี ธาตุ 6, มีผัสสายตนะ (แดนเกิดแห่งผัสสะ) 6, มีมโนปวิจาร (ความนึกหน่วงทางใจ) 18, มีอธิษฐานธรรม (ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ) 4อันเป็นธรรมที่ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมเป็นไป ก็เมื่อกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมไม่เป็นไปอยู่ บัณฑิตจึงเรียกเขาว่า ‘มุนีผู้สงบแล้ว’ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาแต่ทางสงบเท่านั้นนี้เป็นอุทเทสแห่งธาตุวิภังค์ 6 ประการ" ด้วยพุทธลีลาการแสดงธรรมแจกแจงโดยรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ ๆ ว่า "เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น" พระเจ้าปุกกุสาติเมื่อได้ฟังแล้ว มีความชื่นชมยินดีจึงขอบวช แต่ในระหว่างที่เที่ยวหาบาตรและจีวรอยู่ ก็ถูกแม่โคขวิดตาย ด้วยเหตุแห่งบุรพกรรมในอดีตชาติของท่านพระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ปุกกุสาติกุลบุตรเป็นบัณฑิต ได้บรรลุธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว และเธอไม่ให้เราลำบากเพราะเหตุแห่งธรรมเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป ปุกกุสาติกุลบุตร จึงเป็นโอปปาติกเทพ จะนิพพานในโลกนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก”แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.60 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

พักกุลัตเถรัจฉริยัพภูตสูตร และนันทโกวาทสูตร
"คลังพระสูตร" เสนอเรื่องราวของพระเถระ 2 รูป โดยเรื่องแรกเป็นเรื่องของพระพักกุลเถระใน "พักกุลัตเถรัจฉริยัพภูตสูตร" เป็นพระเถระที่บวชมาตลอด 80 ปีโดยที่ท่านไม่เคยเกิดกามสัญญาใดๆ เลย …ครั้งหนึ่ง พระพักกุลเถระ พักอาศัยยู่ที่เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ มีอเจลกัสสปะได้ถามพระเถระว่า "ตลอด 80 ปี ที่บวชมาท่านเสพเมถุนธรรมกี่ครั้ง" พระเถระจึงตอบแก่อเจลกัสสปะปริพาชกโดยละเอียด เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องราวของพระนันทกะใน "นันทโกวาทสูตร" …กล่าวถึงเหตุการณ์ ณ พระวิหารเชตวันที่พระนันทกะได้ให้โอวาทแก่ภิกษุณีถึงความไม่เที่ยงของอายตนภายใน 6 ภายนอก 6 เหล่านั้นล้วนไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ได้เปรียบเทียบว่าเนื้อข้างในนั้นเป็นอายตนะภายใน ส่วนหนังข้างนอกเป็นอายตนะภายนอก 6 เนื้อล่ำในระหว่างเอ็นในระหว่างเครื่องผูกในระหว่างนั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ มีดแล่โคเป็นปัญญาซึ่งใช้เถือแล่คว้านกิเลสในระหว่างสัญโญชน์เครื่องผูก …และ โพชฌงค์ 7 จะทำให้เราแยกอายตนะภายนอก – ภายใน และเครื่องผูกออกจากกันได้ และไม่เกิดการกลับกำเริบได้ แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฏก Ep.31 , คลังพระสูตร Ep.5 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

