
Show overview
Prachatai Podcast has been publishing since 2024, and across the 2 years since has built a catalogue of 109 episodes. That works out to roughly 65 hours of audio in total. Releases follow a weekly cadence.
Episodes typically run twenty to thirty-five minutes — most land between 24 min and 46 min — though episode length varies meaningfully from one episode to the next. None of the episodes are flagged explicit by the publisher. It is catalogued as a TH-language News show.
The show is actively publishing — the most recent episode landed 2 days ago, with 23 episodes already out so far this year. The busiest year was 2025, with 61 episodes published. Published by prachataipodcast.
From the publisher
Prachatai Podcast
Latest Episodes
View all 109 episodesHannah Arendt และกำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ | หมายเหตุประเพทไทย
“Flavors of Empire” ก่อร่างสร้างอาหารไทยในอเมริกา | หมายเหตุประเพทไทย
'โลกหลากสายพันธุ์' ก่อนวันสิ้นโลก | BookBar EP.16
“โง่และขี้เกียจ” อ่านวาทกรรมความจนของชนบทไทยยุคพัฒนา | หมายเหตุประเพทไทย
โกฮัง หมาหาบ้าน | หมายเหตุประเพทไทย
'หนังสือฮีลใจ' ยาชาแก้อาการทุนนิยมเป็นพิษ | BookBar EP.15
เส้นทางชีวิตผู้ลี้ภัยค้าบริการทางเพศกลางกรุง | หมายเหตุประเพทไทย
'ป่วนนาฬิกา' เวลาไม่ใช่ของเรา | หมายเหตุประเพทไทย
ฮาร์เบอร์มาสรำลึก | หมายเหตุประเพทไทย

Ep 395พลิกโฉมละครไทยสู่ตลาดโลก | หมายเหตุประเพทไทย
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนสำรวจโลกของ “ละคร” ที่อยู่รอบตัวเรา ตั้งแต่ ละครน้ำเน่า ละครหลังข่าวแบบดั้งเดิม ไปจนถึงซีรีส์จีนแนวตั้ง ละครคุณธรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และคอนเทนต์จาก Netflix, Disney+ และ HBO เพื่อทำความเข้าใจว่าละครไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ผู้ชมบริโภคอยู่ทุกวัน โดยอ้างถึงงานวิจัยเรื่อง “การบริโภคละครโทรทัศน์ไทยผ่านเว็บไซด์ในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน: กรณีศึกษาประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและจีน” (2562) โดยอัมพร จิรัฐติกร และ อัจฉรียา สายศิลป์ (อ่านงานวิจัย) ซึ่งศึกษาการขยายตัวของผู้ชมละครไทยในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจีน ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของแพลตฟอร์มการรับชมระหว่างปี พ.ศ. 2556–2558 งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าละครไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ชมในประเทศ แต่ได้สร้างฐานแฟนคลับข้ามภาษาและวัฒนธรรมในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง พร้อมชวนดูพัฒนาการความนิยมละครไทยในต่างประเทศ เช่น พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งผู้ชมเข้าถึงละครไทยได้ง่ายจากความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ขณะที่ในฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การรับชมส่วนใหญ่เกิดผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่าการออกอากาศทางโทรทัศน์ ส่วนในจีน ละครไทยเคยมี “ยุคทอง” ระหว่างปี 2551–2554 