กีฏาคิริสูตร และปุตตมังสสูตร 6231-4s
สืบเนื่องจากในช่วงเข้าใจทำ (ธรรม) และ ใต้ร่มโพธิบทของสัปดาห์นี้ได้กล่าวถึงเนื้อหาในรายละเอียดของเรื่องอริยสัจ 4 และ อาหาร 4 ไว้ จึงยก 2 พระสูตรหลักที่เกี่ยวข้องขึ้นมาประกอบเพื่อให้ได้ฟังบทพยัญชนะกัน"กีฏาคิริสูตร" ว่าด้วยเหตุการณ์ในกีฏาคีรีนิคม พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่เหล่าภิกษุถึงเรื่องของ คุณของการฉันอาหารน้อย, ความเจริญและความเสื่อมของกุศลธรรม/อกุศลธรรมในเวทนา 3, กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทและบุคคล 7 จำพวก ได้แก่ 1.อุภโตภาควิมุต 2. ปัญญาวิมุต 3. กายสักขี 4. ทิฏฐิปัตตะ 5. สัทธาวิมุต 6. ธัมมานุสารี 7. สัทธานุสารี) ตั้งแต่กายสักขีถึงสัทธานุสารีนั้น เป็นพระอริยบุคคลที่ยังไม่ถึงขั้นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงยังทรงตรัสสอนให้ทำการด้วยความไม่ประมาท ส่วน อุภโตภาควิมุต และ ปัญญาวิมุต ท่านไม่ได้ตรัสสอน เพราะเป็นพระอรหันต์ผู้ทำกิจด้วยความไม่ประมาทอยู่แล้ว, การตั้งอยู่ในอรหัตตผลได้ด้วยการศึกษา การกระทำ การปฎิบัติ โดยลำดับการดำรงอยู่ในอรหัตตผล [๑๘๓] ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวการบรรลุอรหัตตผลด้วยขั้นเดียวเท่านั้น แต่การบรรลุอรหัตตผล ย่อมมีได้ด้วยการบำเพ็ญสิกขาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญกิริยาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญปฏิปทาโดยลำดับ การบรรลุอรหัตตผล ย่อมมีได้ด้วยการบำเพ็ญสิกขาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญกิริยาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญปฏิปทาโดยลำดับ เป็นอย่างไร คือ กุลบุตรในศาสนานี้ เกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหาย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ย่อมเงี่ยโสตลงสดับ เงี่ยโสตลงสดับแล้วย่อมฟังธรรม ครั้นฟังธรรมแล้วย่อมทรงจำไว้ ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้ว เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมควรเพ่งพินิจ เมื่อมีการเพ่งพินิจธรรมอยู่ ฉันทะย่อมเกิด กุลบุตรนั้นเกิดฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะ ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรองครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมอุทิศกายและใจ เมื่ออุทิศกายและใจแล้ว ย่อมทำให้แจ้งสัจจะอันยอดเยี่ยมด้วยนามกาย และเห็นแจ่มแจ้งสัจจะอันยอดเยี่ยมนั้นด้วยปัญญา และสุดท้ายได้ตรัสถึงบท 4 ( อริยสัจจ 4 ) ที่วิญญูชนพึงรู้ได้ไม่นานด้วยปัญญา ความแห่งธรรมใดที่พระองค์ได้ยกขึ้นแสดงแล้ว ผู้ปฏิบัติตามคำสอนนั้นย่อมมีหลักปฏิบัติว่า พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดา ตนเป็นสาวก, ศาสนาของพระศาสดางอกงามมีโอชา (น่าเลื่อมใส ) แก่ผู้มีศรัทธาและผู้ปฏิบัติตามคำสอน, ย่อมมีหลักปฏิบัติว่าหากพากเพียรเพื่อบรรลุจุดที่มุ่งหมายแล้วยังไม่สำเร็จ จักไม่หยุดความเพียรนั้น แม้แลกด้วย หนัง เอ็น และกระดูก เนื้อและเลือดก็ตามทีและผลอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 อย่างที่หวังได้ คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือถ้ายังมีอุปาทานเหลืออยู่ ก็จะเป็นอนาคามี "ปุตตมังสสูตร และ อาหารสูตร" ว่าด้วยอาหาร 4 ซึ่งทั้งสองพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนเกี่ยวกับอาหาร โดยใน ปุตตมังสสูตร จะได้ให้พิจารณากำหนดรู้ในอาหาร 4 อย่างนี้ ด้วยการยกอุปมาอุปไมยขึ้นเปรียบเทียบ ดังนี้คือ กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว) เหมือนกับสามีภรรยากินเนื้อบุตร เพื่อยังชีพขณะเดินทางข้ามทางกันดาร (ความจำเป็นในอาหาร เพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีวิต) เพื่อกำหนดรู้ความยินดีในกามคุณ 5ผัสสาหาร (ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา) เหมือนกับแม่โคลูกอ่อนที่ไม่มีหนังหุ้ม ให้ระมัดระวังตัวจากการรบกวนของสัตว์และแมลงที่จะมาเจาะไชหรือกัด เพื่อกำหนดรู้ในเวทนาทั้ง 3มโนสัญเจตนาหาร (เจตนาป็นปัจจัยให้เกิดกรรมคือการกระทำ) เหมือนกับคนถูกลากลงสู่หลุมถ่านเพลิง ดิ้นรนหนีให้พ้นจากหลุมถ่านเพลิงนั้น เพื่อกำหนดรู้ในตัณหาทั้ง 3วิญญาณาหาร (วิญญาณป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ) เหมือนกับนักโทษประหารถูกแทงด้วยหอก 300 เล่ม เพื่อกำหนดรู้ในนามรูปด้วยเพราะความจำเป็นในการดำรงชีพให้ตั้งอยู่คงอยู่ได้สืบต่อไปและต่อไป จึงต้องมีตัณหาเป็นเหตุให้เกิดการแสวงหาในอาหาร 4 นี้ส่วนใน อาหารสูตร นั้น เป็นการกล่าวถึง "มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด และมีอะไรเป็นแดนเกิด ของอาหาร 4 อย่างนี้" ซึ่งเป็นการแยกแยะแจกแจงให้เห็นถึงการเกิด - ดับของอาหาร…อนึ่ง สังขารเหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดสังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นเหตุเกิด มีอวิชชาเป็นกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิดภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้มีได้ด้วยประการฉะนี้อนึ่ง เพราะอวิชชานั้นดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ฯลฯ ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้.แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.59 , Ep.58 , เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.56 , Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อนัตตลักขณสูตร และอาทิตตปริยายสูตร 6230-4s
สื่บเนื่องมาจากในตอนที่แล้ว หลังจากพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงปฐมเทศนาที่มีชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์แล้ว ทำให้พระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นโสดาบันด้วยเห็นว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา." จากนั้นได้ทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร ซึ่งกล่าวถึง ความเป็นอนัตตาในขันธ์ 5 มีใจความว่า"สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาพึงตามเห็นด้วยปัญญาอันชอบในสิ่งนั้นตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา’ ก็อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป เบื่อหน่ายแม้ในเวทนา เบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร และเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมเกิดญาณหยั่งรู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ เธอย่อมรู้ชัดว่า ‘การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่ออาการเป็นอย่างนี้ไม่ได้มีอีก” เหล่าปัญจวัคคีย์ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในกาลต่อมา ได้ทรงแสดงธรรมเทศนาที่ชื่อว่า "อนุปุพพิกถา (ทาน ศีล เรื่องของสวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์ในการหลีกออกจากกาม) และอริยสัจ 4" โปรดแด่ ยสกุลบุตร บุตรเศรษฐีผู้เกิดความเบื่อหน่าย เดินออกจากเรือนพร่ำบ่นไปตลอดทางว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" จนเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแผ่ญาณเพื่อตรวจดูเวไนยสัตว์ผู้ที่พอจะบรรลุได้ พบยสกุลบุตรที่กำลังเดินมาใกล้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสขึ้นว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง เชิญมาที่นี่ เราจะแสดงธรรมแก่เธอ" ยสกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม ภายหลังบิดาได้เดินออกตามหาแล้วได้พบพระพุทธเจ้าและได้ฟังธรรม และเมื่อยสกุลบุตรได้ฟังธรรมเทศนาถึง 2 ครั้ง แล้วได้พิจารณาใคร่ครวญไปตามกระแสธรรมนั้น ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ด้วยการบวชของท่านเป็นเหตุให้เพื่อนของท่านอีก 54 คนได้เข้ามาบวช ซึ่งทั้งหมดล้วนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ในครั้งนั้นมีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้ว 61 รูปในโลก พระพุทธเจ้าจึงได้รับสั่งให้เหล่าภิกษุออกเดินทางเพื่อประกาศพระศาสนา โดยตรัสว่า "…พวกเธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่อความเอ็นดูแก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อย่าไปทางเดียวกันถึงสองรูป พวกเธอจงแสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามในท่ามกลาง ให้งดงามในที่สุดลงรอบ จงประกาศพรหมจรรย์ให้เป็นไปพร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายที่เป็นพวกมีธุลีในดวงตาแต่น้อย ก็มีอยู่ สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมจากคุณที่จะได้รับถ้าไม่ได้ฟังธรรม สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมีเป็นแน่ แม้เราเองก็จักไปสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม"เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงตำบลอุรุเวลา ได้แสดงธรรมเทศนาแก่ ชฎิล 3 คนพี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ พร้อมทั้งบริวารที่ตำบลคยาสีสะ ด้วยชฎิลทั้งหมดนี้มีความคุ้นเคยกับไฟมาตลอด จึงยก อาทิตตปริยายสูตร ขึ้นแสดง โดยมีใจความว่า "สิ่งทั้งปวง เป็นของร้อน ในที่นี้หมายเอา อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อายตนะภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อายตนะภายนอกและอายตนะภายในอาศัยกันและกันแล้วจึงเกิดวิญญาณ (การรับรู้) ทาง ตาหู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อเกิดวิญญาณแล้ว อาศัยกันและกัน เกิดเป็นผัสสะ เมื่อเกิดผัสสะแล้วเกิดเวทนาตามมา เป็นสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง สิ่งต่าง ๆ นี้เป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น เมื่อเห็นโทษแห่งของร้อนทั้งปวงจึงเบื่อหน่ายกับการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นทั้งที่ยินดีพอใจและยินร้ายอันเป็นเหตุให้ร้อนใจอยู่เนืองนิตย์ จิตจึงปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น.ทั้งนี้ได้ยก อาทิตตปริยาย นัยยะที่ 2 และธรรมปริยาย ขึ้นมาอธิบายเพิ่มเติมด้วย เพื่อให้มีความเข้าใจที่กว้างขวางลึกซึ่้งมากยิ่งขึ้นไป"…ให้เรามีความระมัดระวังรักษา เหมือนอย่างพวกชฎิลที่บูชาไฟ จะต้องรักษาไฟเป็นอย่างดี…รักษาไม่ให้ไปมีราคะ โทสะ และโมหะเกิดขึ้น ซึ่งถ้ามีเกิดขึ้นแล้วจะทำให้เกิดลุ่มหลง มีความโกรธเกลียดไม่พอใจ เป็นต้น แต่ถ้าเมื่อเรารักษาให้มันดีแล้ว อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในช่องทางนั้นเป็นอันว่าได้รับการรักษา รักษาด้วยสติ รักษาด้วยการสำรวมอินทรีย์"แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.54 , ตามใจท่าน Ep.42 , EP.21 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.51 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ธรรมจักร กงล้อแห่งธรรมอันยอดเยี่ยม 6229-4s
สืบเนื่องในเดือน อาสาฬหะ ซึ่งมีความสำคัญในการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คืือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เอาไว้ จึงจะได้นำเรื่องราวตั้งแต่วันวิสาขะมาจนถึงวันอาสาฬหบูชา เป็นช่วงเวลา 2 เดือนหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วมาจนถึงการแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ โดยนำเสนอในหัวข้อเรื่อง "ความให้เป็นไป คือ หมุนซึ่งกงล้อแห่งธรรมอันยอดเยี่ยม"…อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตตะนัง คัดบางส่วนมาจาก…ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์…ข้อนี้แลเป็น ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหาภวตัณหา วิภวตัณหา.…ข้อนี้แลเป็น ทุกขนิโรธอริยสัจคือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.…ดูข้อนี้แลเป็น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ……ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์…ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดาลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อ ของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้."แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.26 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มหาเวทัลลสูตร และ นฬกลาปิยสูตร 6228-4s
ยก 2 พระสูตร ปรารภท่านพระมหาโกฏฐิตะและพระสารีบุตรได้พูดคุยสนทนาธรรมกันแบบเวทัลละ (การถามตอบที่ให้เกิดความรู้และความพอใจแล้วซักถามยิ่ง ๆ ขึ้นไป) ซึ่งเป็นความงดงามในการสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปีติของพระมหาสาวกทั้งสองรูปนี้ผู้มีความฉลาดล้ำ…เมื่อคนที่มีปัญญา 2 คนคุยกัน เราต้องยิ่งจดจ่อให้ดีมหาเวทัลลสูตร ว่าด้วยเรื่อง ปัญญากับวิญญาณ, เวทนา สัญญา และวิญญาณ, ประโยชน์แห่งปัญญาและเหตุเกิดสัมมาทิฏฐิ, ภพและฌาน, อินทรีย์ 5 และปัจจัยเจโตวิมุตตินฬกลาปิยสูตร ว่าด้วยเรื่อง ปัจจัยให้มีชราและมรณะ พระมหาโกฏฐิตะได้ยกเรื่องนี้ขึ้นถาม พระสารีบุตรได้ตอบพร้อมยกอุปมากำไม้อ้อ 2 กำ ขึ้นอธิบายอย่างแยบคาย พระมหาโกฏฐิตเถระจึงได้กล่าวแสดงชื่นชมยินดีในสุภาษิตของท่านพระสารีบุตรใน 36 เรื่องนี้"ถ้า ภิกษุแสดงธรรม เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชราและมรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก ถ้า ภิกษุปฏิบัติ เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชราและมรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ถ้า ภิกษุหลุดพ้น เพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นชราและมรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชาควรจะกล่าวว่า ภิกษุบรรลุนิพพานในปัจจุบัน"และจะได้อธิบายขยายความเพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงขุดเพชรในพระไตรปิฏก Ep.28 พระมหาโกฏฐิตเถระ เอตทัคคะในทางผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา 4 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มาคัณฑิยสูตร 6227-4s
"มาคัณฑิยสูตร" เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมในเรื่องรสอร่อยและโทษของกาม อุบายเครื่องนำออกจากกาม แก่มาคัณฑิยะปริพาชก โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้จิตของเรานี้ มันหลอกเราอยู่ หลอกให้เราเข้าไปยึดถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตัวตน ความยึดถือนี้คือ อุปาทาน สิ่งที่หลอกเราอยู่นั้นคือ อวิชชา จิตที่มีอวิชชาฝังอยู่ ก็หลอกเรานั่นเองสิ่งที่เป็นความไม่มีโรคไม่ใช่สุขภาพดี แต่สิ่งที่ไม่มีโรคนั้นก็คือการปราศจากามจะเห็นความไม่มีโรคได้ เข้าถึงนิพพานคือความดับเป็นขั้น ๆ ได้ ต้องเจริญอริยมรรคมีองค์ 8"…ท่านควรคบสัตบุรุษ เพราะเมื่อใดท่านคบสัตบุรุษ เมื่อนั้นท่านจักได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ เมื่อท่านได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ท่านจักปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เมื่อท่านปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ท่านจักรู้เอง เห็นเองว่า โรค ฝี ลูกศร คือ อันนี้ โรค ฝี ลูกศร จะดับไปโดยไม่เหลือในที่นี้ เพราะอุปาทานของเรานั้นดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสก็ดับความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้…มาคัณฑิยสูตร Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มหากัมมวิภังคสูตร 6226-4s
สืบเนื่องมาจากในรายการ ช่วงตามใจท่าน Ep.47 ที่ได้กล่าวถึงในเรื่องของการแจกแจงกรรมที่มาใน มหากัมมวิภังคสูตร จึงได้ยก 2 พระสูตรนี้ขึ้นมาเพื่ออธิบายขยายความเพิ่มเติม ทำให้มีความรู้ความเข้าใจมีความกว้างขวางมากยิ่งขึ้นจูฬกัมมวิภังคสูตร เป็นพระสูตร (เล็ก) ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่สุภมานพโตเทยบุตร เพื่อตอบปัญหาในเรื่องเหตุที่ทำให้สัตว์มีอายุสั้น มีอายุยืน, มีโรคมาก มีโรคน้อย เป็นต้น และสัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวหรือปราณีตต่างกัน มีรายละเอียดดังนี้เหตุที่ทำให้อายุสั้น เพราะฆ่าสัตว์, เหตุที่ทำให้อายุยืน เพราะไม่ฆ่าสัตว์เหตุที่ทำให้มีโรคมาก เพราะเบียดเบียนสัตว์, เหตุที่ทำให้มีโรคน้อย เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์เหตุที่ทำให้มีผิวพรรณทราม เพราะเป็นผู้มักโกรธ, เหตุที่ทำให้ผิวพรรณผ่องใส เพราะเป็นผู้ไม่โกรธเหตุที่ทำให้มีศักดาน้อย เพราะมีใจริษยา, เหตุที่ทำให้มีศักดามาก เพราะมีใจไม่ริษยาเหตุที่ทำให้เป็นคนยากจน เพราะเป็นคนตระหนี่ ไม่เคยบริจาค, เหตุให้เป็นคนร่ำรวย เพราะเป็นคนมีน้ำใจ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นเหตุที่ทำให้เกิดในตระกูลต่ำ เพราะเป็นคนไม่มีสัมมาคารวะ, เหตุที่ทำให้เกิดในตระกูลสูง เพราะเป็นคนมีสัมมาคารวะอ่อนน้อมถ่อมตนเหตุที่ทำให้เกิดเป็นคนโง่เขลา มีปัญญาทราม เพราะเป็นคนไม่ใฝ่ศึกษา ไม่เข้าใกล้หรือไม่ไปสอบถามกับสมณะว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน, เหตุที่ทำให้เกิดเป็นคนมีปัญญามาก เพราะเป็นคนใฝ่หาความรู้ เข้าใกล้หรือไปสอบถามกับสมณะว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศลฯมหากัมมวิภังคสูตร เป็นพระสูตร (ใหญ่) ที่พระพุทธเจ้าจึงทรงจำแนกกรรมโดยละเอียดถึงเหตุที่ทำให้บุคคลหลังจากการตายแล้วไปเกิดในนรกหรือสวรรค์แก่พระอานนท์ ด้วยปรารภเหตุที่พระสมิทธิได้โต้วาทะกับปริพาชกโปตลิบุตร โดยแสดงถึงบุคคล 4 ประเภท และได้ทรงรับรองเฉพาะคำกล่าวที่ถูกต้อง ที่ไม่ถูกต้องไม่ทรงรับรอง ดังนี้บุคคลที่ทำชั่วแล้วไปเกิดในอบายทุคคติวินิบาต นรก ก็มีบุคคลที่ทำชั่วแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ก็มีบุคคลที่ทำดีแล้วได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์ ก็มีบุคคลที่ทำดีแล้วไปเกิดในอบายทุคคติวินิบาต นรก ก็มีประเด็นสำคัญ คือ กรรมดีกรรมชั่วที่ควรสอดส่องให้เห็น, การมีความเห็นถูก (สัมมาทิฐิ) และความเห็นผิด (มิจฉาทิฐิ) ก่อนตาย อาจส่งผลให้เข้าใจผิดได้ตามนัยยะของบุคคล 4 ประเภทนี้ แต่ด้วยญาณในมหากัมมะของพระพุทธเจ้าที่ได้รับรองความเห็นไว้ก็คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กรรมทุกอย่างให้ผลทั้งสิ้นตามแต่วาระตามแต่นัยยะของมันแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:ตามใจท่าน Ep.47 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มหาจัตตารีสกสูตร และ สัมมาทิฏฐิสูตร 6225-4s
“ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ๆ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ? อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”…สัมมาทิฏฐิสูตรสืบเนื่องมาจากในรายการ ช่วงตามใจท่าน Ep.46 ที่ได้กล่าวถึงในเรื่องของ "สัมมาทิฏฐิ" จึงยก 2 พระสูตรนี้ขึ้นมา เพื่ออธิบายขยายเพิ่มเติมมหาจัตตารีสกสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุมีองค์ประกอบ คือ ความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว ประกอบแล้วด้วยองค์ 7 คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และในบรรดาองค์ทั้ง 7 สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน (องค์นำ) ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน จนกระทั่งทำให้เกิดเป็น สัมมาญาญะ คือความรู้ชอบ และ สัมมาวิมุติ คือความหลุดพ้นและได้ทรงแสดงธรรม 40 อย่าง แบ่งออกเป็นฝ่ายกุศล 20 ฝ่ายอกุศล 20 ชื่อธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ สมณะหรือพราหมณ์ที่จะติเตียนคัดค้านธรรมบรรยายนี้ ย่อมถึงความน่าตำหนิ สัมมาทิฏฐิสูตร เป็นพระสูตรที่พระสารีบุตรกล่าวอธิบายถึง "เหตุแห่งสัมมาทิฏฐิ" เป็นความเห็นชนิดที่เป็นไปเพื่อความสลัดแอก เป็นจุดเริ่มต้นที่จะให้ไปตามทางเพื่อถึงความดับซึ่งเหตุแห่งทุกข์ คืิอ อริยมรรคมีองค์ 8เมื่อได้ฟังทั้ง 2 พระสูตรนี้แล้ว จะทำให้ได้ทราบว่า สัมมาทิฏฐิ นี้อยู่ตรงไหน มีเหตุปัจจัยอะไรเกื้อหนุนกันมา มีวิธีการที่จะทำให้เกิดขึ้นและปฎิบัติได้ย่างไร?แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:ตามใจท่าน S09E46 , เข้าใจทำ (ธรรม) S07E28 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ปายาสิราชัญญสูตร ตอนที่ 3 (จบ) 6224-4s
มาถึงตอนจบของ ปายาสิราชัญญสูตร ที่สุดท้ายแล้วพระเจ้าปายาสิก็ยอมละมิจฉาทิฎฐิ ด้วยการยกอุปมาอุปไมยของพระกุมารกัสสปะใน 4 ข้อขึ้นมาปรับแก้ทิฏฐิมานะที่ไม่ยอมเปลี่ยนความเห็นผิดนั้นเพียงเพราะกลัวคนอื่นจะมาติเตียนหลังจากที่ตั้งไว้ในความเห็นที่ถูกต้องและขอถึงความเป็นอุบาสกแล้ว พระเจ้าปายาสิจึงได้ตรัสถามถึงวิธีการบูชามหายัญ พระกุมารกัสสปะกล่าวให้เห็นถึงความดีที่ควรต้องกระทำ ซึ่งนั่นคือ "การบูชาด้วยการให้ทาน" ในจุดที่พระเจ้าปายาสิได้สั่งให้อุตตรมานพเป็นผู้จัดการให้ทาน จะเห็นถึงลักษณะวิธีการให้ทานนั้นจะมีผลมีอานิสงส์ที่ต่างกันยืนยันผลของทานได้จากการที่พระควัมปติได้พบกับเทพบุตรปายาสิที่วิมานชื่อเสรีสกะอันว่างเปล่า…ถ้าให้ทานด้วยความศรัทธา ด้วยความเคารพ ด้วยอ่อนน้อม เป็นทานให้ด้วยมือตน ให้ของที่ไม่เป็นเดน ระลึกถึงผลของทานให้ถูกต้อง นี้เป็นทานที่ดีมาก เป็นสัปปุริสทาน เป็นทานของสัตบุรุษแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.48 และ Ep.47 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ปายาสิราชัญญสูตร ตอนที่ 2 6223-4s
จากตอนที่ 1 แม้พระกุมารกัสสปะได้ยกอุปมาต่าง ๆ มาปรับแก้ทิฏฐิความเห็นของพระเจ้าปายาสิ แต่พระองค์ก็ทรงไม่ยอมละความเห็นผิดนั้น กลับยกวิธีการทดลองหาชีวะ (จิต) ที่ไม่แยบคายขึ้นมาโต้ใน อีก 4 ข้อ พระกุมารกัสสปะก็ได้ยกอุปมาขึ้นมาแก้อีก จนพระเจ้าปายาสิจำนนด้วยเหตุผล ไม่อาจหาอะไรมาแย้งได้ แต่ด้วยพระองค์กลัวคนจะเยาะเย้ยว่าตนโง่เขลา จำต้องยึดถือในมิจฉาทิฎฐินั้นต่อไป พระกุมารกัสสปะจึงได้ยกอุปมา 4 ข้อมาชี้แจง และขอให้ทรงละมิจฉาทิฏฐินั้นเสีย เพราะนั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ใครเลย กลับจะต้องประสบความเสื่อม แล้วยังทำให้ผู้ดำเนินตามประสบความพินาศด้วย ในที่สุดพระเจ้าปายาสิจะยอมละทิฏฐิที่ไม่ดีนั้นได้หรือไม่ ติดตามได้ในตอนต่อไปแนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร ใน Ep.47 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ปายาสิราชัญญสูตร ตอนที่ 1 6222-4s
เป็นเรื่องราวในตอนต้นที่มาใน "ปายาสิราชัญญสูตร" กล่าวถึง พระเจ้าปายาสิผู้ที่มีทิฏฐิชนิดที่จะไม่สามารถสลัดตนเองออกจากทุกข์ได้ ด้วยความเห็นผิดไปว่า โลกอื่นไม่มี สัตว์ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของสัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี พระกุมารกัปปะจึงได้ยกอุปมาอุปไมยขึ้นมาเปรียบเทียบปรับแก้ทิฏฐินั้นให้ แม้อย่างนั้นพระเจ้าปายาสิก็ยังไม่ลงใจเชื่อ ยังมีมานะ ถือเอาความเห็นผิดของตนต่อไป พระกุมารกัสสปะจะสามารถปรับทิฏฐิความเห็นของพระเจ้าปายาสิ จากมิจฉาทิฏฐิให้กลับมามีสัมมาทิฏฐิได้อย่างไร? ติดตามกันได้ในคลังพระสูตรตอนหน้า Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อริยสัจ 4 ที่แสดงในสติปัฏฐาน 4 6221-4s
ความทุกข์จริง ๆไม่มี เป็นของสมมุติเอา จะมีความทุกข์ได้ต้องอาศัยเหตุเกิด ความจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้เลย คือ ความที่ถ้ามันไม่เที่ยง มีความเปลี่ยนแปลงจากอย่างนี้เป็นอย่างอื่นได้ ความไม่เที่ยงนั้น คือ สภาพที่ทนอยู่ได้ยาก ความทนอยู่ได้ยากเรียกว่าทุกข์"ทุกข์" แปลว่า สิ่งที่ทนอยู่ได้ยากในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง สภาวะใดสภาวะหนึ่ง มันจึงต้องมีเหตุของมันเกิด เหตุของมัน คือ สมุทัย สาวไป ๆ จะไปจบกันอยู่ที่ตัณหาถ้าเราเข้าใจเรื่องความทุกข์อย่างถูกต้องว่า นี่เป็นทุกข์ไม่ใช่สุข ตัณหาเป็นเหตุของทุกข์ ไม่ใช่เครื่องมือที่จะให้เรามีความสำเร็จ มรรคเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องเต็มที่แล้ว เหมือนกับเราสร้างพื้นฐานไว้ดี ทำชั้นที่ 1 แล้วก็ทำชั้นที่ 2 ขึ้นไป จะทำให้การตรัสรู้ธรรม ความเข้าใจธรรมะของเรามีขึ้นได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน 6220-4s
ภิกษุทั้งหลาย ถ้าธรรมชาติ ๓ อย่างนี้ ไม่พึงมีอยู่ในโลกแล้วไซร้ ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก ธรรมชาติ ๓ อย่าง นั้นคือ ความเกิด ความแก่ และความตาย“โธ่เอ๋ย ความแก่อันชั่วช้าเอ๋ย ความแก่อันทำความน่าเกลียดเอ๋ย กายที่น่าพอใจ บัดนี้ ก็ถูกความแก่ย่ำยีหมดแล้ว แม้ใครจะมีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ทุกคนก็ยังมีความตายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ความตายไม่ยกเว้นให้แก่ใคร ๆ มันย่ำยีหมดทุกคน”Time Index[00:56] ธรรมชาติ 3 ประการ ที่ทำให้พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นบนโลก[07:21] มหาปุริสลักขณะ 32 ประการ[15:15] ทรงออกผนวช และบำเพ็ญทุกรกิริยา[21:50] หนทางแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า[24:00] การตั้งความเพียรอันไม่ถอยกลับ และพระมหาสุบิน 5 อย่าง[42:46] ช่วงเวลาใกล้การปรินิพพาน[46:51] พรรษาสุดท้ายของพระพุทธเจ้า และการอาพาธของพระองค์[53:00] การเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

โปตลิยสูตร 6219-4s
พระพุทธเจ้าทรงตรัสกับโปตลิยคฤหบดี ถึงเรื่องธรรม 8 ประการ ที่เป็นไปเพื่อการตัดขาดซึ่งโวหาร และอุปมาถึงโทษของกาม 7 ข้อ หลังจากที่โปตลิยคฤหบดี ฟังพระสูตรนี้แล้ว ก็สรรเสริญพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า และประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิตกาม เป็นสิ่งที่มีโทษมาก มีความคับแค้นมาก เป็นสิ่งที่ควรจะหลีกเลี่ยง ให้มาเจริญความสุขที่เป็นไปในภายใน ทำสมาธิ ทำปัญญาให้เกิดขึ้น ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ เป็นสิ่งที่แสดง บ่งบอก ถึงความเป็นผู้สงบ ความเป็นสมณะในธรรมวินัยนี้ในเรื่องของความศรัทธา ความเคารพ ความตั้งมั่น เราประดิษฐานให้ดี ตั้งไว้ให้ถูก แล้วเราจะมีความเจริญ ความงอกงาม ความเพิ่มพูนในธรรมในใจของเราได้Time Index[00:43] โปตลิยคหบดี[05:13] เครื่องตัดโวหาร 8 ประการ[14:18] อุปมากาม 7 ข้อ[28:56] โปตลิยคหบดีแสดงตนเป็นอุบาสก[34:47] อธิบายเนื้อหาโปตลิยสูตร Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