ก่อนจะชะลอตัวจากนโยบายควบคุมการนำเข้าละครต่างประเทศและข้อจำกัดด้านเนื้อหา อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของ “กลุ่มแฟนซับ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางวัฒนธรรม แปลและเผยแพร่ละครไทยให้ผู้ชมต่างชาติ แม้จะอยู่ในพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างความชื่นชอบแบบอาสาสมัครกับข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์และการกำกับดูแลของรัฐ กลุ่มเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการขยายอิทธิพลของละครไทยในภูมิภาค นอกจากนี้ยังชวนมองการปรับตัวของอุตสาหกรรมละครไทยหลังยุคทีวีดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหา เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ ตั้งแต่การเกิดซีรีส์แนวใหม่อย่างซีรีส์วัยรุ่น ซีรีส์วาย BL ละครเรียลลิตี้ดราม่า ไปจนถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และคำบรรยายหลายภาษาเพื่อเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก ท้ายที่สุดละครไทยที่เราคุ้นเคย อาจไม่ใช่แค่เรื่องรักชิงรักหักสวาท แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนที่ของวัฒนธรรมสื่อไทยในระดับภูมิภาค และเป็นหน้าต่างสำคัญในการมองความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมบันเทิง เทคโนโลยี และผู้ชมข้ามพรมแดน

Ep 394Frankenstein ผู้สร้างและความรับผิดชอบ | หมายเหตุประเพทไทย
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และ ภาวิน มาลัยวงศ์ ชวนชมและตีความภาพยนตร์ Frankenstein (2025) เวอร์ชันใหม่ของผู้กำกับ Guillermo del Toro ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2026 หลายสาขา โดยได้รับ 3 รางวัล ได้แก่ แต่งหน้าและทำผมยอดเยี่ยม ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม และออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม ภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งดัดแปลงจากนวนิยายคลาสสิคของ Mary Shelley โดยชวนทำความเข้าใจพื้นฐานสำคัญว่า “Frankenstein” คือชื่อของผู้สร้าง ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้น พร้อมตีความความสัมพันธ์ระหว่าง Victor Frankenstein กับสิ่งมีชีวิต (creator) ที่เขาสร้างขึ้น โดยเฉพาะประเด็นความรับผิดชอบของ “ผู้สร้าง” และความโดดเดี่ยวของ “ผู้ถูกสร้าง” ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่แรกเกิด จนนำไปสู่ความขัดแย้งและการไล่ล่ากันในท้ายที่สุด หนึ่งในประเด็นสำคัญของตอนนี้คือการวิเคราะห์ “ภาษาภาพยนตร์” ของ Guillermo del Toro ที่ใช้แสง สี เสียง และองค์ประกอบศิลป์ในการเล่าเรื่องแทนบทสนทนา โดยยกฉากการพบกันระหว่าง Elizabeth กับสิ่งมีชีวิตมาเป็นตัวอย่างสำคัญ ซึ่งสื่อสารอารมณ์ ความกลัว ความเห็นอกเห็นใจ และการเชื่อมโยงระหว่างตัวละคร ผ่านรายละเอียดอย่างสีเขียวของเครื่องแต่งกาย แสงในพื้นที่ปิด และจังหวะเสียงหายใจ รายการยังชวนตีความความสัมพันธ์เชิงครอบครัวที่ถูกขยายจากต้นฉบับ โดยเฉพาะมิติ “พ่อ–ลูก” และ “แม่–ลูก” ที่สะท้อนผ่านตัวละคร Victor และ Elizabeth พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความหมายของ “ปัญญา” ระหว่างความฉลาดเชิงเหตุผลกับความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นแกนสำคัญของความขัดแย้งในเรื่อง และสัญลักษณ์อย่าง “วงกลม” ที่สะท้อนสภาวะวนลูปของตัวละครที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากชะตากรรมของตนเองได้ ท้ายที่สุด ตอนนี้ชวนมอง Frankenstein ไม่ใช่เพียงเรื่องสยองขวัญ แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ และคำถามพื้นฐานว่า เมื่อเราสร้างบางสิ่งขึ้นมาแล้ว เราจะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตนั้นอย่างไร