พระสูตรว่าด้วยสัมมาอาชีวะ 6217-4s
สัมมาอาชีวะมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ประกอบด้วยอาสวะ และ สัมมาอาชีวะแบบอริยะหากมีการเลี้ยงชีวิตดีอยู่สม่ำเสมอ รายจ่ายก็จะไม่ท่วมรายรับ จะไม่เกิดความฝืดเคืองในการใช้จ่ายทรัพย์Time Index[03:42] สัมมาอาชีวะในทางอริยะเป็นอย่างไร[05:59] การเลี้ยงชีพชอบทำให้เกิดความสันโดษ[09:38] การดำรงชีพชอบในทิศทั้ง 6 ของฆราวาส[25:10] การดำรงชีพในชั้นต่างๆ ของฆราวาส[34:50] การเป็นผู้เลี้ยงชีวิตดีอย่างสม่ำเสมอ[42:50] การเลี้ยงชีพชอบตามหลักอริยวงศ์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อากังเขยยสูตร และวัตถูปมสูตร 6216-4s
อากังเขยยสูตร อากังเขยยะ แปลว่า ความปรารถนา , ความจำนง การที่เราจะสมปรารถนาตามคำหวังโดยธรรมได้เมื่อเราทำตามด้วยศีล ในผล 17 อย่างที่หวังไว้อย่างใดอย่างหนึ่งวัตถูปมสูตร อุปกิเลส 16 อย่างที่ทำให้เกิดความเศร้าหมองของจิต ประกอบด้วยอภิชฌาวิสมโลภะ [ละโมบไม่สม่ำเสมอ คือ ความเพ่งเล็ง], พยาบาท [ปองร้ายเขา], โกธะ [โกรธ], อุปนาหะ [ผูกโกรธไว้], มักขะ [ลบหลู่คุณท่าน], ปลาสะ [ยกตนเทียบเท่า], อิสสา [ริษยา], มัจฉริยะ [ตระหนี่], มายา [มารยา], สาเฐยยะ [โอ้อวด], ถัมภะ [หัวดื้อ], สารัมภะ [แข่งดี], มานะ [ถือตัว], อติมานะ [ดูหมิ่นท่าน], มทะ [มัวเมา], ปมาทะ [เลินเล่อ]Time Index[00:19] พระสูตรอากังเขยสูตร – ข้อที่พึงหวังได้ 17 อย่าง[12:58] วัตถูปมสูตร – อุปมาด้วยผ้า และ อุปกิเลส 16[26:49] การอาบน้ำ ในศาสนา[33:04] อธิบายอากังเขยยสูตร และวัตถูปมสูตร[59:46] สรุป – ความดีความงามของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องราง แต่ขึ้นอยู่กับความดีงามในจิตใจ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มหาสัจจกสูตร 6215-4s
มหาสัจจกสูตร สัจจกนิครนถ์ทูลถามปัญหาว่าด้วยกายภาวนาและจิตตภาวนา พระพุทธองค์จึงทรงตรัสสอนในเรื่องเวทนา, อุปมา 3 ข้อ, ความต่างกันในการบำเพ็ญทุกกรกิริยา, การบรรลุวิชชาที่ 2 และความเป็นผู้หลงและไม่หลง เมื่อสัจจกนิครนถ์ได้ฟังธรรมอันน่าอัศจรรย์ ที่ไม่เคยฟังมาก่อน ได้กล่าวสรรเสริญชื่อชมพระผู้มีพระภาคTime Index[00:17] สัจจกนิครนถ์ทูลถามปัญหา ว่าด้วยกายภาวนาและจิตตภาวนา[12:05] ทรงชี้แจงเรื่องเวทนา[17:16] อุปมา ๓ ข้อ[18:47] ความต่างกันในการบำเพ็ญทุกกรกิริยา[25:48] ตรัสความเป็นผู้หลงและไม่หลง[26:54] สัจจกนิครนถ์สรรเสริญพระผู้มีพระภาค[32:26] อธิบายเนื้อหาทั้งหมดใน “มหาสัจจกสูตร”[58:10] สรุป กายภาวนา กับ จิตภาวนา ไม่สามารถแยกภาวนาได้ เพราะกายภาวนาในที่นี้คือ วิปัสสนา ส่วนจิตภาวนาคือ สมถะ ที่ต้องภาวนาควบคู่กันไปทั้งกาย-จิตและไม่เอาทั้งสุขและทุกข์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อรณวิภังคสูตร 6214-4s
อรณวิภังคสูตร คำว่า อรณ (อะ ระ ณะ) คือการไม่มีกิเลส ไม่มีข้าศึก ก็มาจากคำเดียวกับอรหันต์ คือผู้ไม่มีกิเลส ไกลจากกิเลส ส่วนคำว่า วิภังค คือ การแยกแยะแจกแจง มาจากคำว่าผู้มีพระภาค ที่มีหน้าที่จำแนกแจกแจงแบ่งภาค เรื่อง อรณวิภังคสูตร คือ เรื่องที่พระพุทธเจ้าแบ่งแยกธรรมออกเป็น 8 อย่าง โดย 8 อย่างนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ดี (สิ่งที่ควรทำ) ส่วนที่ไม่ดี (สิ่งที่ควรละ) สามารถจำแนกได้ดังนี้สิ่งที่ดีที่ควรทำ คือ 1. ไม่เพียรแสวงหาซึ่งกามสุข 2. ไม่เพียรทรมานตน 3. อริยมรรคมีองค์แปด(มีอยู่ส่วนเดียว คือ ส่วนที่ควรทำ) 4. ไม่ยกยอ ไม่ตำหนิใคร แต่พึงแสดงธรรมเท่านั้น 5. ประกอบความสุขที่เป็น เนกขัมมสุข 6. พูดในสิ่งที่เป็นจริง มีประโยชน์ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่น 7. พูดโดยไม่รีบด่วน และ 8. ไม่ยึดถือภาษาถิ่นคุณธรรม 8 อย่างนี้ เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม รู้ยิ่ง และนิพพาน ในส่วนของสิ่งที่ควรละก็คือ คู่ตรงข้ามกับคุณธรรม 8 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

คุณของการทานอาหารมื้อเดียว 6213-5s
การทานอาหารมื้อเดียวทำให้เป็นผู้มีโรคน้อย ร่างกายสดชื่น ท้องอิ่มแน่นเกินไป ทำให้กุศลธรรมเจริญ อกุศลธรรมเสื่อมผู้ไม่ทำตามสิกขาอย่างดี จะถูกพระพุทธเจ้าติเตียน เหล่าภิกษุ หรือ แม้แต่เหล่าเทวดาก็ติเตียนคุณสมบัติของม้าอาชาไนย ซึ่งเป็นยอดม้าประกอบด้วยคุณสมบัติ 10 ข้อใน ภัททาลิสูตร ท่านพระภ้ททาลิเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าแม้พระพุทธเจ้าเมตตาบอกสอน ก็ไม่สนใจจำไม่ได้ก็ไม่สามารถทำให้บริบูรณ์ในสิกขาได้ ก็ทำให้เกิดการอ่อนแอ ท้อแท้ ท้อถอยในพระสูตรนี้เสนอเกี่ยวกับที่พระพุทธเจ้าชี้แนะบอกกสอนว่า การฉันอาหารเพียงมื้อเดียวแล้วลุกขึ้นโดยไม่ฉันอีกนั้นมีคุณมาก ทำให้เบากาย ไม่เมาอาหาร แล้วพระภัททาลิได้แสดงความอุตสาหะว่าไม่สามารถทำได้ เพราะสมัยก่อนเกิดเป็นกาหลายชาติ กินทั้งวัน กินอยู่เรื่อยพระภัททาลิก็เอาแต่ปฏิเสธว่าทำตามสิกขาบทไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงชี้ให้เห็นโทษจากการไม่ทำตามสิกขา ถ้าหากพระพุทธเจ้าชี้ให้ไปทางไหน บุคคลผู้มีศรัทธามีความรักยิ่งในพระพุทธองค์จะก้าวตามทางมรรค ตามสิกขาบทที่ท่านได้บอกสอนบัญญัติไว้…ส่วนใครก็ตามที่ไม่สามารถทำตามสิกขาบทได้ก็จะถูกติเตียนได้ เหมือนกรณีของท่านพระภัททาลิที่ได้ถูกพระพุทธเจ้า หมู่ภิกษุ และเทวดาคอยติเตียน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ภัททาลิสูตร 6213-4s
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ภัททาลิสูตร ถึง คุณแห่งการฉันอาหารหนเดียว ว่า ย่อมรู้สึกคุณ คือความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายจงมา จงฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียวเถิด ด้วยว่าเมื่อเธอทั้งหลายฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว จักรู้สึกคุณคือความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ. Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ฆฏิการสูตร 6212-4s
ฆฏิการสูตร เป็นเรื่องราวของนายช่างหม้อชื่อ “ฆฏิการะ” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่เป็นสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ นายฆฏิการะมีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นยอดอุปัฏฐาก และมีเพื่อนชื่อโชติปาละมานพคือพระพุทธเจ้าของเรา สมัยเป็นเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ นายฆฏิการะได้เป็น “อนาคามี” เพราะมีความเห็นที่ถูกต้องในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มีความสงสัยในอริยสัจ 4ฆฏิการะเห็นว่า นายโชติปาละ ผู้เป็นเพื่อน เป็นคนฉลาดแต่มีศรัทธาคลาดเคลื่อน ถ้าได้ฟังธรรมแล้วจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องได้ จึงชักชวนกันไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้ากัสสปะ แต่กว่าจะชวนไปได้ก็ต้องชวนถึง 3 ครั้ง โชติปาละมานพถึงจะยอมไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้ากัสสปะ และ โชติปาละมานพก็สามารถปรับทิฐิความเห็นของตนให้ถูกต้องได้ และตัดสินใจออกบวชส่วนนายช่างหม้อก็คอยอุปัฏฐากดูแลพระเจ้าพระสงฆ์ ในพระพุทธเจ้ากัสสปะ นายฆฏิการะจะออกไปหาของในป่าแต่เช้า ก่อนออกไปก็จะตระเตรียมอาหารให้พ่อแม่ที่แก่ตาบอดไว้ในกระเช้า ครั้งที่พระพุทธเจ้ากัสสปะมาที่เรือนถามหานายฆฏิการะ พ่อแม่ของนายฆฏิการะทราบว่าพระพุทธเจ้ากัสสปะมาบิณฑบาตรก็นำอาหารนั้นถวาย และเมื่อนายช่างหม้อกลับมา เห็นว่าพ่อแม่ไม่ได้กินอาหาร แล้วทราบว่าพระพุทธเจ้ากัสสปะเสด็จมาและรับอาหารของตนไป ก็เกิดความปีติดีใจอย่างยิ่ง ด้วยความรักเคารพศรัทธาในพระพุุทธเจ้ากัสสปะจิตใจแบบนี้เป็นจิตใจที่ไม่ขาดแคลน ไม่มีความอัตคัดตระหนี่ใด ๆ เลย จิตที่มีปีติสุขตลอดเวลาที่ได้ดูแลพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นกับนายช่างหม้อตลอด 3 เดือน และรักษาศีล 10 ไม่รับทองและเงิน ใช้วิธีแลกเปลี่ยนสินค้ากันแทนการรับเงิน คือ เอาหม้อแลกกับผลไม้ ถั่ว งา และข้าว เพื่อเป็นการจุนเจือครอบครัว Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อิ ติ ปิ - เพราะเหตุอย่างนี้ๆ 6211-5s
กว่าที่พระพุทธเจ้าของเราจะมาเป็นพระพุทธเจ้าได้ต้องบำเพ็ญเพียรตบะมาถึง 4 อสงไขย กับอีกแสนมหากัปป์ และเป็นช่วงที่ได้รับการพยากรณ์ว่าจะสำเร็จเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ก็ต้องบำเพ็ญบารมีมาก่อนหน้านี้อีก 20 อสงไขยจึงจะได้รับการพยากรณ์การเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่จะมีขึ้นมาเอง ต้องอาศัยการใช้เวลานาน ใช้ความอดทนอย่างสูง ใช้ปัญญา ทาน ศีล และทุกอย่าง ใช้ความลำบาก มากในการได้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากว่าจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ให้รีบเร่งทำความเพียร เพราะความตายมันไม่แน่ไม่นอน บางทีนอนไปคืนนี้อาจจะไม่ลุกแล้วก็ได้การเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่จะมีขึ้นมาเอง ต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างมาก กว่าที่เราจะสวดกันได้ว่า อิติปิโส ภะคะวา ฯ นั่นคือคุณของพระพุทธเจ้าหรือพุทธคุณ สิ่งที่ต้องการอธิบายคือ คำว่า “อิติปิ” เป็นภาษาบาลี แปลว่า แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ จึงทำให้สำเร็จเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ จึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ…และเพราะเหตุอย่างนี้ ๆ จึงเป็นครูผู้สอนของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายฯ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า 6211-4s
พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย เกี่ยวกับเรื่องการบำเพ็ญบุญบารมีของพระองค์ในอดีตชาติ เพื่อสั่งสมบารมีเป็นพระพุทธเจ้าตั้งแต่เป็นโชติปาลมานพ, พระเจ้ามหาสุทัศน์, พระเวสสันดร, ช่างทำรถของพระเจ้าปเจตน, อกิตติดาบส ฯ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

เทวธาวิตักกสูตร 6208-4s
เทวธาวิตักกสูตร กล่าวถึง การที่พระพุทธเจ้าแยกความวิตกออกเป็น 2 ส่วน คือ ทรงแยกกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก นี้ออกเป็นส่วนหนึ่ง และแยกเนกขัมมวิตก อัพยาบาทวิตก และอวิหิงสาวิตก นี้ออกเป็นส่วนที่ 2 และทรงกล่าวถึงทางที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย“จิตตริตรึกนึกไปในเรื่องใดมาก จิตเราก็จะน้อมเอนเอียงไปในเรื่องนั้น ๆ” จำคำนี้ไว้ให้ขึ้นใจเลย เรื่องดี ๆ ก็เป็นอย่างนี้ ท่านผู้ฟังที่ฟังธรรมอยู่เรื่อย อ่านหนังสือธรรมะอยู่เรื่อย คิดใคร่ครวญเรื่องธรรมอยู่บ่อย ๆ จิตก็จะน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้น ๆ จะมีความเมตตา มีความเอื้อเฟื้อ มีความใจเย็น มีความซื่อสัตย์ มีความโอบอ้อมอารีจะอยู่ในใจของคนที่ตริตรึกในเรื่องที่เป็นไปในเรื่องกุศลธรรมอยู่เรื่อย ๆเราเสพสื่ออะไรเราต้องดูให้ดี เราคบกับเพื่อนแบบไหนเราพิจารณาให้ชอบ เราดูข้อมูลอะไรก็ตามคิดเรื่องอะไรก็ตามให้เป็นไปในทางกุศลธรรม Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ธรรมทายาทสูตร 6207-4s
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ขอเธอจงเป็นธรรมทายาทของเราเถิด อย่าเป็นอามิสทายาทของเราเลย” การเป็น “ธรรมทายาท” ทั้งพระศาสดาและสาวกก็จะไม่ถูกวิญญูชนติเตียนเมื่อสาวกทั้งหลายศึกษาความสงัดตามพระศาสดา สาวกทั้งหลายเหล่านั้นจะไม่เป็นผู้มักมาก ไม่เป็นผู้ย่อหย่อนทอดธุระ ไม่เป็นผู้ท้อถอยความโกรธและความผูกโกรธ ความลบหลู่และความตี ความริษยา-ความตระหนี่ ความเจ้าเล่ห์โอ้อวด ความหัวดื้อแข่งดี ความถือตัวดูหมิ่น ความเมาความเลินเล่อ เป็นธรรมลามก การเดินทางตามมรรค 8 เป็นทางสายกลางที่ทำให้ละธรรมลามกไปถึงการตรัสรู้ รู้ยิ่งรู้พร้อมมรรคผลนิพพานได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มหาโควินทพราหมณ์ 6206-5s
สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นที่จะทำให้เกิดความสงบระงับของกิเลสที่อยู่ในใจพระพุทธเจ้าของเรามีความพยายามอย่างมากที่หาหนทางที่จะนำไปสู่ความเกษมแก่คนจำนวนมากสนังกุมารพรหม คือ พระนิยตโพธิสัตว์ที่ได้รับการพยากรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วครั้งหนึ่งสนังกุมารพรหม (พรหมมีอายุขัยยืนยาวนาน) ได้มีโอกาสพบพระพุทธเจ้าของเราสมัยที่เป็นพราหมณ์มหาโควินทพราหมณ์ถามสนังกุมารพรหมว่าจะทำอย่างไร ธรรมะอะไรจะให้เข้าถึงพรหมโลกอันเป็นอมตะได้กลิ่นชั่วร้ายที่สนังกุมารพรหมกล่าวถึง มี 14 อย่างคือ ความโกรธ, พูดเท็จ, ฉ้อโกง, ประทุษร้ายมิตร, ตระหนี่, ดูหมิ่น, ริษยา, ปรารถนาลามก, ลังเลเคลือบแคลง, การเบียดเบียนผู้อื่น, ความโลภอยากได้, ความคิดประทุษร้าย, ความมัวเมา, และความหลง เมื่อมีแล้วจะต้องลงไปอบายอริยมรรคมีองค์ 8 คือ ทางเพื่อให้ถึงความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด รู้ยิ่งรู้พร้อม เพื่อนิพพานใน มหาโควินทสูตร เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าที่ชาติหนึ่งเคยเกิดเป็น มหาโควินทพราหมณ์ และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ได้มีการเล่าเรื่องราวครั้งก่อน ๆ ของพระองค์โดยสนังกุมารพรหมว่า พระพุทธเจ้ามีความเป็นไปอย่างไรในแต่ละชาติ เรื่องราวเหล่านี้เริ่มต้นที่วันออกพรรษาว่า มีการประชุมของเหล่าเทวดา รวมถึงเหล่าเทวดาจตุมหาราชิกาเข้าประชุมในวันนั้นด้วยเวลาที่ผู้คนรักษาศีลไปวัด ปฏิบัติธรรม บูชาพระด้วยดอกไม้ ก็จะมีคนที่เก็บดอกไม้ไป นั่นก็คือ “คนธรรพ์” ชื่อปัญจะสิกขะ เปรียบเหมือนการทำบัญชีของคนที่ทำความดี เครื่องบูชาหรือดอกไม้ที่มาจากจิตใจที่ดี ปัญจะสิกขะก็จะไปรับมาจากคนที่ทำความดีและนำไปให้มาตาลีเทพบุตรทราบ แล้วมาตาลีเทพบุตรก็จะนำไปแจ้งกับท้าวสักกะทราบ ถ้ามีมากก็จะทำให้รู้ว่าเทวโลกจะมีคนดี ๆ ขึ้นมาอุบัติขึ้น แล้วในพรรษานั้นมีคนรักษาศีลทำความดีเต็มที่ ทำให้ไปอุบัติไปอยู่บนชั้นดาวดึงส์เป็นจำนวนมาก และสนังกุมารพรหมก็ได้ปรากฏตัวขึ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มหาโควินทสูตร ตอนที่ 2 6206-4s
มหาโควินทสูตร เป็นตอนที่สนังกุมารพรหมได้กล่าวถึง ท่านมหาโควินทฯ ที่เป็นพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ว่าท่านมหาโควินทฯ มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง เพราะเหตุใดท่านมหาโควินทฯ จึงได้ออกบวช และเมื่อตายไปก็ไปจุติบนพรหมโลกพระพุทธเจ้าตรัสกับปัญจะสิกขะถึงพรหมจรรย์เพื่อความเบื่อหน่ายในโลก นั่นคือ มรรค 8 ที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดและตรัสรู้เพื่อนิพพาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มหาโควินทสูตร ตอนที่ 1 6206-3s
มหาโควินทสูตร เป็นพระสูตรที่ปรารภเหล่าเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่นั่งประชุมกันในสุธรรมาสภา ท้าวสักกะจอมเทพทรงยกพระคุณตามที่มีจริง 8 ประการของพระผู้มีพระภาคขึ้นแสดงแก่เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประกอบด้วย 1) ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลกฯ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย 2) พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสดีแล้วฯ 3) ทรงบัญญัติไว้ดีแล้วว่านี้กุศล มีโทษ/ไม่มีโทษ ควรเสพ/ไม่ควรเสพ เลว/ประณีตส่วนเทียบธรรมดำและธรรมขาว 4) ทรงบัญญัตินิพพานคามินีปฏิปทา 5) ทรงเป็นผู้ยินดีอยู่พระองค์เดียว 6) ทรงปราศจากความเมาเสวยพระกระยาหาร 7) ทรงตรัสอย่างใดทำอย่างนั้น ทำอย่างใดตรัสอย่างนั้น และ 8) ทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากความคลางแคลง มีความดำริถึงที่สุดTime index[05.22] พระคุณตามความเป็นจริง 8 ประการ[18.25] เรื่องสนังกุมารพรหม[28.52] อธิบายพระสูตรช่วงที่ 1 “พระคุณตามความเป็นจริง 8 ประการ”[36.28] ท้าวสักกะเทวราช กล่าวสุนทรพจน์ว่า “..ที่เหล่าพวกเทพมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ เพราะพระผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน..” เพราะมีความดีของพระตถาคตและความดีของพระธรรม[47.06] มรรคกับนิพพาน ทางที่ให้ไปถึง คือ มรรคกับนิพพาน มันเชื่อมกันอย่างดี[50.22] พระพุทธเจ้าหมดสิ้นความสงสัย (วิจิกิจฉา) รู้หมดทุกอย่าง รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ยักษ์ชื่อชนวสภ 6205-5s
พระพุทธเจ้าเป็นครูผู้สอนของเทวดา และ มนุษย์ทั้งหลายพระเจ้าพิมพิสารไปเกิดเป็น ชนวสภยักษ์ (บริวารของท้าวเวสสุวรรณ) มีคุณธรรมขั้นสกทาคามีเสียงของพรหมมีคุณสมบัติ 8 อย่าง คือ แจ่มใส, ชัดเจน, นุ่มนวล, น่าฟัง, เสียงกลมกล่อม, เสียงไม่แตกพร่า, มีความลึกซึ้ง , ไม่แตกพร่าสนังกุมารพรหม คือ โพธิสัตว์ที่ได้รับการพยากรณ์แล้วว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้าชาวมคธมีคติที่ไปเป็นโสดาบันอยู่บนสวรรค์ถึง 2,400,000 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ชนวสภสูตร 6205-4s
ชนวสภสูตร พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์หมู่บ้านชาวนาทิกคามว่ามีคติที่ไปอย่างไร พระอานนท์จึงสงสัยว่าเหตุใดพระองค์ไม่ทรงพยากรณ์ชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับเหล่านั้นชนวสยักษ์มีความเกี่ยวพันกับพระเจ้าพิมพิสารอย่างไรการเจริญอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย ฉันทสมาธิปธานสังขาร(สมาธิที่เกิดจากฉันทะและความเพียรสร้างสรรค์), วิริยสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากวิริยะและความเพียรสร้างสรรค์), จิตตสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากจิตตะและความเพียรสร้างสรรค์), วิมังสาสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากวิมังสาและความเพียรสร้างสรรค์) Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