Ep 3932475 นักเขียนผีแห่งสยาม | หมายเหตุประเพทไทย
หมายเหตุประเพทไทย EP.618 [Live] ตอน “2475 นักเขียนผีแห่งสยาม” ดำเนินรายการโดย ชานันท์ ยอดหงษ์ และ ภาวิน มาลัยวงศ์ ชวนพูดคุยถึงกราฟิกโนเวล “2475 นักเขียนผีแห่งสยาม” เรื่องโดยสะอาด และพชรกฤษณ์ โตอิ้ม วาดภาพโดย สะอาด เล่าเรื่องในสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ผ่านสายตาของตัวละครสมมติ “นิภา” นักหนังสือพิมพ์สาวที่เข้าไปพัวพันกับบรรยากาศทางการเมืองก่อนการปฏิวัติ 2475 ประสบการณ์ในวัยเด็กทำให้นิภาใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียน เริ่มจากงานผู้พิสูจน์อักษร และนักเขียนผี อยู่เบื้องหลังงานเขียนของผู้อื่น หลายครั้งต้องใช้นามปากกาที่เป็นผู้ชายเพื่อให้ผลงานได้รับการยอมรับ เรื่องราวของนิภาจึงสะท้อนทั้งอุปสรรคของผู้หญิงในสังคมไทยยุคต้นศตวรรษที่ 20 และข้อจำกัดของการทำงานด้านสื่อมวลชนในสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ตึงเครียด หมายเหตุประเพทไทย [Live] วันอาทิตย์นี้ หกโมงเย็น ชวนมองเหตุการณ์ในยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ผ่านเรื่องเล่าของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังสิ่งพิมพ์และข่าวสาร พร้อมทั้งสำรวจบทบาทของนิยายกราฟิกโนเวลสื่อเรื่องประวัติศาสตร์เพื่อให้เข้าถึงผู้อ่านร่วมสมัยได้มากขึ้น

Ep 392ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยรุ่งๆ ร่วงๆ | หมายเหตุประเพทไทย
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ขอชวนมองย้อนประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนเศรษฐกิจบูม และสำรวจบทบาทของสื่อการเงินที่ทำหน้าที่ทั้งให้ข้อมูล วิเคราะห์ตลาด และมีส่วนในการสร้างจินตนาการเกี่ยวกับการลงทุนในสังคมไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ประภาภูมิ เอี่ยมสม และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านบทความ “ทุน การเก็งกำไร และไทยธนาภิวัตน์ : การเล่าเรื่องตลาดหลักทรัพย์ไทย ในดอกเบี้ยและการเงินธนาคารก่อนเศรษฐกิจบูม” ของ วิลลา วิลัยทอง (วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 2568) ซึ่งศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงแรกของตลาดหลักทรัพย์ไทยระหว่าง พ.ศ. 2525–2533 ผ่านการวิเคราะห์นิตยสารการเงินสำคัญสองฉบับ คือ ดอกเบี้ย และ การเงินธนาคาร ในบทความอธิบายแนวคิด ทุนนิยมการเงิน และกระบวนการ “ธนาภิวัตน์” (financialisation) ซึ่งหมายถึงการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากถูกทำให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน และความมั่งคั่งถูกสร้างผ่านการหมุนเวียนของเงินทุน การลงทุน และการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ มากกว่าการผลิตสินค้าโดยตรง กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นในระดับโลกตั้งแต่ทศวรรษ 