พระเจ้ามหาสุทัศน์ 6204-5s
สิ่งทั้งปวงที่อาศัยเหตุปัจจัยในการเกิด ย่อมมีการปรุงแต่งและมีความเป็นอนัตตาด้วยกันทั้งสิ้นพระเจ้าจักรพรรดิเป็นได้ด้วยการทำบุญกุศลในปางก่อน และมีรัตนะ 7 ประการเป็นของคู่บารมี"สังขารทั้งหลายมันไม่เที่ยง มีความเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยและการอาศัยเหตุปัจจัย ปรุงแต่งขึ้นมาก็เป็นความไม่เที่ยง มีความเป็นอนัตตา ไม่ว่าจะเป็นของใหญ่ – เล็ก ของแข็ง – เหลว นามหรือรูป เกิดขึ้นทางกาย วาจา หรือทางใจ จะในที่ใกล้หรือที่ไกล ของหยาบ กลาง ละเอียด หรือ ประณีตล้วนปรุงแต่งโดยอาศัยเหตุปัจจัยด้วยกันทั้งสิ้น สิ่งที่มีความไม่เที่ยงเราไม่สามารถที่จะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ย่อมทำไม่ได้เพราะถ้าเราไปยึดถือก็จะเกิดปัญหากับตัวเองทันที อย่างเราจะไม่หาแก่นไม้ในต้นกล้วยก็ย่อมที่จะหาไม่เจอ เพราะมันไม่มี ฉะนั้นจะหาสาระแก่นสารในของที่ไม่เที่ยงย่อมหาไม่ได้"ใน มหาสุทัสสนสูตร กล่าวถึงพระเจ้ามหาสุทัสน์ เป็นตอนที่พระพุทธเจ้ากำลังประทับสีหไสยาสน์ ณ ต้นสาละคู่ (เป็นการนอนครั้งสุดท้ายจะไม่ลุกขึ้น) เมื่อนอนแล้วก็ได้เล่าเนื้อความเรื่องพระเจ้ามหาสุทัสน์ มีเมืองที่เป็นราชธานีชื่อเมืองกุสาวดีซึ่งเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่มาก พระพุทธเจ้าได้ปรารภถึงคทาชายนายหนึ่ง ชายคนนี้เกิดอยู่ในสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ ชายคนนี้หาเลี้ยงชีพด้วยการหาของป่า มีครั้งหนึ่งเข้าป่าไปพบพระรูปหนึ่งก็เกิดเลื่อมใสก็เข้าไปกราบและสร้างสิ่งปลูกสร้างให้ท่านอยู่เป็นที่เป็นทาง พอพระรูปนี้ไปออกบิณฑบาตร ชายคนนี้ก็ขนไม้ ดินเหนียว เพื่อก่อเป็นบรรณศาลามีที่นั่ง มีกำแพง ทำทางจงกรมอย่างดี พอพระรูปนั้นกลับมาเห็นทางจงกรมเห็นบรรณศาลาที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างดี เมื่อพิจารณาว่าสามารถใช้ได้ไม่เกินฐานะของสมณะ ชายคนนั้นก็ดีใจ และกราบนิมนต์ให้พระเถระไปรับภัตตาหารที่บ้านของเขา และได้ขุดสระขึ้นใบหนึ่ง ซึ่งสัตว์ก็มาใช้น้ำในสระนี้บ้าง ชายคนนี้เลยไปสร้างรั้วและปลูกต้นตาลเป็นแนวกำแพงธรรมชาติ บริเวณทางจงกรมที่สัตว์มาทำเปรอะเปื้อนก็ได้จัดการดูแลล้อมรั้วอย่างดี และดูและเครื่องใช้สอยของพระเถระรูปนั้นอย่างดี ด้วยการทำทานครั้งนี้ทำให้ได้ครองความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิชื่อพระเจ้ามหาสุทัสน์ มีเมืองกุสาวดีเป็นราชธานี และชายผู้นั้นก็คือพระพุทธเจ้าของเรานี่เอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มหาสุทัสสนสูตร 6204-4s
มหาสุทัสสนสูตร เป็นพระสูตรที่เกิดในช่วงที่พระพุทธเจ้าใกล้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานที่ เขตกรุงกุสินารา อันเป็นเมืองเล็กพระพุทธเจ้าเล่าถึงความยิ่งใหญ่ของนครแห่งนี้ที่เคยยิ่งใหญ่ มีพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า “มหาสุทัสสนะ” กำแพงเมืองของพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์นี้มีถึง 7 ชั้น แต่ละชั้นแบ่งเป็นกำแพงทอง กำแพงแก้วผลึก กำแพงแก้วโกเมน กำแพงบุษราคัม ฯพระมหาสุทัสสนผู้ยิ่งใหญ่ก็คือ พระพุทธเจ้า ,พระนคร 84,000 มีเมืองกุสาวดีราชธานีเป็นเมืองเอกพระพุทธเจ้าทรงตรัสพระคาถาสำคัญไว้ดังนี้ว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา บังเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป การเข้าไประงับสังขาร เหล่านั้นเสียได้เป็นความสุข” Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

การบรรลุธรรมของพระราหุล 6203-4s
ใน จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๒๕) , มหาราหุโลวาทสูตร , จูฬราหุโลวาทสูตร (๗๙๕) ทั้ง 3 พระสูตรนี้ได้กล่าวถึงตอนที่พระพุทธเจ้าเทศน์สอนท่านราหุลตั้งแต่ยังเป็นสามเณรน้อย จนถึงกระทั่งตอน บรรลุธรรมสิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นโทษภัยของการไม่สำรวมในคำพูดแก่พระราหุล , ชี้แนะแนวทางให้พิจารณาเห็นความไม่สวยงามในรูป พิจารณาให้ละเอียดถึงความเป็นธาตุ 5 (ดิน น้ำ ไฟ ลม และ อากาสธาตุ), อานาปานสติ ฯณ ที่ป่าอัมพลัฏฐิกา ในนครสาวัตถี “พ่อสอนลูก” คือ พระพุทธเจ้าสอนท่านพระราหุล มีเทวดาร่วมกันเข้าไปฟังด้วยติวเข้มกันอยู่ด้วยคำถามนี้รวม 90 รอบ ถามในหมวดธรรมะอายตนะภายในทั้ง 6, อายตนะภายนอกทั้ง 6, วิญญาณทั้ง 6, ผัสสะทั้ง 6, สัญญา, เวทนา, สังขาร, วิญญาณ, ขันธ์ 5 ร่วมกับอายตนะ 6 ทั้งภายในภายนอก ว่ามันเที่ยงไหม? จนพระราหุลเบื่อหน่ายละอาสวะทั้งหมดในที่นั่น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

โทษภัยของลาภสักการะ 6202-4s
คนที่มีการได้เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ เรื่องดี ๆ ในชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการได้ลาภมาแล้วนั่นคือบุญของเรา นั่นคือดีแล้ว อย่าให้เสื่อมฉิบหาย ถอยหลังลง อย่าให้มันดึงเราลงต่ำ สิ่งที่เป็นตัวดึงให้เราลงต่ำอยู่ในลาภสักการะก็คือความกำหนัด ความพอใจยินดีในการได้ในสิ่งนั้นแม้ว่าสิ่งนั้นจะมีค่าน้อยก็ตามการข้องนั้น คือ นันทิราคะที่ทำให้เกิดความพินาศด้วยตัณหาราคะ แล้วถ้ามันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะพบแต่ความฉิบหายแน่นอน ตัณหาเป็นสิ่งไม่ดี แม้แต่การทำดีที่เป็นกุศลธรรมถ้าไม่ระวังให้ดีก็มีตัณหาเข้าไปติดได้ ลาภสักการะและชื่อเสียงสรรเสริญเยินยอ เปรียบเหมือนสุนัขขี้เรื้อน, เต่าติดชนัก, ปลากลืนเบ็ด,ตัวกังสฬกะซึ่งกินคูถสายเส้นที่ทำให้ติดในตัณหาได้ คือ นันทิราคะที่ทำให้เกิดความพอใจในลาภสักการะ เหมือนพรานที่ปลูกผักเพื่อวางเหยื่อให้กวางมากิน เหมือนเราที่เกิดมาในโลกที่เป็นภพแห่งกามที่มีความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เป็นเหยื่อล่อของนายพรานซึ่งคือมารผู้ใจบาปทำให้เราเสื่อมถอยในความดี กลายเป็นคนถอยคนถ่อยเสื่อมลงเพราะกับดักของมาร แล้วถ้าเรายิ่งไม่เห็นทุกข์โทษที่ซ่อนอยู่เราก็จะเพลิน หลงติดกับดักของมารให้มีสติแน่วแน่ในสามัญญผล ในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้ตั้งความเพียรเต็มที่ ให้มีเป้าหมายในชีวิตที่ไม่ใช่ชื่อเสียงเงินทองเกียรติยศ แต่ให้หวังในการทำความดีเล็งไปที่สามัญญผลที่จะได้และจะไม่เป็นภัยอันตรายห่อหุ้มจิตได้ เราจะพ้นภัยในวัฏฏะได้ก็ด้วยการมีความเพียรให้มีการทำจริงแน่วแน่จริง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

สันทกปริพาชก 6201-5s
ผู้หากเราเบื่อในการฟังธรรมะ ขอให้อดทน เพราะการอดทนฟังธรรมไปเรื่อย ๆ จะทำให้จิตของเราเป็นสมาธิ และจะเข้าใจแตกฉานในธรรมะมากขึ้นการฟังธรรมด้วยความมึนตึง ไม่เข้าใจ ไม่ลงใจ จะทำให้การประพฤติปฏิบัติเกิดขึ้นได้ยากและก้าวหน้าได้ยากสันทกสูตร มีธรรมะประการสำคัญอยู่ 3 หมวดซึ่งเป็นเรื่องของการประพฤติพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ทั้ง 3 หมวดนี้ ได้แก่อะไรบ้าง?พระพุทธเจ้าผู้เป็นสัพพัญญูรู้หมดในทุกสิ่งทุกอย่าง และปฏิญญาความรู้นั้นเฉพาะเวลาที่ท่านไปตรวจสอบเท่านั้น นอกจากนี้ พระพุทธเจ้าจะใช้สัพพัญญูของท่านบอกสอนเฉพาะเรื่องดับทุกข์สันทกสูตร เป็นเรื่องราวระหว่างสันทกปริพาชกกับท่านพระอานนท์ ณ เมืองโกสัมพีซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของพุทธคยา (สถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้) มีวัดสำคัญคือวัดโฆสิตาราม สร้างโดยโฆสกเศรษฐี ที่เมืองนั้นมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่งที่มักจะถูกน้ำท่วมฤดูฝน แต่เมื่อหมดฤดูฝนก็สามารถเข้าไปอาศัยพักร้อนได้ พวกปริพาชกกลุ่มหนึ่งรวมถึงสันทกปริพาชกด้วยก็ได้เข้าไปพักในถ้ำแห่งนี้ เวลาน้ำมันเซาะเข้าไปในถ้ำก็เกิดโพรงขึ้นมา ชาวบ้านก็เข้าไปทำอุโมงค์ทำพื้นและผนังเอาไว้อย่างดี ทีนี้เมื่อข่าวแพร่ออกไปท่านพระอานนท์จึงชวนเพื่อนพระภิกษุไปดูถ้ำแห่งนี้เพื่อไปดูความไม่เที่ยงของสถานที่แห่งนั้น เมื่อสันทกปริพาชกและเพื่อนซึ่งกำลังพูดเรื่องติรัจฉานกถา เห็นท่านพระอานนท์และหมู่บริษัทก็ได้เชื้อเชิญเข้ามาและทักทายกันพอที่ระลึกถึงกันแล้ว สันทกปริพาชกจึงถามท่านพระอานนท์ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอะไรบ้าง พระอานนท์จึงแจกแจงว่าประกาศธรรมไว้ 3 หมวด (ในพระสูตรนี้) ซึ่งเป็นเรื่องของการประพฤติพรหมจรรย์ทั้งสิ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

สันทกสูตร 6201-4s
สันทกสูตร เป็นเรื่องราวที่สันทกปริพาชกได้ฟังธรรมเทศนาจากท่านพระอานนท์จนเกิดความแจ่มแจ้ง ชื่นชมยินดีในธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านพระอานนท์ได้อธิบายด้วยอุปมาถึงการสิ้นอาสวะ เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ว่ารู้ได้เช่นไรว่าได้สิ้นอาสวะหมดแล้วสภาวะ 7 กอง ที่ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ไม่มีผู้เนรมิตร ประกอบด้วย ธาตุดิน ,ธาตุน้ำ ,ธาตุไฟ ,ธาตุลม , กองสุข , กองทุกข์ และ กองชีวะ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพ 6151-5s
เราต้องมีความเคารพในธรรมะ มีความยำเกรงในธรรมะในผู้สอนคือพระพุทธเจ้า…ไม่ควรย่อหย่อน – เกียจคร้าน เพราะจะทำให้ความเข้าใจของเรามีความกว้างขวาง นี้เป็นเรื่องราวของปริพาชกชื่อ “สกุลุทายี” (อุทายี) ที่ได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า มีใน 2 วาระวาระแรกคือ มหาสกุลุทายิสูตร…เป็นรายละเอียดที่ว่าทำไมสาวกถึงได้ให้ความเคารพ บูชาในพระพุทธเจ้า ส่วนเนื้อหาส่วนที่ 2 อยู่ในจูฬสกุลุทายิสูตรเป็นพระสูตรที่ที่สั้นกว่า มีเนื้อหาเกี่ยวกับขันธ์ในอดีตทั้งเบื้องต้นเบื้องปลาย ซึ่งการที่พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดสกุลุทายีก็ทำให้เขาเกิดศรัทธาอยากออกบวช Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มหาสกุลุทายิสูตร 6151-4s
มหาสกุลุทายิสูตร…กล่าวถึงธรรมอันเป็นเหตุทำให้เกิดความเคารพ 5 ประการ ประกอบด้วย ศีล, การรู้เห็นตามจริง, อธิปัญญา, อริยสัจ 4 และสติปัฏฐาน 4 และธรรมอันเป็นเครื่องส่งเสริมให้เกิดความเคารพ ได้แก่ สัมปทาน 4, อิทธิบาท 4, อินทรีย์ 5, พละ 5 ฯ"…ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา นอกจากสักการะ เคารพแล้วก็ยังอาศัยเราอยู่ด้วยเข้าใจดังนี้ว่า ‘พระสมณโคดมเป็นผู้สงัด และทรงกล่าวสรรเสริญความสงัด’ สาวกทั้งหลายของเราผู้ที่ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือเสนาสนะอันสงัดคือป่าชัฏอยู่ ย่อมมาประชุมท่ามกลางสงฆ์เฉพาะเวลาสวดปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนก็คงจะไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา แล้วอาศัยเราอยู่โดยธรรมนี้" Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ปาสราสิสูตร 6150-5s
ปาสราสิ (ปา-สะ-รา-สิ) หมายถึง บ่วงดักสัตว์, บ่วงดักกวางเนื้อทราย ซึ่งถ้าเป็นพระไตรปิฎกในฉบับภาษาอังกฤษก็ใช้ชื่อว่า “การแสวงหาที่ประเสริฐ” หรือ “อริยปริเยสนา” การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐในพระสูตรนี้แยกออกมาเป็น 6 ส่วน มีเรื่องของการเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความเศร้าหมอง การที่คนเราไปแสวงหาที่ไม่ประเสริฐเพราะอำนาจความลุ่มหลงในทรัพย์สิน เงิน ทอง เกียรติยศ ชื่อเสีียง ลาภสักการะเมื่อมีการแสวงหาก็มีการได้ เมื่อมีการได้ก็ปลงใจรัก พอปลงใจรักก็มีความลุ่มหลงมัวเมา เมื่อลุ่มหลงมัวเมาก็มีความกำหนัด และเริ่มเกิดความเศร้าหมอง การไปมัวเมาลุ่มหลงในสิ่งที่ทำให้เกิด แก่ เจ็บ ตายอาจทำให้สุข แต่เป็นสุขที่ทำให้เศร้าหมองเราจึงต้องตั้งสติไว้ให้ดี เมื่อเรามีสติและทราบชัดถึงโทษของความเกิด แก่ เจ็บ ตายก็แสวงทางไม่ให้เกิดไม่เจ็บไม่ตายซึ่ง “นิพพาน” จัดเป็นการแสวงหาที่ประเสริฐ เพราะเป็นทางทีี่ทำไม่ให้เกิด แก่ เจ็บ ตายอีกส่วนที่ 2 ของพระสูตรนี้คือ กับดักของนายพราน คือคนที่ต่อให้บวชเข้ามาแล้วแต่ยังชุ่มอยู่ด้วยกามลุ่มหลงความสุขทางหู ทางตาก็ยังได้ชืื่อว่าแสวงหาสิ่งที่ไม่ประเสริฐยังตกอยู่ในบ่วงของมาร เราจะพ้นบ่วงของมารได้ก็ด้วยสมาบัติทั้ง 9 ขั้น ซึ่งถ้าใครมีสมาบัติทั้งหมดนี้ ขึ้นชื่อว่าทำให้มารตาบอด และมารชอบอยู่กับกามมากกว่าในสมาธิ นอกจากนี้สมาบัติทั้ง 9 ยังจะพาเราให้ถึงนิพพานได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร 6150-4s
เสวิตัพพสูตร/เสวิสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อความก้าวหน้าในธรรมะวินัยนี้ คือ มีการพัฒนาขึ้น มีการที่จะปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้นได้ถ้าเราจะให้ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นองค์แห่งมรรคของเราให้เจริญขึ้นได้ อย่าไปคบคนที่มีศีล สมาธิ และปัญญาต่ำกว่า แต่ให้คบคนที่มีอย่างน้อยเสมอกับเรา หรือสูงกว่าจะคบคนที่มีศีล สมาธิสูงกว่าได้ ควรมีการสักการะเคารพมาก่อน แล้วจึงค่อยเสพคบด้วย เพราะว่าต้องมีการเมตตาอนุเคราะห์กันด้วยใจอันงามตรงนี้ จะมีเมตตา มีความอนุเคราะห์กันได้ ต้องมีจิตใจที่อ่อนนุ่ม นุ่มนวล นอบน้อม พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบไว้ใน ชิคุจฉิตัพพสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรรังเกียจ ไม่ควรคบด้วยเลยศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งการเสพคบกับทั้งบุคคลหรือข้อปฏิบัติเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้ ศีล สมาธิ ปัญญาของเราดีขึ้น จะสามารถทำให้เกิดผลเป็นความสุขที่เกษมขึ้นมาได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ภยเภรวสูตร 6148-4s
ภยเภรวสูตร ว่าด้วยสิ่งที่เป็นภัยและน่าหวาดกลัว…ชาณุโสณีพราหมณ์กราบทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยความสงสัยว่า เพื่อนคนหนึ่งของเขาได้มาบวชในคำสอนนีี้ เมื่อตอนที่เป็นคนอยู่ครองเรือน มีความเป็นอยู่หรูหรา ฟู่ฟ่า ฟุ่มเฟือย แต่พอบวชแล้วก็ต้องอยู่ป่าอยู่ในที่สงัด เลยสงสัยว่าจะอยู่กันได้อย่างไร เพราะการอยู่ในป่าอันสงัดเป็นเรื่องที่อยู่ได้ยาก ป่าเหมือนประหนึ่งจะนำใจของคนที่ไม่ได้มีสมาธิกระชากหลุดไปได้พระพุทธเจ้าตรัสเหตุแห่งความกลัวมีทั้งหมด 16 อย่างนี้ จัดเป็นอกุศลธรรมที่ควรละ บุคคลเมื่อมีอกุศล 16 อย่างเกิดขึ้น จะทำให้อยู่ในที่สงัด ป่าเปลี่ยวได้ยากและลำบาก จึงต้องรักษากาย วาจา ใจ ให้มีความบริสุทธิ์จึงจะสามารถขจัดอกุศลธรรม 16 อย่างเหล่านี้ได้ความกลัวที่ปราศจากเหตุผล เราต้องหามันให้เจอและกำจัดมันออกด้วยกำลังของสมาธิและปัญญา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