1970 และปรากฏในประเทศไทยพร้อมกับการก่อตั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อย่างเป็นทางการในปี 2518 สื่อสิ่งพิมพ์ด้านการเงินมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “วัฒนธรรมการลงทุนภาคประชาชน” โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังใหม่และมีความผันผวนสูง ทั้งเหตุการณ์การเก็งกำไรในช่วงแรก วิกฤต “ราชาเงินทุน” ปี 2522 และความไม่แน่นอนทางการเมือง เช่น เหตุการณ์เมษาฮาวาย ปี 2524 ก่อนที่ตลาดจะเริ่มฟื้นตัวและเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปลายทศวรรษ 2520 จนดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 84 จุดในปี 2518 เป็น 879 จุดในปี 2532 นิตยสารดอกเบี้ย และการเงินธนาคาร ซึ่งเริ่มตีพิมพ์ในปี 2525 ทำหน้าที่อธิบายแนวคิดพื้นฐานของการลงทุน แนะนำการวิเคราะห์หุ้นทั้งแบบพื้นฐานและเทคนิค พร้อมทั้งเตือนถึงความเสี่ยงของการเก็งกำไร ขณะเดียวกันก็ช่วยเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความสนใจต่อการลงทุนในตลาดทุน นิตยสารเหล่านี้ยังนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโบรคเกอร์ การปั่นหุ้น และการใช้ข้อมูลภายใน รวมถึงรายงานเหตุการณ์สำคัญของตลาดหุ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับนักลงทุน #หมายเหตุประเพทไทย #ตลาดหลักทรัพย์ #การลงทุน

Ep 391'ป่วนนาฬิกา' ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน...ซะที่ไหน | BookBar EP.13
'ป่วนนาฬิกา' หนังสือที่ชวนเราทำความรู้จักวรรณกรรมคาดการณ์และเรื่องราวของ 'เวลา' ที่เรา (ส่วนใหญ่) มีไม่เคยพอ นั่นเพราะเราขายมันให้แก่ระบบทุนนิยม ไลฟ์โค้ชที่ชอบให้กำลังใจเราว่า "ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน" จึงกลายเป็นเรื่องขบขัน ทันทีที่เราตระหนักว่าเราต่างติดอยู่ในลูปเวลาทุนนิยมที่ไม่มีปริศนาให้ไขเพื่อหาทางออก แต่ผู้เขียน สุธิดา วิมุตติโกศล เชื่อว่าเรายังพอมีความหวังอยู่เล็กๆ...แค่เล็กๆ เท่านั้น

Ep 390ประวัติศาสตร์บาดแผลสะท้อนทัศนคติสังคมเกาหลี | หมายเหตุประเพทไทย
หากเคยดูภาพยนตร์ The Battleship Island รวมทั้งซีรีย์หรือภาพยนตร์ของเกาหลีหลายเรื่องมักให้ภาพญี่ปุ่นเป็นตัวร้าย ญี่ปุ่นเป็นผู้กระทำกลายเป็นเรื่องเล่าหลักที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง แต่การพูดซ้ำๆ เกี่ยวกับความรุนแรงในอดีตส่งผลต่อทัศนคติทางการเมืองในปัจจุบันอย่างไร หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี แนะนำบทความ “Echoes of the Past: Emotional Legacy of Historical Trauma in South. Korea" ของ Seobin Han เผยแพร่ใน Journal of East Asian Studies, 2026 ซึ่งศึกษาผลของบาดแผลทางประวัติศาสตร์ต่อทัศนคติทางการเมืองของสังคมเกาหลีใต้ โดยมีตั้งข้อสังเกตว่า สื่อบันเทิงเกาหลีจำนวนมากนำเสนอเรื่องเล่าความรุนแรงในอดีตช่วงอาณานิคมญี่ปุ่น และชวนตั้งคำถามว่า การเล่าเรื่องซ้ำ ๆ เหล่านี้ส่งผลต่อการรับรู้และการเมืองร่วมสมัยอย่างไร งานวิจัยที่นำมาพูดถึงเสนอว่า ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่ข้อเท็จจริงล้วน แต่เป็นการผสมผสานระหว่างข้อมูลกับอารมณ์ และสามารถอยู่ได้ทั้งในระดับปัจเจกและความทรงจำร่วมของสังคมในบทความอธิบายว่า บาดแผลในอดีตมีผลได้สองลักษณะ คือ ผลแบบกีดกัน (exclusive) ที่สร้างความเป็นปฏิปักษ์ต่อกลุ่มผู้กระทำในอดีต และผลแบบรวมกลุ่ม (inclusive) ที่เสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่เหยื่อ งานชิ้นนี้มุ่งอธิบายกลไกทางอารมณ์ที่เชื่อมโยงเรื่องเล่าความเป็นเหยื่อกับทัศนคติทางการเมือง โดยเน้นอารมณ์สองประเภท คือ ความโกรธ และ ความกลัว ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ทางพฤติกรรมที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีกรณีศึกษาของเกาหลีใต้ ที่ใช้การทดลองแบบสำรวจ (survey experiment) ให้ผู้เข้าร่วมบางกลุ่มได้รับการกระตุ้นด้วยภาพเหตุการณ์ความรุนแรงในยุคอาณานิคมญี่ปุ่น เช่น Unit 731 และหญิงบำเรอ จากนั้นวัดอารมณ์และทัศนคติทางการเมือง ผลการศึกษาพบว่า ทั้งความโกรธและความกลัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มทดลอง แต่มีเพียงความโกรธที่เชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับความภูมิใจในชาติ ความต้องการผู้นำเข้มแข็ง และการสนับสนุนนโยบายความมั่นคงสายเหยี่ยว นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับการศึกษาและรายได้มีความสัมพันธ์กับการตอบสนองทางอารมณ์ โดยกลุ่มที่มีการศึกษาต่ำกว่ามหาวิทยาลัยมีแนวโน้มตอบสนองด้วยความโกรธและความกลัวมากกว่า

Ep 389คนไทยอะไรก็ได้ แต่ทำไมคุยกันไม่รู้เรื่อง | หมายเหตุประเพทไทย
หมายเหตุประเพทไทย [Live] เทปนี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ แนะนำบทความ “Misunderstood Differences: Perception, Media, and Out-Group Animosity in Thailand” (2025) ผลงานของนักวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยแพร่ใน Journal of East Asian Studies, Cambridge University Press [อ่านวิจัยที่ https://www.pier.or.th/files/dp/pier_dp_194.pdf] งานวิจัยดังกล่าวค้นหาคำตอบทำไมคนไทยถึง “คุยกันไม่รู้เรื่อง”? ซึ่งหลายครั้งไม่ใช่เพราะเราเห็นต่างจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่เป็นเพราะเรา "ทึกทัก"ไปเองว่าอีกฝ่ายคิดต่างจากเราแบบสุดขั้ว (false polarization) งานวิจัยสำรวจคนไทย 2,000 คนช่วงปี 2564 พบว่า ความขัดแย้งทางการเมืองและการไม่ไว้วางใจกัน เกิดจาก “ความต่างที่เราคิดไปเอง” มากกว่า “ความต่างทางความคิดจริง ๆ” ที่มักไม่ได้ไกลกันมาก เมื่อเรารับข่าวสารด้านเดียว ความเข้าใจผิดเหล่านี้ยิ่งถูกขยาย บั่นทอนกระบวนการสร้างฉันทามติในสังคม ทำให้เรื่องที่จริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่เห็นพ้องกัน ไม่สามารถถูกผลักดันให้เกิดขึ้นได้ ในงานวิจัยทำความเข้าใจแนวคิด การแบ่งขั้วทางอารมณ์ (affective polarization) คือภาวะที่คนรู้สึกไม่ชอบ ไม่ไว้วางใจ และไม่อยากร่วมมือกับ “คนนอกกลุ่ม” มากกว่าคนในกลุ่มเดียวกัน จนกระทบต่อการหารือ การหาฉันทามติ และการผลักดันนโยบายในสังคมประชาธิปไตย พร้อมชวนขบคิด ก่อนจะเถียงกันเรื่อง “ความคิด” เรากำลังเถียงกับ ความจริง หรือเถียงกับ ภาพในหัว ที่เรากำลังเชื่อกันแน่ #หมายเหตุประเพทไทย #EchoChambers #FalsePolarization

Ep 388แดงไหน ใครคือนางแบก? | BookBar EP.12
เชื่อแน่ว่าคุณต้องมีความคิดอะไรสักอย่างกับ 'นางแบก' คุณรู้ว่าคือกลุ่มคนที่ชื่นชมพรรคเพื่อไทย แต่คุณอาจไม่รู้ว่าพวกเธอและเขาเป็นใคร คิดอะไร ทำอะไร #BookBar ตอนนี้เราพาไปคุยกับนลินรัตน์ เลิศลีลาวิราม เจ้าของวิทยานิพนธ์ 'แดงไหน: คนเสื้อแดงรุ่นใหม่ในยุคการเมืองที่พลิกผัน' ผู้ลงไปค้นหาว่านางแบกรุ่นใหม่เป็นใคร ทำไมจึงเลือกเป็นนางแบก