"กาม" เครื่องจองจำของมาร 6147-5s
เพราะกามเป็นเหตุ เป็นเครื่องก่อ จึงเวียนเข้าไปหาทุกข์อยู่เรื่อยเพราะกาม ไม่ว่าคนรวย คนจน คนขยัน คนขี้เกียจต้องเกี่ยวข้องและทุกข์เพราะกามทั้งสิ้น เนื่องจากทุกคนต่างมีขันธ์ 5 เป็นกองทุกข์ที่ทำให้เกิดกาม กามมีรสอร่อยมีคุณน้อย มีโทษมากกาม คือ กับดักที่มารวางกับดักเราไว้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นเพียงกับดักเป็นของลวงโลกมรรค 8 จึงเป็นอุบายเครื่องนำออกจากกาม และ เมื่อปฏิบััติตามมรรค 8 เราจะเข้าใจขันธ์ 5 อย่างแท้จริงผู้ที่เข้าใจขันธ์ 5 พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นผู้มองการไกล เพราะจะทำให้เราได้เปรียบในการดำเนินชีวิต เห็นสุขหรือทุกข์ได้อย่างถูกต้องว่ามันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สามารถอยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

มหาทุกขักขันธสูตรและจูฬทุกขักขันธสูตร 6147-4s
มหาทุกขักขันธสูตร ว่าด้วยกองทุกข์ใหญ่ กามคุณ 5 เป็นเหตุแห่งทุกข์ เป็นเหตุแห่งการเบียดเบียน,บุคคลผู้มองเห็นคุณและโทษของกามด้วยปัญญาอันชอบจะไม่ถูกกามเคี้ยวกิน, เราควรกำหนดรู้ในโทษของรูป และ เวทนา แล้วทำการถ่ายถอนในรูป – เวทนานั้นได้จูฬทุกขักขันธสูตร ว่าด้วยกองทุกข์ ว่าด้วยกองทุกข์ ว่าด้วยโทษของกามทั้งหลาย, ทรงปรารภพวกนิครนถ์ที่ถือการยืนเป็นวัตร, ทรงปรารภถึงผู้อยู่สบายดีกว่า Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อนาถปิณฑิโกวาทสูตรและสัจจวิภังคสูตร 6146-5s
อนาถปิณฑิโกวาทสูตร…เป็นโอวาทที่ท่านพระสารีบุตรให้ไว้กับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีในตอนท้าย ๆ ของชีวิต (ซึ่งมีพระสารีบุตรและท่านพระอานนท์ไปเยี่ยมขณะที่ท่านป่วยหนัก)…ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นผู้ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาและเป็นเลิศในการให้ทานอย่างมาก มีจิตใจที่มีคุณธรรมในเรื่องศีล ในเรื่องทานอยู่แล้ว แต่การภาวนาที่จะให้เห็นการเกิดขึ้นการดับไปของสิ่งต่าง ๆ ยังไม่เคยได้ฟัง พระสารีบุตรให้พิจารณาให้เห็นผัสสะต่าง ๆ นั้นไม่ใช่ของตน ไม่ให้ยึดถือในตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจซึ่งเป็นอายตนะภายใน นอกจากนี้ยังพูดถึงอายตนะภายนอกรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อย่าไปยึดถือในสิ่งเหล่านั้น วิญญาณที่อาศัยสิ่งเหล่านั้นก็จะไม่มี จะสามารถเหนือจากการครอบงำเหล่านั้นได้ใน สัจจวิภังคสูตร…พระพุทธเจ้าทรงเปรียบท่านพระสารีบุตรเป็นผู้ให้กำเนิด ท่านพระโมคคัลลานะเป็นผู้บำรุงเลี้ยงทารก เป็นบุคคลที่น่าคบ… พระพุทธเจ้าตรัสพระสูตรนี้ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน … เป็นสถานที่หมุนธรรมจักรครั้งแรกเมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จเข้าทีี่ประทับท่านพระสารีบุตรก็นำเรื่องที่พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมจักรกัปปวัตนสูตรให้ภิกษุในที่นั้นได้ฟังอีกครั้ง … การที่พระสารีบุตรกลับมาที่ตัวแม่บทเป็นการทำเป็นตัวอย่างแบบนี้จะทำให้คำสอนไม่สูญหายไป ทำให้คำสอนตั้งอยู่ได้กาลนาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

เอสุการีสูตร 6146-4s
เอสุการีสูตร เอสุการีพราหมณ์ตรัสถามพระพุทธเจ้าว่าทรงแบ่งการบำเรอในแต่ละวรรณะไว้อย่างไรพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "เมื่อบุคคลบำเรอสิ่งใดอยู่ เพราะเหตุแห่งการบำเรอ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาย่อมเจริญ สิ่งนั้นเรากล่าวว่าพึงบำเรอ"และยังได้กล่าวถึง ทรัพย์ 4 อย่าง, คนจะดีหรือชั่วมิใช่เพราะวรรณะ บุคคลแม้จะมาจากวรรณะที่ต่างกัน เมื่อออกบวชก็สามารถบรรลุธรรมพ้นทุกข์ได้หมด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อย่าคิดเรื่องโลก แต่จงคิดเรื่องอริยสัจ 6145-5s
"ความคิดเรื่องทางโลกนั้นมีมากไม่จบไม่สิ้น ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่าไปคิด แต่ให้คิดมาในทางอริยสัจ 4 "เรื่องราวนี้มาใน อุทุมพริกสูตร นิโครธปริพาชกตรัสถามเรื่องการบำเพ็ญตบะ ว่าบำเพ็ญอย่างไรจึงเรียกว่าบริสุทธิ์ และ อย่างไรเรียกว่าไม่บริสุทธิ์พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า “ตปัสสีวัตร” (การบำเพ็ญตบะเพื่อทรมานตัวเอง) เช่นการไม่นุ่งผ้า การให้ตัวเองอยู่ในที่ร้อนๆ การไม่กินอาหารที่เขานิมนต์ การนอนการเดินบนหนาม ฯ ทั้งหมดนี้คือการทรมานตัวเองให้ลำบาก หาความทุกข์มาทับถมตัวเอง เป็นการบำเพ็ญตบะที่ไม่บริสุทธิ์เป็นอุปกิเลส มี 16 อย่าง (1.มีดำริเต็มรอบ 2. มีการยกตนข่มคนอื่น 3.มีความเมาในการบำเพ็ญ 4.ดำริในลาภสักการะ 5. ข่มคนอื่นในลาภสักการะที่ตนได้ 6.มัวเมาในลาภสักการะที่ตนได้ 7. กำหนัดยินดีในลาภสักการะ 8. ความใคร่ในสักการะ 9. รุกรานสมณะในลัทธิอื่น 10. ริษยาอยากได้ในปัจจัยของผู้อื่น 11.นั่งในที่ที่ให้ผู้อื่นว่าตนเป็นผู้มีความเพียรในการทำตบะ 12.มีความตระหนี่ 13. เสพโทษอันปกปิดบางอย่าง ล้างบาปด้วยทุกรกิริยา 14. เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ ก็ไม่ผ่อนตามปริยายซึ่งควรจะผ่อนตาม 15.เป็นผู้มักโกรธมักผูกโกรธ 16. มีความลบหลู่ ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด มีมารยา กระด้าง ถือตัวจัด เป็นผู้มีความปรารถนาลามก… เป็นมิจฉาทิฐิเป็นผู้ลูบคลำทิฐิเอง เป็นผู้ถือมั่น สละคืนได้ยาก…ถ้าบำเพ็ญตบะปราศจากการยึดถือใน 16 ข้อนี้ จะทำให้การบำเพ็ญตบะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อุทุมพริกสูตร 6145-4s
อุทุมพริกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสกับนิโครธปริพาชกในเรื่องของ บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ เป็นผู้สังวรแล้วด้วยสังวร 4 ประการ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ , ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ , ไม่พูดเท็จ ไม่ใช้ผู้อื่นให้พูดเท็จ ,ไม่เสพกามคุณ ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเสพกามคุณผู้มีตบะยกตนข่มผู้อื่น ยึดมั่นถือมั่นในลาภสักการะที่เขาให้ ยินดีในคำสรรเสริญ เป็นผู้มักโกรธผู้ผูกโกรธ มัวเมาในลาภสักการะสรรเสริญ อุปกิเลสย่อมถึงผู้มีตบะนั้นกุลบุตรผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้รู้ ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีชาติตรง …ปฏิบัติตามคำสอน จักทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์อันยอดเยี่ยม เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

โลมหังสนปริยาย 6144-5s
สืบเนื่องมาจาก “มหาสีหนาทสูตร” ปรารภภิกษุที่เพิ่งลาสิกขาไปด้วยความไม่ชอบใจ ขัดใจ ท้อถอยและมากล่าวตู่ ต่อว่าพระพุทธเจ้าต่าง ๆ นานา มีชื่อว่า “สุนักขัตตลิจฉวีบุตร” พระพุทธเจ้าจึงทำการบันลือสีหนาทแก่ท่านพระสารีบุตรฟัง ซึ่งในที่นั้นมีภิกษุชื่อ นาคสมาละ ร่วมฟังอยู่ด้วยก็ถึงกับขนลุกซู่เมื่อได้ยินพระพุทธเจ้าบันลือสีหนาท พระพุทธเจ้าจึงให้ชื่อธรรมปริยายนี้ว่า “โลมหังสนปริยาย”บุคคลผู้มักโกรธ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ หรือ เสพคบ, หากเรามีความคิดที่เป็นมิจฉาทิฐิก็จะทำให้เกิดมิจฉาสมาธิตามมา และให้เรามีความมั่นใจในพระพุทธเจ้า ปฏิบัติให้ดี ปฏิบัติให้ดีมากยิ่งขึ้น อะไรที่เป็นทิฐิไม่ดีก็ให้เราสละคืน ไม่ให้ด่างพร้อย ให้ขจัดความคิดคำพูดที่ไม่ดีนั้นเสีย เพราะทำให้ไปทางไม่ดี ถ้าทำให้ดีแล้วจะมีนิพพานเป็นที่ไปได้ นิพพานนั้นเปรียบเหมือนที่ราบลุ่ม มีความเกษมมีความปลอดภัยมีความเย็นมีความสบาย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.