Ep 387ใครเป็น “แดงไหน?” ในยุคการเมืองพลิกผัน | หมายเหตุประเพทไทย
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านและแนะนำวิทยานิพนธ์ “แดงไหน”: คนเสื้อแดงรุ่นใหม่ในยุคการเมืองที่พลิกผัน” (2567) ผลงานของ นลินรัตน์ เลิศลีลาวิราม ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้การศึกษาด้วยแนวทางชาติพันธุ์วรรณนาแบบผสม (hybrid ethnography) ทั้งในพื้นที่ออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี [อ่านวิทยานิพนธ์ที่ https://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2024/TU_2024_6408030549_19969_31503.pdf] งานศึกษานี้ชี้ให้เห็นการก่อรูปอัตลักษณ์ทางการเมืองแบบใหม่ของคนเสื้อแดงรุ่นหลัง ที่เปลี่ยนจากการเคลื่อนไหวบนท้องถนน มาสู่การต่อสู้เชิงวัฒนธรรมบนโลกดิจิทัล ผ่านภาษาอารมณ์ ภาษาเควียร์ มีม แฮชแท็ก วัฒนธรรมแฟนคลับ และการ “ติ่งนักการเมือง” โดยเฉพาะในกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “นางแบก” ซึ่งกลายเป็นอีกสเปกตรัมสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคดิจิทัล โดยนิยาม “นางแบก” ไม่ได้เป็นเพียงมีม คำล้อเลียน หรือภาพแทนของความจงรักภักดีต่อพรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่เป็นการเมืองของอารมณ์ ความทรงจำ และประสบการณ์ชีวิต ที่เชื่อมโยงระหว่างคนเสื้อแดงรุ่นก่อนกับคนรุ่นใหม่ มีเหตุการณ์สำคัญอย่างคลิปนิสิตจุฬาฯ “ขอโทษคนเสื้อแดง” ในช่วงการชุมนุมปี 2563 ซึ่งทำหน้าที่ปลดล็อกความทรงจำและตัวตนของคนเสื้อแดงที่เคยถูกกดทับให้กลับมาปรากฏในพื้นที่สาธารณะอีกครั้ง ในส่วนของ “ระบบนิเวศนางแบก” ในฐานะการรวมกลุ่มทางสังคมแบบหลวมที่มีความหลากหลายสูง ตั้งแต่ลูกหลานคนเสื้อแดง กลุ่ม LGBTQ แฟนคลับนักการเมือง ไปจนถึงอดีตผู้สนับสนุนพรรคการเมือง ที่ใช้ประสบการณ์ตรงและอารมณ์เป็นฐานในการต่อรองอำนาจและสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ผ่านนโยบายที่จับต้องได้ มากกว่าการยึดอุดมคติแบบนามธรรม ในช่วงท้าย รายการยังชวนตั้งคำถามต่อความหมายของ “ประชาธิปไตย” ในสายตาของนางแบก ซึ่งไม่ได้ตายตัวอยู่กับอุดมการณ์ แต่แสดงออกผ่านชีวิตประจำวัน การเล่นสนุก การเสียดสี และการมีส่วนร่วมทางการเมืองบนโลกออนไลน์ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อควรระวังของพื้นที่ดิจิทัล ในฐานะสนามใหม่ของการเมืองไทยร่วมสมัย

Ep 386ภาพในซีรีส์ VS ชีวิตจริงมอง BL ไทยไปไกลได้อีกแค่ไหน ? | หมายเหตุประเพทไทย
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ชวนสำรวจบทบาทของสื่อ Boys’ Love (BL) ไทย ในฐานะเครื่องมือซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านงานศึกษา Thai Boys’ Love media as a means of Soft Power among International Students in Thailand (2025) ของ Daniela Agostinho จาก Lund University งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษานักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาแลกเปลี่ยนในกรุงเทพฯ เพื่อทำความเข้าใจว่า สื่อ BL ไทยไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่ทำหน้าที่สร้าง “ความคุ้นเคยทางอารมณ์” ต่อประเทศไทย จนมีผลต่อการตัดสินใจเลือกมาเรียนต่อ การเรียนภาษาไทย การเลือกสาขาอย่าง gender studies ไปจนถึงการย้ายถิ่นฐานเพื่อการศึกษา อ้างอิงนิยามซอฟต์พาวเวอร์ของ Joseph Nye จะเห็นว่า BL ทำหน้าที่โน้มน้าวผ่านความผูกพัน ไม่ใช่การบีบบังคับ โดยช่วยสร้างภาพจำเกี่ยวกับชีวิตมหาวิทยาลัย ค่านิยม วัฒนธรรม และความหลากหลายทางเพศของไทย รวมถึงช่วยลดอาการ cultural shock เมื่อเดินทางมาใช้ชีวิตจริง ขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรมอง BL ในด้านโรแมนติกเพียงอย่างเดียว แต่ควรตั้งคำถามถึงช่องว่างระหว่าง “ภาพในซีรีส์” กับ “ความจริงของสังคมไทย” ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความสัมพันธ์ในรั้วมหาวิทยาลัย และการสนับสนุนเชิงโครงสร้างต่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ พร้อมอภิปรายแนวคิด “ปิตาธิปไตยแบบผ่อนปรน” (Moderated Heteropatriarchy) ที่ชี้ว่า BL ไทยเปิดพื้นที่จินตนาการได้ แต่ยังหลีกเลี่ยงการเมืองเรื่องสิทธิอย่างจริงจัง ช่วงท้ายพูดถึงงานของ Thomas Baudinette เรื่อง Celebrity, Fans, and Transnational Asian Queer Popular Culture ที่มองว่า BL ไทยได้ก้าวจากการรับอิทธิพลญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเควียร์แบบข้ามชาติ ผลิต “BL Machine” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมบันเทิง การท่องเที่ยว การศึกษา และการทูตวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมเสนอมุมมอง BL ไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ที่ทั้งทรงพลัง ซับซ้อน และควรถูกมองอย่างวิพากษ์ไปพร้อมกัน #Boyslove #ซีรีส์วาย #หมายเหตุประเพทไทย

Ep 385โลกพลิกผัน ทบทวนทฤษฎีต่างประเทศยุคทรัมป์ | หมายเหตุประเพทไทย
หมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้ ชวนทบทวนนโยบายต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่กรณีสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา นโยบายต่อกรีนแลนด์ ไปจนถึงอิหร่าน ผ่านคำถามสำคัญว่า ตรรกะทางนโยบายของทรัมป์สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับ Grand Strategy หรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบใด นักวิชาการและนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเสนอว่า แนวคิดของทรัมป์มีความใกล้เคียงกับกรอบ สัจนิยมใหม่ (Neorealism) และในเชิงยุทธศาสตร์มหภาค มีลักษณะทับซ้อนกับแนวคิดอย่าง Selective Engagement, Restraint และ Offshore Balancing ซึ่งเป็นกรอบที่ให้ความสำคัญกับดุลอำนาจ การจำกัดภาระของสหรัฐฯ และการเลือกแทรกแซงเฉพาะจุดที่กระทบผลประโยชน์หลัก พร้อมทบทวนแนวคิดของ John Mearsheimer ทั้งในฐานะนักทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผู้เสนอ Offshore Balancing ผ่านงานเขียนสำคัญ เช่น The Tragedy of Great Power Politics (2001) บทความใน Foreign Affairs (2016) และ “The Inevitable Rivalry: America, China, and the Tragedy of Great-Power Politics (2021) เพื่อทำความเข้าใจว่าแนวคิดเหล่านี้อธิบายพฤติกรรมของสหรัฐฯ ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ตั้งแต่จีน–ไต้หวัน รัสเซีย–ยูเครน ไปจนถึงบทบาทขององค์การระหว่างประเทศ ได้อย่างไร ติดตามได้ในหมายเหตุประเพทไทย